เปิด 8 เหตุผล ที่คนไทยต้องได้รับวัคซีนสลับชนิด ยัน บูสเข็ม 3 ให้บุคลากรเสี่ยงด่วน!

เปิด 8 เหตุผล ที่คนไทยต้องได้รับวัคซีนสลับชนิด ยัน บูสเข็ม 3 ให้บุคลากรเสี่ยงด่วน!

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม แหล่งข่าวระดับสูงจากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ให้ข้อมูลว่า จากกรณีเรื่องการให้วัคซีนสลับชนิด เนื่องจากมีการศึกษาวิจัยว่า จะมีประสิทธิภาพป้องกันโรคโควิดสายพันธุ์กลายพันธุ์ โดยเฉพาะเดลต้า(อินเดีย) ที่กำลังระบาดหนัก

ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ 10 คณะ ในฐานะคณะที่ปรึกษา สธ.ใน ศบค. ออกแถลงการณ์สนับสนุนมาตรการฉีดวัคซีนสลับชนิด และวัคซีนเข็มกระตุ้นภูมิคุ้มกันสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า ตามมติของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 7/2564 เนื่องจากมีข้อเสนอแนะให้มีการทบทวนข้อมูลทางวิชาการ เรื่อง การให้วัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกัน 1 เข็มกับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าที่ได้รับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม และการให้วัคซีนโควิด-19 แบบสลับชนิด ตามด้วยวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า สำหรับประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ตามมติของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 7/2564 เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 นั้น

แหล่งข่าวระบุว่า คณะที่ปรึกษา สธ. ใน ศบค. มีความเห็นว่า มติของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เป็นมติที่ควรได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังต่อไปนี้ สำหรับมาตรการฉีดวัคซีนสลับเข็มสำหรับประชาชนกลุ่มเป้าหมาย

1. เชื้อก่อโรคโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า (อินเดีย) ในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้รายงานว่า ในกรุงเทพมหานครมีสายพันธุ์เดลต้าเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดพบว่ามี 69% จากข้อมูลสำรวจรายสัปดาห์ ทั้งนี้ สายพันธุ์เดลตาแพร่ได้เร็ว อัตราตายสูง และดื้อต่อวัคซีนที่พัฒนาจากสายพันธุ์เดิม

2.ผลการศึกษาภูมิคุ้มกันชนิด Neutralizing Antibody ต่อสายพันธุ์เดลต้า พบว่า วัคซีนแอสตร้าฯ เข็มแรก และวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม เพียงอย่างเดียว กระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์เดลต้าได้ไม่ดี

3.วัคซีนแอสตร้าฯ 1 เข็ม ยังกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ไม่สูงพอจะกันป่วยหนักจากสายพันธุ์เดลต้า ทำให้ประเทศอังกฤษประกาศร่นระยะเวลาการฉีดวัคซีนแอสตร้าฯ 2 เข็ม จาก 12 สัปดาห์ เหลือ 8 สัปดาห์

4.วัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ไม่สูงพอที่จะกันป่วยหนักจากสายพันธุ์เดลต้าได้ ทำให้มีรายงานบุคลากรทางการแพทย์เสียชีวิตหลายร้อยรายในประเทศอินโดนีเซีย

5.ในระบบการให้วัคซีนของประเทศไทย มีผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 แบบสลับชนิด โดยเข็มแรกฉีดวัคซีนซิโนแวค ตามด้วยวัคซีนแอสตร้าฯ เป็นเข็มที่ 2 จำนวน 1,102 ราย เนื่องจากสาเหตุบางประการ ทำให้ไม่สามารถรับวัคซีนซิโนแวคเข็มที่ 2 ได้ เช่น เกิดภาวะไม่พึงประสงค์หลังฉีดวัคซีนซิโนแวคเข็มที่ 1

“โดยทั้ง 1,102 รายนี้ ได้รับการติดตามอาการไม่พึงประสงค์ในระบบของกระทรวงสาธารณสุข ยังไม่มีรายงานอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงหรือเสียชีวิต และยังไม่มีรายงานการติดเชื้อก่อโรคโควิด-19 ในคนกลุ่มนี้ จากฐานข้อมูลของกรมควบคุมโรค ณ วันที่ 5 กรกฎาคม 2564”

6.ผลการศึกษาระดับภูมิคุ้มกันของผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 แบบสลับชนิด โดยเข็มแรกฉีดวัคซีนซิโนแวคและตามด้วยวัคซีนแอสตร้าฯ เป็นเข็มที่2 จำนวน 36 ราย โดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจำนวน 17 ราย โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมกับนักวิจัยจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พบว่า ระดับภูมิคุ้มกันหลังฉีดวัคซีนแบบสลับชนิดสูงกว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม ถึง 8 เท่า และผลการตรวจภูมิคุ้มกันต่อเชื้อสายพันธุ์เดลตา พบว่า ภูมิคุ้มกันต่อเชื้อสายพันธุ์เดลต้ามีค่าสูงทุกราย และอนุมานได้ว่าประสิทธิภาพของวัคซีนสูตรนี้ต่อสายพันธุ์เดลต้า น่าจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 80

7.การให้วัคซีนโควิด-19 แบบสลับชนิด ซิโนแวคตามด้วยแอสตร้าฯ น่าจะทำให้ผู้ได้รับวัคซีนมีภูมิคุ้มกันสูงต่อเชื้อสายพันธุ์เดลตาได้รวดเร็วกว่าการให้วัคซีนแอสตร้า สองเข็มห่างกัน 8 สัปดาห์ โดยการให้วัคซีนโควิด-19 แบบสลับชนิด ซิโนแวค ตามด้วยแอสตร้าฯ น่าจะทำให้ระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อสายพันธุ์เดลตาสูง เมื่อ 5-6 สัปดาห์หลังฉีดเข็มที่ 1

8.เนื่องจากประเทศไทยมีการใช้วัคซีนซิโนแวค เป็นจำนวนมาก ในสถานการณ์ที่เชื้อสายพันธุ์เดลต้าระบาดรุนแรง ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้สูงและรวดเร็ว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการใช้วัคซีนที่มีอยู่ต่อการป้องกันการป่วยหนักและเสียชีวิตจากสายพันธุ์เดลต้า มติของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา นั้นมีความเหมาะสมแล้วในสถานการณ์ปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม สำหรับมาตรการการให้วัคซีนเข็มกระตุ้น 1 เข็ม หลังจากที่ได้รับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็มในบุคลากรด่านหน้า นั้น เป็นไปตามข้อมูลที่ได้ติดตามผลการตรวจภูมิคุ้มกันหลังจากได้รับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม พบว่า ระดับภูมิคุ้มกันไม่สูงพอสำหรับเชื้อสายพันธุ์เดลต้า หรือ อินเดีย จึงมีข้อแนะนำให้ฉีดกระตุ้นในบุคลากรด่านหน้าได้ โดยอาจเป็นวัคซีนแอสตร้าฯ หรือวัคซีนชนิด mRNA อย่างน้อย 4 สัปดาห์หลังจากวัคซีนซิโนแวค เข็มที่ 2 โดยมติดังกล่าว เป็นเรื่องเร่งด่วนเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันให้กับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า ที่จะต้องปฏิบัติภารกิจคัดกรอง ตรวจวินิจฉัย และรักษาผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า อย่างใกล้ชิด

ซึ่งไม่สามารถรอให้มีหลักฐานพิสูจน์ทราบว่าวัคซีนซิโนแวค 2 เข็มไม่ได้ผล คือ การพบบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าป่วยหนักหรือสูญเสียชีวิตได้ ดังนั้น แม้จะยังไม่มีหลักฐานถึงประสิทธิภาพที่ชัดเจน แต่เนื่องจากมีข้อมูลยืนยันว่าการให้วัคซีนเข็มกระตุ้น 1 เข็ม หลังจากที่ได้รับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ชัดเจน และพบผลไม่พึงประสงค์รุนแรงได้ไม่บ่อย

“จึงเห็นควรสนับสนุนมติของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติในการดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้ามีความปลอดภัยและสามารถดูแลประชาชนในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ได้อย่างเต็มที่”

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon