154 รพ.เอกชนทั่วปท. รับผู้ป่วยต่างชาติกักโควิด-19 รายได้เข้าปท.แล้ว 29.9 ล.

154 รพ.เอกชนทั่วปท. รับผู้ป่วยต่างชาติกักโควิด-19 รายได้เข้าปท.แล้ว 29.9 ล. ขยายเพิ่มเมืองท่องเที่ยว

วันนี้ (6 ตุลาคม 2563) นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสุนนบริการสุขภาพ (สบส.) นำคณะผู้บริหาร สธ.เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานโรงพยาบาลกักกันแห่งรัฐทางเลือก (Alternative Hospital Quarantine: AHQ) ที่โรงพยาบาล (รพ.) บำรุงราษฎร์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นโรงพยาบาลต้นแบบที่มีกระบวนการทำงานและระบบการบริหารจัดการที่มีคุณภาพมาตรฐาน รองรับกลุ่มผู้ป่วยชาวไทยและชาวต่างชาติรวมผู้ติดตามที่เข้าร่วมโครงการเอ   เอชคิว

นายสาธิต ให้สัมภาษณ์ว่า ไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคงด้านสุขภาพ (Health Security) เมื่อปี 2562 เป็นอันดับที่ 6 จากทั้งหมด 195 ประเทศ และเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย ประกอบกับการมีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ เครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัย มีจำนวนสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับสากล (JCI) มากที่สุดในอาเซียน อีกทั้งมีผลงานควบคุมป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ในฐานะประเทศที่ฟื้นฟูจากโควิด-19 เป็นอันดับ 1 ของโลก ทำให้ผู้มีปัญหาด้านสุขภาพที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง แสดงความประสงค์จะเข้ามารับการรักษาพยาบาลภายในประเทศไทย ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจ ดึงรายได้เข้าสู่ประเทศ ภายหลังวิกฤติการณ์การระบาดของโรคโควิด-19

นายสาธิต กล่าวว่า สธ.ได้จัดทำโครงการโรงพยาบาลกักกันแห่งรัฐทางเลือก (AHQ) สร้างระบบการกักตัว ร่วมกับการรักษาพยาบาล ในสถานพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยและผู้ติดตามชาวต่างชาติได้รับการดูแลรักษาอย่างเป็นระบบ และเป็นการเฝ้าระวังโรคโควิด-19 ตามหลักเกณฑ์ และแนวทางการควบคุมป้องกันโรคของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)

Advertisement

“ขณะนี้ มีสถานพยาบาลเอกชนเข้าร่วมโครงการเอเอชคิวแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 154 แห่ง แบ่งเป็น สถานพยาบาลที่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน จำนวน 118 แห่ง และสถานพยาบาลที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน จำนวน 36 แห่ง มีผู้ป่วยเข้ามารักษาตัวแล้ว 701 ราย ผู้ติดตาม 522 ราย สร้างรายได้ให้กับประเทศ จำนวน 29.9 ล้านบาท โดยประเทศที่เข้ามารับบริการมากที่สุด ได้แก่ กัมพูชา จีน เมียนมา คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตต์ ส่วนกลุ่มโรคที่เข้ามารับบริการมากที่สุด คือ อายุรกรรม ไอวีเอฟ (IVF) โรคมะเร็ง การศัลยกรรมแปลงเพศ โรคหัวใจ” รัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ. กล่าว

นายสาธิต กล่าวว่า ในอนาคตจะมีการเปิดสนามบินหลัก และสนามบินภายในประเทศ เพื่อรองรับการเดินทางของผู้ป่วยชาวต่างชาติ และผู้ติดตามเพิ่มเติมกรณีที่จะต้องมีการต่อเครื่อง (Transit) ได้แก่ 1.สนามบินหลัก  ภูเก็ต เชียงใหม่ สมุย อู่ตะเภา และ 2.สนามบินภายในประเทศ ตราด แม่ฮ่องสอน เชียงราย อุบลราชธานี อุดรธานี ขอนแก่น กบินทร์บุรี พิษณุโลก แม่สอด ตาก ระนอง นครพนม บุรีรัมย์ และหาดใหญ่ และเปิดด่านทางบกเพิ่มเติม ได้แก่ 1.ด่านบ้านแหลม (ไพลิน/ เสียมเรียบ/ พระตะบอง) – จันทบุรี และ 2.ด่านบ้านหาดเล็ก (เกาะกง/สีหนุวิลล์) – จันทบุรี

ด้าน นพ.ธเรศ กล่าวว่า สำหรับเกณฑ์ในการรับผู้ป่วย และผู้ติดตามชาวต่างชาติเข้ารักษาพยาบาลกับโรงพยาบาลกักกันแห่งรัฐทางเลือกนั้น ผู้ป่วยจะต้องนัดหมายกับสถานพยาบาลเอกชนที่รัฐกำหนดเป็นสถานที่กักกัน โดยสถานพยาบาลจะพิจารณาการนัดหมายจากผู้ป่วย และผู้ติดตามในกลุ่มประเทศที่ไม่มีสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 หรือรุนแรงน้อย

Advertisement

“ผู้ป่วยและผู้ติดตามจะต้องแสดงเอกสารและหลักฐานตามที่ ศบค.กำหนด อาทิ ใบรับรองแพทย์ กรมธรรม์ที่ครอบคลุมโรคโควิด-19 ที่ ผลตรวจโรคโควิด-19 ที่ออกให้ก่อนเดินทางล่วงหน้า 72 ชั่วโมง ฯลฯ และเมื่อเดินทางเข้ามาในประเทศแล้ว สถานพยาบาลจะมารับตัวผู้ป่วยและผู้ติดตามจากสนามบินหรือด่านชายแดนเพื่อไปกักกันตัว ณ สถานพยาบาลเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 14 วัน ในระบบปิด พร้อมทำการตรวจคัดกรองโรคโควิด-19 ตามระยะเวลาที่กำหนด ตั้งแต่เริ่มการรักษาจนเสร็จสิ้นกระบวนการ หากสถานพยาบาลพบอาการของโรคโควิด-19 จะมีการแจ้งไปยังสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง และกรมควบคุมโรคในพื้นที่ทันที ทางโทรศัพท์ 0 2521 0943-5 โดยกระบวนการทั้งหมดนั้น ผู้ป่วยและผู้ติดตามจะต้องชำระค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด” นพ.ธเรศ กล่าว

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image