กพท.ยังเข้มงวดบินเข้าไทย ลั่นต้องทำตามกฎป้องกันโควิด-19

กพท.ยังเข้มงวดบินเข้าไทย ลั่นต้องทำตามกฎป้องกันโควิด-19

วันนี้ (25 กันยายน 2563) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายกลศ เสนาลักษณ์ ผู้จัดการฝ่ายมาตรฐานผู้ประจำหน้าที่ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) แถลงมาตรการเพื่อป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 สำหรับการเดินทางทางอากาศ ว่า กพท.ได้ออกประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง แนวปฏิบัติในการให้บริการผู้โดยสารสำหรับเส้นทางการบินระหว่างประเทศในระหว่างสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 มีผลตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2563 โดยได้หารือร่วมกับสายการบิน และการท่าอากาศยาน อ้างอิงจากมาตรการของ สธ. นโยบายของทางรัฐบาล มาตรการที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO กำหนดเป็นมาตรฐานสำหรับทุกประเทศ รวมทั้งตัวอย่างที่ดี (Best Practice) ในต่างประเทศ โดยเฉพาะ 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียน โดย กพท.ทำหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติการบินของสายการบิน การบริการผู้โดยสารที่ท่าอากาศยานทุกแห่งในประเทศไทย ทั้งสายการบินของประเทศไทยและสายการบินต่างชาติที่บินเข้าสู่ประเทศไทย ให้เป็นไปตามมาตรการตามประกาศที่ กพท.กำหนด

“ทั้งนี้ ผู้เดินทางเข้าประเทศไทยต้องมีเอกสารที่จำเป็นต่างๆ เช่น หนังสือรับรองจากสถานทูตไทย หรือกงสุลไทยประจำประเทศต้นทาง ใบรับรองการตรวจโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR ไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง ประกันภัยครอบคลุมการรักษาโควิด-19 ไม่น้อยกว่า 1 แสนเหรียญสหรัฐ และเมื่อถึงประเทศไทย จะต้องตรวจคัดกรองอาการ ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นเพื่อใช้ติดตามอาการ และเข้ารับการกักตัว 14 วัน” นายกลศ กล่าว

“ระหว่างทำการบิน กำหนดให้ผู้โดยสารต้องสวมหน้ากากตลอดการเดินทาง กำหนดมาตรการรักษาระยะห่าง จัดแอลกอฮอล์ให้เพียงพอ พนักงานสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลและถุงมือยาง งดบริการหนังสือพิมพ์ นิตยสาร แผ่นพับโฆษณา งดจำหน่ายสินค้า ให้ลูกเรือติดต่อสื่อสารนักบินผ่านอินเตอร์โฟนเป็นหลัก ลดการเดินเข้าออกห้องนักบิน หากชั่วโมงบินน้อยกว่า 120 นาที งดให้บริการอาหารและเครื่องดื่ม หากบินนานเกิน 120 นาที ให้เสิร์ฟอาหารที่บรรจุในภาชนะปิด ในกรณีที่เที่ยวบินมีระยะเวลาการบินมากกว่า 240 นาที ต้องสำรองที่นั่ง 3 แถวหลังไว้สำหรับแยกกักผู้ป่วย หรือสงสัยว่าจะป่วยเพื่อเฝ้าระวังสังเกตอาการและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ ทำความสะอาดอุปกรณ์ในห้องโดยสารด้วยยาฆ่าเชื้อ และฆ่าเชื้อโรคในห้องโดยสารตามมาตรฐาน สธ.ทุกครั้งหลังจากการปฏิบัติการบิน รวมทั้งเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศประสิทธิภาพสูง (HEPA) ระบบแอร์คอนดิชั่นของเครื่องบินตามกำหนด ซึ่งระบบการหมุนเวียนอากาศภายในเครื่องบินจะแลกเปลี่ยนอากาศกับภายนอกในระดับความสูง เป็นอากาศแห้ง มีเชื้อโรคค่อนข้างต่ำ และจะผ่านแผ่นกรอง HEPA ก่อนเข้าสู่ห้องโดยสาร ทำให้อากาศมีความสะอาดสูง” นายกลศ กล่าว

นอกจากนี้ นายกลศ กล่าวว่า ส่วนมาตรการสำหรับผู้ดำเนินการสนามบิน ได้แก่ การจัดสถานที่เว้นระยะห่าง มีการป้องกันสำหรับผู้ปฏิบัติงาน เช่น อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล มีโปรแกรมการคัดกรองสุขภาพ จัดตารางเวลาทำงานเพื่อลดแออัดในสนามบิน จัดเตรียมแอลกอฮอล์ล้างมือ ให้สายการบินพิจารณานำเครื่องมือบริการตนเองมาใช้เพื่อลดการสัมผัส เช่น เครื่องออกบัตรและป้ายติดสัมภาระอัตโนมัติ เครื่องโหลดสัมภาระอัตโนมัติ ใช้เครื่องตรวจจับโลหะแบบเดินผ่านลดการตรวจค้นด้วยมือ, เข้มงวดอากาศยานที่ลงจอดทางเทคนิค ไม่ให้ผู้โดยสารออกจากเครื่อง ทั้งนี้ กพท.จะสุ่มตรวจติดตามการปฏิบัติตามมาตรการของสายการบินและท่าอากาศยาน และปรับปรุงมาตรการเป็นระยะตามสถานการณ์และนโยบายของประเทศ ประชาชนติดตามข่าวสารและให้คำแนะนำได้ที่ 0 2568 8800 หรือ www.caat.or.th

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้อัครเดช โหวตสวนปชป. ตั้งกมธ.ยื้อแก้รธน. บอกแฟร์ๆ อยากได้เสียงส.ว.ก็ต้องให้เขามีส่วน
บทความถัดไปบูรณะอุโบสถ‘วัดสามแก้ว’ เสริมแต่งจิตรกรรมฝาผนัง อนุรักษ์โบราณสถานสำคัญชุมพร