ผอ.รพ.บุษราคัม พยุงเตียงเต็มที่ สับมือบุคลากรทั่ว ปท. ค่าตอบแทนตามระเบียบ

21.07.21 | 13:15 น.

ผอ.รพ.บุษราคัม ยัน พยุงการให้บริการเต็มที่ รับภาระงานหนักขึ้นเต็มความสามารถ ใช้เครื่องไฮโฟลว์สูงสุดในไทย หวั่นบุคลากรไม่พอ เหตุภูมิภาคระบาดหนักขึ้นอีก รับปาก ค่าตอบแทน รพ.บุษราคัม เป็นไปตามกำหนดราชการ

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ ผู้ช่วยปลัด สธ.และผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) บุษราคัม แถลงข่าวการบริหารจัดการ รพ.บุษราคัม ว่า การให้บริการของ รพ.บุษราคัม เปิดดำเนินการมาประมาณ 2 เดือนเศษ นับตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.64 ผู้ป่วยโควิด-19 สะสม 10,395 ราย หายป่วย 6,955 ราย เหลือรักษาอยู่ 3,300-3,600 ราย ช่วงนี้มีการรับผู้ป่วยใหม่วันละ 300-400 รายตามกำลังของเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่ราว 300 คน เป็นแพทย์ 50 คน พยาบาล 200 คน ที่เหลือเป็นเภสัชกร นักรังสี ผู้ช่วยเหลือผู้ป่วยและอื่นๆ รวมถึงขอความร่วมมือจากสำนักงานปลัดกระทรวงฯ เพื่อส่งพนักงานแบ็กออฟฟิศ(back office) มาช่วยดูเรื่องเอกสารอีกประมาณวันละ 20 คน นอกจากนี้ยังมีการเปิดรับผู้ป่วยที่รักษาหายแล้ว มาช่วยดูแลผู้ป่วยที่ยังรักษาตัวอยู่ในรพ.บุษราคัม เพื่อให้เป็นผู้ช่วยเหลือผู้ป่วยหรือพนักงานเปลเป็นต้น

นพ.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่ต้องใช้เครื่องให้ออกซิเจน เกือบ 500 ราย ใช้เครื่องช่วยหายใจไฮโฟลว์กว่า 170 รายจากเดิมเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนที่ใช้เพียง 50-60 เครื่องต่อวัน โดยมีผู้ป่วยที่ต้องใส่ทั้งท่อและเครื่องช่วยหายใจ 6-9 รายต่อวัน จากเดิมที่มีเพียงวันละ 1-2 ราย

ทั้งนี้ ใน 2-3 สัปดาห์ ที่ผ่านมาอาการผู้ป่วยมีแนวโน้มหนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆรวมถึง รพ.บุษราคัม ไม่ปฏิเสธผู้ป่วย ฉะนั้น บางรายก็จะค่อนข้างมีอาการหนัก โดยคาดว่า รพ.บุษราคัม น่าจะเป็นจำนวนผู้ป่วยที่ใช้เครื่องไฮโฟลว์สูงที่สุดในประเทศ เพราะเรารับผู้ป่วยทุกประเภท รวมถึงผู้ป่วยเก่าที่มีอาจารย์พัฒนารุนแรงขึ้น

“ทั้งนี้เพื่อทำให้ภาระงานของเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะพยาบาลวิชาชีพ ที่ทำหน้าที่ในหลายส่วน จะได้เบามือลง และเราเปิดรับอาสาสมัครจากส่วนภูมิภาค แม้ว่าข้อเท็จจริงจะมีการระบาดในภูมิภาคมากขึ้น เป็นสัดส่วนเมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ 50:50 ซึ่งในบางวันตัวเลขของการระบาดในภูมิภาคสูงกว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑลรวมกัน” นพ.กิตติศักดิ์ กล่าว

นพ.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า ในขณะนี้มีการระบาดในภูมิภาคมากขึ้น ความจำเป็นเรื่องของกำลังคนในปัจจุบัน ที่เจ้าหน้าที่เกือบ 100% ใน รพ.บุษราคัม มาจากหน่วยงานภูมิภาคทั้งสิ้น ทำให้ในระยะเวลานี้และต่อจากนี้ การส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยเหลือจะมีความยากลำบากขึ้น ประกอบกับการงดการเดินทาง แต่ก็จะขอความช่วยเหลือจากภูมิภาคอย่างมากที่สุด เพื่อดำรงไว้ซึ่งการบริการ เนื่องด้วยนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษาให้มากที่สุด ฉะนั้น กทม. รวมถึง รพ.บุษราคัม ภายใต้กระทรวงสาธารณสุขจะไม่ปฏิเสธผู้ป่วย ทำให้ในช่วงหลังภาระของ รพ.และสถานบริการของกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ผู้ป่วยไม่มีเตียงนอน แต่สำหรับบางรายที่เป็นผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ตั้งครรภ์ หรืออาการหนัก เราก็จะรับเข้ารพ.บุษราคัม

Advertisement

“จากเดิมที่รพ.บุษราคัม ดูแลผู้ป่วยระดับปานกลาง แต่ปัจจุบันนี้เราดูแลผู้ป่วยที่มีอาการหนักหรือกลุ่มสีแดงมาระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะเดือน ก.ค. ที่มีการระบาดหนัก” นพ.กิตติศักดิ์ กล่าว

นพ.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า ภาระงานที่เพิ่มขึ้น แต่มีบุคลากรเท่าเดิม และมีแนวโน้มว่าจะลดน้อยลงกว่าเดิม ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความหนักหน่วง สิ่งที่ตามมาคือความกดดัน ความเหนื่อย ความเครียดเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อความสื่อสารความเข้าใจในภาระงานอาจไม่ครบถ้วน ไม่ทั่วถึง ซึ่งเราได้ทบทวนในประเด็นต่างๆ ที่สะท้อนมาผ่านสื่อโซเชียล โดยทางรพ.ก็ได้เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แพทย์อาวุโส ว่าจะปรับปรุงอย่างไรได้บ้าง ทั้งเครื่องมือ หรือระบบการบริการให้สะดวกขึ้น เนื่องจากจำนวนมากยิ่งขึ้น ทำให้ความเครียดความกดดันอยู่กับบุคลากรมากขึ้น

นพ.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนประเด็นที่สื่อโซเชียลฯ ระบุถึงการเบิกจ่ายค่าตอบแทนต่างๆ นั้น เป็นไปตามระเบียบราชการ ซึ่งรพ.บุษราคัม เป็นรพ.ลูกข่าย ที่มีแม่ข่ายคือ รพ.พระนั่งเกล้า ระเบียบจ่ายค่าตอบแทนทุกประเภทที่ต้องจ่ายจากพระนั่งเกล้าก็เป็นไปตามนั้น แต่ระเบียบจากต้นสังกัด ก็เป็นไปตามระเบียบราชการทั้งสิ้น

“ส่วนภาระงานที่หนักขึ้นใน ก.ค. ทางท่านปลัดสธ. มีดำริดูแลขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่ โดยอนุมัติเพิ่มค่าตอบแทนนอกเวลาราชการ ขึ้นเป็น 2 เท่า เพื่อเพิ่มขวัญกำลังใจตามภาระงานที่มากขึ้น” นพ.กิตติศักดิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามสอบกรณีค่าตอบแทนนอกเวลาราชการขึ้นเป็น 2 เท่าใช้ในบุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานช่วยโควิด-19 เฉพาะรพ.บุษราคัม หรือทั่วประเทศ นพ.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า ค่าตอบแทนนอกเวลาราชการดังกล่าวหมายถึงให้กับเจ้าหน้าที่ บุคลากรที่มาปฏิบัติหน้าที่ใน รพ.บุษราคัม เท่านั้น ซึ่งจะมีการพิจารณาผ่านคณะกรรมการของสำนักงานสาธารณสุข จ.นนทบุรี โดยอยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้ อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการจังหวัด เพื่อเป็นขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่ของรพ.บุษราคัม ส่วนอื่นๆนอกรพ.ก็อยู่ภายใต้ความเห็นของหน่วยราชการ หรือหน่วยบริการนั้นๆ

เมื่อถามถึงข่าวถามกรณีเบี้ยเลี้ยง 8 บาท  นพ.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า เราเป็นราชการ ทุกอย่างต้องทำตามราชการ ค่าเสี่ยงภัยก็เป็นงบประมาณแผ่นดิน จัดสรรมาโดยมติ ครม. จัดสรรเป็นงวดๆ ไม่ใช่เดือนต่อเดือน และค่าเสี่ยงภัยก็เหมือนกันทั่วประเทศ ส่วนค่าตอบแทนอื่นๆ อย่างการเดินทางจากที่บ้านมาที่ทำงาน อยู่ที่การเบิก ซึ่งมีรอบเบิก ตัวเลข 8 บาทน่าจะเข้าใจคลาดเคลื่อนระหว่างการสื่อสาร เพราะมีระเบียบการเบิกจ่ายของปี 2560 โดยส่วนนี้ได้มอบให้ทางการเงินของรพ.พระนั่งเกล้า ให้ไปสอบทวนเรื่องนี้ ว่าหากมีส่วนใดที่เป็นสิทธิประโยชน์โดยตรงของเจ้าหน้าที่ ขอให้ดำเนินการอย่างครบถ้วน อย่างไรก็ตาม โดยปกติหากทำงานเดือนนี้ มีเอกสารถูกต้อง ก็จะได้ค่าตอบแทนในเดือนถัดไป

เมื่อถามถึงความสามารถของ รพ.บุษราคัม ในการรองรับผู้ป่วย นพ.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า รพ.มีเตียง 3,700 เตียงโดยประมาณ ซึ่งตอนนี้ครองเตียงอยู่ประมาณ 3,300 เตียง ยังรับต่อวันได้ 300-400 ราย เพราะตัวเจ้าหน้าที่จะสามารถดูแลได้ด้วย ขณะเดียวกันก็จะมีผู้หายกลับบ้านตามระยะเวลากำหนด

เมื่อถามถึงกรณีที่รพ.บุษราคัม ต้องใช้กำลังคนจากภูมิภาค 100% แต่ตอนนี้ภูมิภาคก็มีการระบาด จะมีปัญหาในเรื่องกำลังคนส่งเข้ามาหรือไม่ นพ.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับกำลังคน ยกตัวอย่างพยาบาลปัจจุบันมี 210 คน เจ้าหน้าที่พยาบาลต่อวัน จะทำงานแบ่งเป็น 3 ผลัด ผลัดละ 70 คนให้บริการดูแลผู้ป่วย 3,500 คน แสดงว่า 70 คนก็จะเหนื่อยมาก จึงต้องเอา 140 คนที่เหลือนำมาเสริม แต่จะมีเจ้าหน้าที่ที่อยู่เวรประจำครบแล้วแต่ต้องอยู่พีเรียดอื่น ซึ่งภาระก็หนักขึ้น ดังนั้น หากจะเพิ่มต้องดึงคนมาเสริมอีก โดยวันหนึ่งต้องอยู่เวรมากกว่า 1 พีเรียด จริงๆไม่ใช่แค่รพ.บุษราคัมเท่านั้น แต่เป็นภาระงานของบุคลากรสาธารณสุขทั่วประเทศในปัจจุบัน เพราะเป็นภาระงานที่เกินกว่างานปกติของเรา ส่วนวิชาชีพอื่นก็เช่นกัน

“เมื่อพื้นที่ภูมิภาคก็ระบาด บ้านของตัวเองก็ลุกเป็นไฟ แต่เมืองหลวงก็เช่นกัน ดังนั้น ทุกท่านที่เป็นบุคลากรสาธารณสุขมีสำนึกในการช่วยเหลือประเทศชาติอยู่แล้ว จึงมีการอาสามาช่วย โดยบุคลากรที่อยู่ในภูมิภาคที่จะมาช่วยในบุษราคัมก็จะทำได้ แต่ขึ้นอยู่กับต้นสังกัดด้วย นอกจากนั้น ก็จะใช้วิธีคนที่อยู่ในกระทรวงฯเอง ทั้งพนักงานแบคออฟฟิสวันละ 20 คนมาช่วยงานเอกสาร ลดภาระงานของหมอ พยาบาลได้ หรือการสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่กับคนไข้อาจไม่ต้องเป็นหมอ พยาบาล และเราก็รับสมัครคนไข้ครบ 14 วัน ให้มาทำงานต่อได้ หรือเขาประสงค์จะมาช่วยเหลือ เราก็จะมีค่าจ้าง ก็มาช่วยด้วยเช่นกัน อย่างการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย การพลิกตัวคนไข้ที่มีอาการหนัก อย่างพยาบาลคนเดียวทำไม่ไหว หรือแม้แต่การช่วยทำความสะอาด” นพ.กิตติศักดิ์ กล่าว

นพ.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า อย่างพยาบาล ผลัดหนึ่งจะทำงาน 14 วัน หรือ 2 สัปดาห์ จริงๆ 10 วันเป็นวันทำการ นอกนั้นก็เป็นโอที แต่ก็อยู่ช่วงเวลาคนไข้มากน้อยแค่ไหน เจ้าหน้าที่จำนวนเท่าไหร่ ซึ่งตอนนี้ลดน้อยลง อย่างเมื่อ 2 วันก่อนมีพยาบาล 250 คนตอนนี้เหลือ 210 คนก็มีภาระงานมากขึ้น

เมื่อถามกรณีหากภูมิภาคระบาดหนักขึ้น จนไม่สามารถสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนมาช่วยที่รพ.บุษราคัม ทางรพ.จะมีการปรับเปลี่ยนอย่างไร นพ.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงฯไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์นั้น เราจะพยายามทำเต็มที่ จะดูแลทั้งในส่วนภูมิภาค และสนับสนุน กทม.