สวทช. เร่งพัฒนาวัคซีนโควิดแบบพ่นจมูก สูตรผสมไข้หวัดใหญ่ คาดต้นปี’65 เริ่มทดลองในคน

สวทช. เร่งพัฒนาวัคซีนโควิดแบบพ่นจมูก สูตรผสมไข้หวัดใหญ่ คาดต้นปี’65 เริ่มทดลองในคน-ใบยาเดินหน้าฉีดกลุ่มอาสา ไตรมาส 3 ปีหน้า

วันที่ 29 กันยายน ที่ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ในการจัดเสวนา THAILAND COVID-19 VACCINE FORUM 2021 สถานการณ์ความก้าวหน้าการพัฒนาวัคซีนไทยสู้โควิด-19 ผศ.ภญ.สุธีรา เตชคุณวุฒิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า สำหรับวัคซีนใบยาเป็นวัคซีนป้องกันโควิด-19 ชนิด ซับยูนิตวัคซีน(subunit vaccine) ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบในคลินิก ซึ่งเดือน ก.พ.64 ได้วัคซีนต้นแบบและทดสอบในสัตว์ทดลอง ทั้งความปลอดภัย ความสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และการทดสอบหลังปรับเปลี่ยนสูตรวัคซีนให้อยู่ในอุณหภูมิ 2-8 องศาได้นานอย่างน้อย 6 เดือน จากนั้นทดสอบความเป็นพิษ และความสามารถกระตุ้นภูมิระยะยาว โดยการทดสอบในลิงผลค่อนข้างดี ส่วนเรื่องการผลิตนั้น ได้มีการออกแบบโรงงานผลิตของใบยา โดยใช้เวลา 10 เดือน ขณะนี้ได้ผลิตรีลิสต์ตัวโปรดักส์ และสัปดาห์นี้วัคซีนได้ทดสอบในมนุษย์กลุ่มแรกแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ 27 ก.ย.64 ที่ผ่านมาใน 4 คนแรก และวันพรุ่งนี้(30 ก.ย.) จะฉีดกลุ่มที่เหลืออีก

“นอกจากนี้ ทีมวิจัยของเรายังพัฒนาวัคซีนโควิดรุ่นหน้า โดยปรับเปลี่ยนสูตรให้สามารถกระตุ้นภูมิได้ดีขึ้น ขณะนี้ทำการทดสอบในสัตว์ทดลอง และจะเข้าการทดสอบมนุษย์เฟส 1 ต่อไป คาดว่าผลของกลุ่มแรก คือ อาสาสมัครกลุ่มอายุ 18-65 ปี จะเป็นผลให้ตัดสินใจว่า จะเอาวัคซีนรุ่นหน้าเข้าทดสอบต่อไปหรือไม่ และเรายังมีอีกทั้ง ตัววัคซีนรุ่นหน้า เรายังมีการผลิตวัคซีนแคนดิเดต เพื่อนำมาทดสอบในสัตว์ทดลอง ดูว่าจะเอาวัคซีนแคนดิเดตตัวไหนมาเข้าทดสอบต่อไป โดยเราจะเลือกเพื่อนำมาเป็นคอกเทล เพื่อเปลี่ยนตัวสูตรในการเข้าสู่การทดสอบเฟส 1 คาดว่าไตรมาสที่ 3 ปี 2565 จะเป็นอีกวัคซีนที่นำไปใช้ให้กับคนไทยได้ ” ผศ.ภญ.สุธีรา กล่าว

ด้าน ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า สวทช.เป็นหนึ่งในทีมไทยแลนด์ที่พัฒนาวัคซีน โดยเราเน้นวัคซีนไวรัลเวกเตอร์เป็นหลัก ซึ่งเป็นการต่อจิ๊กซอให้ประเทศเรื่องเทคโนโลยีได้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ไวรัสโควิดติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ ซึ่งวัคซีนจะป้องกันการเกิดโรคที่รุนแรง แต่ที่เราได้ยินข่าว คือ คนฉีดวัคซีนในระดับหนึ่งจะป้องกันการติดเชื้อไม่ได้ ซึ่งคนทำเทคโนโลยีด้านวัคซีนพยายามหาวัคซีนทางเลือกใหม่ ที่ป้องกันการติดเชื้อได้ด้วย โดยขณะนี้มีเทรนด์เทคโนโลยีที่เรียกว่า การฉีดวัคซีนเข้าทางจมูก เป็นการเพิ่มภูมิคุ้มกันระบบทางเดินหายใจส่วนบน

“ดังนั้น ไอเดียการนำไวรัลเวกเตอร์ ที่มีคุณสมบัติติดเซลล์ และกระตุ้นภูมิคุ้มกันบริเวณนั้นได้ค่อนข้างดี ซึ่งหากเรานำส่งเข้าทางเดินหายใจส่วนบน ก็คาดหวังว่า แอนติบอดีต่อเยื่อเมือกบริเวณนั้น น่าจะมีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งเป็นไอเดียที่ทาง สวทช. นำเสนอวัคซีนรูปแบบใหม่ โดยการพัฒนาวัคซีนไวรัลเวกเตอร์ในรูปแบบฉีดพ่นจมูก ” ดร.อนันต์ กล่าว

ดร.อนันต์ กล่าวอีกว่า การพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิดแบบพ่นจมูกชนิด Adenovirus-based เบื้องต้นผลการทดลองในหนูชนิดพิเศษ พบว่า วัคซีนแบบพ่นจมูกเมื่อเปรียบเทียบกับไวรัสแบบฉีดเข้ากล้าม 2 เข็ม จะเห็นว่า วัคซีนแบบฉีดพ่นจมูก มีคุณสมบัติป้องกันได้ดีกว่าไม่ฉีดอะไรเลย โดยฉีดเข้าจมูกป้องกันการติดเชื้อในปอดค่อนข้างดี อีกทั้ง ผลการศึกษาเบื้องต้นกรณีเดลต้านั้น การนำส่งไวรัสแบบฉีดพ่นจมูกอาจเป็นอีกทางเลือกในการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่างได้เช่นกัน

“นอกจากอะดิโนไวรัสแล้ว เรายังพัฒนาด้วยการปรับแต่ง Influenza-based คือ การปรับแต่งไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ฉีดทุกปี หรือใช้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉีดพ่นจมูกอยู่แล้วปรับแต่งให้แสดงออกโปรตีนของโควิด เรียกว่า พัฒนาให้สามารถป้องกันทั้ง 2 โรคในเวลาเดียวกันได้ โดยหลักการใช้พ่นจมูกเช่นเดียวกัน ซึ่งขณะนี้กำลังเข้าสู่การทดสอบในหนูต่อไป แต่เบื้องต้นก็มีข้อมูลว่า แอนติบอดี ต่อโควิดพบภูมิคุ้มกันค่อนข้างดี อีกทั้ง หนูที่ได้วัคซีนแบบพ่นจมูก 2 เข็ม ภูมิคุ้มกันต่อไข้หวัดใหญ่ก็เกิดขึ้นเช่นกัน จึงน่าจะเป็นอีกทางเลือกเช่นกัน ซึ่งจะร่วมกับองค์การเภสัชกรรมในการขยายขนาดและทดสอบระดับจีเอ็มพี ทดสอบความปลอดภัยร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวร จริงๆเราไม่ใช่ที่แรก ในต่างประเทศก็มีการดำเนินการ ทั้งอ็อกซ์ฟอร์ด อินเดีย หรือแม้แต่ฮ่องกง คิวบา” ดร.อนันต์ กล่าว

ดร.อนันต์ กล่าวอีกว่า สำหรับวัคซีนอะดิโนไวรัส ขณะนี้ได้ผลิตระดับอุตสาหกรรม โดยจะขอขึ้นทะเบียนกับ อย. เพื่อขอทำการทดสอบเฟส 1 ซึ่งวางแผนต้นปี 2565 เริ่มทดลองในมนุษย์ นอกจากนี้ จะแผนต่อไปคือ การทดสอบวัคซีนแบบพ่นจมูกต่อสายพันธุ์เดลต้า อยู่ระหว่างรอผลทดลอง และจะขอขึ้นทะเบียน อย. และทดสอบอาสาสมัครในปีหน้าเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เราจะพยายามพัฒนาวัคซีนทั้งชนิด Adenovirus-based และ Influenza-based เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ ซึ่งการหาอาสาสมัครวัคซีนแบบฉีดพ่น อาจต้องหาว่า จะเป็นอาสาสมัครกลุ่มที่ไม่เคยรับวัคซีน หรือวัคซีนแบบกระตุ้น ต้องดูการออกแบบในอนาคตต่อไป

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้อำลา ‘ผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์’ ก่อนไปปทุมธานี คิดเสมอที่นี่คือบ้าน ขอบคุณทุกคนร่วมทำ ‘ลำปาง’ ไม่เป็น จว.ทางผ่าน
บทความถัดไป‘จุรินทร์ออนทัวร์’ ภาคเหนือ 30 ก.ย.-1 ต.ค.ลุยช่วยน้ำท่วม พร้อมเก็บข้อมูลเตรียมฟื้นฟูหลังน้ำลด