สธ.ขอเอกชนจัดเวิร์กฟรอมโฮมหลังปีใหม่ ชี้ยังต้องจับตาโอมิครอนเป็นระยะ

สธ.ขอเอกชนจัดเวิร์กฟรอมโฮมหลังปีใหม่ ชี้ยังต้องจับตาโอมิครอนเป็นระยะ

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์โรคโควิด-19 และคำแนะนำช่วงเทศกาลปีใหม่ ว่าขณะนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ส่วนการติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนยังอยู่ในหลักร้อยราย ถือเป็นสายพันธุ์หนึ่งของโรคโควิด-19 เพียงแต่เป็นสิ่งใหม่ที่ทำให้เราตื่นเต้น แต่ทุกคนเห็นตรงกันว่าเชื้อโอมิครอนระบาดง่ายจริง แต่ความรุนแรงน้อย รวมถึงคนไทยฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ไปมากแล้ว ทั่วโลกเองก็พบผู้เสียชีวิตจากเชื้อโอมิครอนน้อยมาก หากเทียบกับเชื้อสายพันธุ์เดลต้า และไทยอยู่ในช่วงขาลงมาเดือนกว่าแล้ว

“เดลต้าถือเป็นการระบาดใหญ่ได้ แต่ของเราก็พ้นช่วงเดลต้ามาแล้ว หากดูตัวเลขนี่ถือว่าเป็นช่วงขาอยู่ หากจะระบาด ก็จะพบผู้ติดเชื้อวันหนึ่งเป็นหมื่นราย เราจะเรียกว่าระบาด เป็นเรื่องปกติของโรคติดต่อ โดยส่วนตัวเชื่อว่าไม่น่าจะรุนแรงแย่ไปกว่านี้ หลังปีใหม่ ปลายเดือนมกราคมนี้ วัคซีนรุ่นใหม่ ยาใหม่ รวมถึงยาแพกซ์โลวิดก็น่าจะเข้ามา ดังนั้น สถานการณ์ก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ” นพ.โอภาสกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าในช่วงปีใหม่นี้คนมีการตรวจด้วย ATK มากขึ้น ตัวเลขก็อาจจะเพิ่มขึ้น จะสะท้อนนัยสำคัญอย่างไร นพ.โอภาสกล่าวว่า ตามที่ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. ได้นำเสนอฉากทัศน์การระบาดโควิด-19 หลังปีใหม่ เนื่องจากมีคนร่วมกิจกรรมจำนวนมาก เช่น งานเลี้ยง งานบุญ งานศพ งานบวช แต่งงาน ฯลฯ ที่มีกิจกรรมรับประทานอาหารร่วมกัน เปิดหน้ากากอนามัย ก็เป็นความเสี่ยง โดยเฉพาะที่อับอากาศ ฉะนั้น ตอนนี้อยู่ในช่วงที่เราสื่อเตือนว่า อะไรที่เป็นความเสี่ยง หากเลี่ยงได้ให้เลี่ยงไป แต่หากเลี่ยงไม่ได้ก็ขอให้ระวังสูงสุด

“ตัวอย่าง จ.กาฬสินธุ์ ที่เกิดขึ้น พบการติดเชื้อหลักร้อยราย ตัวอย่างที่ดี เช่น จ.สุรินทร์ ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) เห็นว่างานที่เกิดขึ้นคนเยอะเกิน ท่านก็ระงับไป ซึ่งหากไม่ระงับก็คงเกิดเรื่อง ดังนั้น ตรงไหนที่มีความเสี่ยง ควบคุมไม่ได้ ก็ไม่ควรจัด แต่หากความเสี่ยงน้อย ควบคุมได้ ก็จัดได้ ต้องเฝ้าระวังหลังจากนี้ว่าจะเกิดอะไร หลังปีใหม่เราก็จะประเมินเป็นระยะว่า 1.ตัวเลขเพิ่มมากแค่ไหน 2.ผู้ติดเชื้อที่อาการหนักจนเข้าโรงพยาบาล (รพ.) หรือไม่ 3.ถ้าอาการไม่หนัก ไม่เสียชีวิตเพิ่ม เราก็จะคงระดับการประกาศเตือนภัยสาธารณสุขระดับ 3 ต่อไป แต่เมื่อไรมีสัญญาณระบาดมากขึ้น ติดเชื้อมากขึ้น เราจะประเมินกันอีกที” นพ.โอภาสกล่าว

เมื่อถามถึงการประกาศเตือนภัยระดับ 3 ที่ระบุว่า ขอให้ทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) จะมีคำแนะนำ หรือบังคับในภาคเอกชนหรือไม่ นพ.โอภาสกล่าวว่า ที่ผ่านมาเราก็ไม่ได้เป็นการบังคับ ศูนย์บริหารสถานการณ์โรคโควิด-19 (ศบค.) สั่งการเฉพาะสถานที่ราชการเท่านั้น โดยจะต้องเป็นการทำงานจากที่บ้านโดยไม่กระทบต่อประชาชน แต่เอกชนหลายแห่งก็ให้ความร่วมมือดีมาก หลายแห่งก็พิสูจน์แล้วว่า 1.ลดค่าใช้จ่าย 2.ทำงานได้มากขึ้น จึงมีนโยบายการทำงานจากบ้านแม้ไม่มีการแพร่โรคโควิด-19 หรือลดความรุนแรงของสถานการณ์ลงแล้ว ดังนั้น หากอะไรทำจากที่บ้านได้ เราก็ขอความร่วมมือ แต่หากทำไม่ได้ ก็ดำเนินการต่อไปได้ แต่ต้องมีการตรวจหาเชื้อพนักงานด้วย ATK ตามความเสี่ยง และทำมาตรการ Covid-19 Free setting โดยเฉพาะหลังปีใหม่ก็ขอให้ตรวจ ATK ก่อนกลับเข้าทำงาน

“ที่เห็นได้ชัด ตัวอย่างร้านอาหารที่พบผู้ติดเชื้อ จะเห็นว่าพนักงานที่ไม่สวมหน้ากากอนามัยติดเชื้อ ส่วนที่สวมก็ไม่ติดเชื้อ จึงเป็นตัวอย่างให้เห็น” นพ.โอภาสกล่าว และว่า ในเทศกาลปีใหม่เราต้องสมดุลการใช้ชีวิตระวังโควิด-19 แต่หากระวังมากเกินไปชีวิตก็ไม่ปกติ เศรษฐกิจก็ไม่เคลื่อนที่ ซึ่งมองว่าความสมดุลยากที่สุด เพราะหากทำแบบหนึ่งอีกคนก็จะขัดข้อง จึงต้องดูให้เหมาะสมกับแต่ละคน แต่ตามที่ สธ.เตรียมไว้เพื่อความมั่นใจว่าเตียงมีเพียงพอ ยามีพอ และส่วนใหญ่ช่วงหลังที่เรารับวัคซีนกันมากแล้ว ก็ป่วยอาการไม่รุนแรง โดยข้อมูลผู้เสียชีวิตในประเทศไทยขณะนี้พบว่า ส่วนใหญ่รับวัคซีนไม่ครบ ดังนั้น ขอให้ทุกคนเที่ยวปีใหม่ด้วยความปลอดภัย ระวังในการสวมหน้ากากอนามัย และขอให้ทุกคนรับวัคซีนให้ครบอย่างน้อย 2 เข็ม ฉะนั้น ใครที่ลังเลก็ขอให้มั่นใจว่าปลอดภัย เราฉีดกันไปกว่า 100 ล้านโดสแล้ว มีผู้เสียชีวิตจากวัคซีนจริงๆ น้อยมากไม่เกิน 5 คน ตามที่เป็นข่าวส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากวัคซีนโดยตรง ทั้งนี้ ปีใหม่แล้ว ขอให้ลูกหลานพาไปฉีด ขอให้มั่นใจ อย่ากลัววัคซีน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon