ควบ 2 ม้าโหด ล่องใต้ เฟอร์รารี่ 812 ซูเปอร์ฟาสต์ และ เฟอร์รารี่ พอร์โตฟิโน

ไม่บ่อยนักที่จะมีโอกาสได้ขับขี่ซูเปอร์คาร์ “Ferrari” อย่างเต็มที่…

คาวาลลิโน มอเตอร์ ผู้แทนจำหน่าย Ferrari ประจำประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ให้โอกาส “มติชน” ลองไปทดสอบขับขี่ Ferrari พอร์โตฟิโน สปอร์ต โรสเตอร์ เครื่อง V8 และ Ferrari 812 ซูเปอร์ฟาสต์ คูเป้/โรสเตอร์ เครื่อง V12 เส้นทางจังหวัดพังงา และภูเก็ต

นับเป็นครั้งแรกของผู้เขียนเหมือนกัน ที่มีโอกาสได้ลองขับรถทั้ง 2 รุ่น แม้จะมีโอกาสได้อ่านและทำความรู้จักตัวรถและเครื่องยนต์มาบ้าง แต่ก็ยังมีอาการตื่นเต้นเล็กน้อยในครั้งแรกเมื่อได้จับพวงมาลัยและแตะคันเร่ง ฟังเสียงคำรามของมัน

สำหรับเฟอร์รารี่ 812 ซูเปอร์ฟาสต์ (เมืองไทยเราอาจจะเรียกมันว่า Ferrari รุ่นเร็วโคตรๆก็ได้) เป็นรุ่นสุดท้ายของ Ferrari ที่จะใช้เครื่องยนต์แบบ v12 เป็นเครื่องยนต์แบบ N/A หรือเครื่องยนต์ที่ดูดอากาศแบบธรรมชาติ ไม่มีเทอร์โบหรืออุปกรณ์ช่วยในการอัดอากาศ คาดว่าจะเป็นรุ่นสุดท้ายที่ Ferrari ผลิตขึ้น (น่าจะทำให้มันกลายเป็นอีกหนึ่ง rare item ในอนาคต)

เครื่องยนต์คือหัวใจสำคัญที่สุดของ Ferrari 812 ซูเปอร์ฟาสต์ มีขนาด 6.5 ลิตร 12 สูบ ให้กำลังสูงสุด 800 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 720 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม.ชม. ในเวลา 2.9 วินาที และ 0 ถึง 200 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7.9 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดในสเปกระบุไว้ว่าอยู่ที่ 340 กม./ชม.

การออกแบบ เครื่องยนต์ถูกวางไว้ด้านหน้า ทำให้รถคันนี้มีฝากระโปรงค่อนข้างยาว ดีไซน์เส้นสายมีความโค้งมน ผสมผสานระหว่างความหรูหราและความคลาสสิคแบบ Ferrari เป็นรถกึ่งจีที ที่มีที่เก็บสัมภาระด้านหลังค่อนข้างกว้าง รูปทรงภายนอกสะท้อนการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อการขับขี่อย่างแท้จริง

ภายในก็สวยถูกใจ ช่องแอร์เหมือนเครื่องยนต์เจ็ท เบาะนั่งสวยงามกระชับ ที่นั่งคนขับไม่ว่าคนตัวใหญ่ หรือจะสูงสัก 185 ซม.อย่างผู้เขียน ก็นั่งสบาย

มันเป็นรถที่ทำมาเพื่อการขับขี่จริงๆ คอนโซลกลางไม่มีจอเพื่อความบันเทิงใดๆทั้งสิ้น การออกแบบและการใช้งาน ทุกการสั่งการควบคุม โฟกัสมาที่คนขับอย่างแท้จริง ปุ่มบังคับส่วนใหญ่อยู่ที่พวงมาลัย คนขับแทบไม่ต้องละมือออกจากพวงมาลัย ละสายตาจากถนน

Ferrari 812 ซูเปอร์ฟาสต์
คอนโซลกลางไม่มีจอเพื่อความบันเทิงใดๆ

ส่วน Ferrari พอร์โตฟิโน ซุเปอร์คาร์เปิดประทุน ตั้งชื่อตามเมืองริมทะเลที่สวยงามเมืองหนึ่งของอิตาลี เป็นรถที่ต่อยอดมาจาก Ferrari California T ตัวถังออกแบบใหม่หมด เครื่องยนต์ V8 แบบ Twin Turbo ความจุ 3,855 ซีซี ให้กำลังมากถึง 600 แรงม้า แรงบิดสูงถึง 760 นิวตันเมตร คว้ารางวัล International Engine of The Year มาแล้ว ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ทวินคลัตซ์ 7 สปีด ความเร็ว 0-100 กม./ชม. ได้ใน 3.5 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ 320 กม. ต่อชั่วโมง

การออกแบบด้านในสวยงามลงตัวดีจริงๆ ตำแหน่งการบังคับควบคุม คล้ายกับ 812 ซูเปอร์ฟาสต์ แต่คอนโซลกลางมีจอขนาดใหญ่มาให้ สารพัดปุ่มยังมารวมตัวอยู่บริเวณพวงมาลัยเช่นเดิม เปลี่ยนโหมดการขับขี่ ด้วยการบิดได้ 3 แบบ คือ Comfort /Sport และ ESC Off สำหรับการเปิดปิดประทุนใช้เวลาไม่นานเพียง 14 วินาที ง่ายๆแค่กดปุ่ม ก็สามารถเปิดปิดประทุนได้ขณะรถทำการวิ่งด้วยความเร็วไม่เกิน 30 กม./ชม. มากกว่านั้นคงไม่ดีนักเพราะมันต้านลม กลไกต่างๆจะเสื่อมเอา

 

Ferrari ปอร์โตฟิโน
พวงมาลัย และ ปุ่มควบคุมต่างๆ ของ Ferrari ปอร์โตฟิโน
คอนโซลด้านหน้า สวยงาม ขณะเปิดประทุน มีจอกลางขนาดใหญ่ พร้อมระบบนำทางที่แม่นยำ

ผู้เขียนเริ่มการขับเจ้า 812 ซูเปอร์ฟาสต์ก่อน เริ่มขยับออกจากโรงแรมแถวเขาหลัก จ.พังงา มีเป้าหมายอยู่ที่ ท่าจอดเรือท่องเที่ยว ภูเก็ต ยอร์ช เฮเว่น มารีน่า ระยะทางที่ขับ เป็นถนน 4 เลนสลับกับ 2 เลนบ้าง ขับผ่านชุมชนบ้าง ถนนแคบบ้าง ซ่อมแซมอยู่บ้างตามแบบไทยๆ

การขับไม่ยาก แต่ต้องทำความเข้าใจปุ่มต่างๆเสียก่อน เช่นระบบไฟเลี้ยวที่ใช้นิ้วโป้งการกดปุ่มทั้งสองข้าง ระบบไฟหน้า ปุ่มปรับโช๊คบนพวงมาลัยด้านซ้าย ปุ่มบิดเลือกโหมดการขับขี่บนพวงมาลัยด้านขวา ที่มีให้เลือกทั้งSport โหมด Race หรือแข่งขัน โหวด WET หรือโหมดขับขี่บนถนนเปียก หรือปิดการช่วยเหลือต่างๆ ตามแต่ต้องการ

หลังสตาร์ทเครื่องยนต์ การจะเข้าเกียร์เดินหน้าแค่กดแพดเดิลชิฟขวา ด้านขวาหลังพวงมาลัย1 ครั้งรถก็จะเข้าเกียร์ 1 โดยระหว่างสตาร์ทเท้าจำเป็นต้องกดที่แป้นเบรก จากนั้นปล่อยเบรก จะเห็นว่ารถก็ยังไม่ออกตัว จนกว่าเราจะกดคันเร่ง ตรงนี้เป็นข้อดีในเรื่องความปลอดภัย หลังจากขับและหยุดรถ ต้องการปลดเกียร์ว่าง ก็แค่กดที่แพดเดิลชิฟ ด้านซ้ายและขวาพร้อมกัน เกียร์ก็จะเปลี่ยนเป็น N ถ้าจะถอยหลัง แค่กดปุ่ม R ที่อยู่ตรงคอนโซลกลาง

ด้านทัศนวิสัยค่อนข้างดี แม้ช่วงกระโปรงหน้ารถจะยาว เนื่องจากเป็นรถที่วางเครื่องยนต์ด้านหน้า แต่การกะระยะทำได้ไม่ยากลำบาก แต่จะถอยหลังต้องดูให้ดี เพราะไม่มีจอกลางให้ดู มีเพียงระบบเซ็นเซอร์เตือน กระจกมองข้างใหญ่ กระจกมองหลังแบบไร้ขอบก็มองเห็นได้ชัดเจน

การขับขี่ มีช่วงให้ทดลองเร่งบ้าง แต่เป็นการใช้ความเร็วตามปกติทั่วไป ความรู้สึกคือมันเป็นรถที่ใช้งานง่าย เป็นมิตรมากกว่าที่คิด พวงมาลัยเป็นระบบไฟฟ้า ผู้หญิงก็พอขับได้ ผู้ชายขับดี น้ำหนักของพวงมาลัยจะเพิ่มขึ้นตามความเร็วและโหมดการขับขี่ ช่วงล่างให้ความมั่นใจดีมาก โดยเฉพาะตอนเข้าโค้ง ด้านหน้ารถที่ดูเหมือนใหญ่ แต่จิกโค้งดี คล่องตัวมาก เพราะมันมาพร้อมกับระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้อ Virtual Short Wheelbase 2.0 ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจาก Ferrari F12TDF ให้ตอบสนองไวขึ้นกว่าเดิม

สำหรับความรู้สึก แน่นอนว่าอาจจะกระด้างเล็กน้อย ตามสไตล์รถซุเปอร์คาร์ แถมเส้นทางที่ขับขี่ ต้องผ่านเส้นทางที่มีการซ่อมถนนบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่ได้มาก จุดไหนที่สูงจนไม่น่าไว้ใจ ก็สามารถกดปุ่มปรับโช๊คให้ตัวรถสูงขึ้นมาอีกนิดได้

เมื่อมาถึงจุดกลับรถ มีโอกาสได้กดคันเร่งบ้างเล็กน้อย ก็ลองบิดเปลี่ยนโหมดเป็น Race แล้วกดคันเร่งแบบคิกดาวน์ สิ่งที่พบคือ ได้เจอกับแรงดึงมหาศาลจนหลังติดเบาะแบบต่อเนื่อง ด้วยพละกำลังจากเครื่องยนต์ที่ไม่มีเทอร์โบ แต่ให้แรงม้าสูงถึง 800 แรงม้า มากยิ่งกว่าแรงบิด คำถามที่เกิดขึ้นในหัววินาทีที่เหยียบคันเร่งคือเมื่อไหร่มันจะหยุดดึง สุดท้ายแล้วคงต้องแตะเบรกเอง เพราะไม่กล้าพอ และที่สำคัญคือไม่ควรทำบนถนนสาธารณะเพราะมันจะเร็วเกินกฎหมายกำหนด

ต้องเตือนไว้ก่อนเลยว่า โหมด Race มันไม่เหมาะกับคนห้าวเป้งอย่างยิ่ง ยิ่งถ้าบิดเปลี่ยนโหมดเป็น ETC off หรือตัดระบบช่วยเหลือควบคุมการทรงตัวของรถ ยิ่งไม่สมควร มันแรงมากจริงๆ ถ้าไม่คุ้นเคยกับการขับซูเปอร์คาร์เครื่องยนต์แรงจัด แก้อาการพวงมาลัยไม่ทัน มีหวังสะบัด เสียการควบคุมได้ ดังนั้น ขอแนะนำเป็นโหมด Sport ก็เพียงพอ แล้วอย่าปิด ETC off

ส่วนเรื่องการเบรกก็สบายใจหายห่วง รถซูเปอร์คาร์หลายคัน มีความแรง แต่เมื่อถึงเวลาเบรกแรงๆกลับให้ความรู้สึกแกว่งๆเล็กน้อย แต่อารมณ์นั้นไม่ได้มีอยู่ในคันนี้เลย น้ำหนักเบรกให้ความรู้สึกดีเยี่ยม ต้องการกดเบรกระดับไหนก็จบได้ตามระดับที่ต้องการ อันนี้คือความเร็วทั่วไปเท่าที่ได้ทดลอง

ถ้าจะให้สรุป 812 ซูเปอร์ฟาสต์ มันคือรถแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่ Ferrari ผลิตมาขายทั่วไป สำหรับคนที่รักรถและการขับขี่อย่างแท้จริง มีความดิบๆ โหดๆ ไม่ได้สนใจสิ่งอำนวยความสะดวก หรือความบันเทิงอื่นๆมากมาย มันมีเครื่องยนต์ ระบบขับขี่ ระบบควบคุมสั่งการที่ยอดเยี่ยม ค่าตัวของมันอยู่ที่ 29 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาเริ่มต้นโดยประมาณ ลดลงมาจากเดิมช่วงแรกที่มากกว่า 30 ล้าน และยังสามารถเลือกการตกแต่งเพิ่มได้อีกตามใจชอบ

เฟอร์รารี่ 812 ซูเปอร์ฟาสต์ ขับบนถนนทั่วไปได้อย่างคล่องตัว

จากนั้นจึงได้ลองขับม้าลำพอง พอร์โตฟิโน ซูเปอร์คาร์เปิดประทุน พละกำลัง 600 แรงม้า พวงมาลัยให้ความรู้สึกขับสบาย จนคุณอาจลืมอารมณ์ซูเปอร์คาร์ในอดีตไปเลย การควบคุมสั่งการการขับขี่คล้ายกับ 812 ซูเปอร์ฟาสต์ แต่โหมดการขับขี่ จะมีให้บิดเลือกเพียง 3 โหมด คือ ขับทั่วไป แบบสปอร์ต หรือปิดการช่วยเหลือ ไม่มีโหมด Race หรือโมวดแข่งขัน

ทดลองขับกลับจากภูเก็ตมาพังงาแบบเปิดประทุน ได้สัมผัสกับเสียงของเครื่องยนต์ที่แหบพร่าดังสนั่น เมื่อกดคันเร่ง ก็ได้สัมผัสกับพละกำลังมหาศาลจากเครื่อง Twin Turbo ที่ดึงตัวเราจนหลังติดเบาะได้ไม่ยาก

ออกจากภูเก็ต วิ่งเข้าไปในทางชนบท แวะชมจุดชมวิวเสม็ดนางชี ที่กำลังได้รับความนิยม พบว่าแม้ พอร์โตฟิโน เป็นซูเปอร์คาร์เปิดประทุนที่ให้พละกำลังมหาศาล แต่ก็เป็น ซูเปอร์คาร์ที่น่ารัก ถ้าไม่ได้หวังบีบเค้นความเร็ว ใช้งานปกติ มันสามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน การออกแบบรถที่เข้าออกง่าย อรรถประโยชน์ การใช้งานต่างๆ รองรับการขับขี่ได้ทั่วไป แม้จะขับขี่อยู่บนถนนที่ไม่ได้ดีนักแต่มันไปได้ อารมณ์ของพวงมาลัย ให้การเข้าโค้งคมกริบ สั่งได้ตามใจปรารถนา แต่ก็ให้ความรู้สึกสบายมือ เหมือนกำลังขับรถเล็กๆ กระชับๆ ดีๆสักคัน ไม่ใช่ซูเปอร์คาร์

เราขับมาบนถนนชนบท ขนาดเพียง 2 เลนไม่กว้างมากนัก ก่อนจะถึงจุดชมวิวเสม็ดนางชี ราว 10-20 กม. บังเอิญ มาเจอกับงานของรองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ที่ยกมาขบวนมาพร้อมกับรัฐมนตรีช่วยคมนาคม ตรวจดูการเสนอสร้างสนามบินพังงา มีประชาชนและข้าราชการมารอรับจำนวนมาก รถนับร้อยคันจอดข้างทางทั้งซ้ายขวา บนถนนที่ค่อนข้างแคบ เจ้า พอร์โตฟิโน คันนี้ ก็สามารถเลาะเลี้ยวหลบผ่านไปได้อย่างง่ายดาย หลังจากนั้นเพียงไม่กี่นาที เกิดฝนตกหนัก เราต้องชะลอรถเพื่อปิดหลังคา ก็สำเร็จเสร็จได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที รอดจากการถูกพายุฝนถล่ม

สำหรับค่าตัวของ Ferrari พอร์โตฟิโน ก็อยู่ที่ 19.6 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาเริ่มต้น ลดลงจากเดิมที่มีราคาเฉียด 21 ล้าน ยังสามารถตกแต่งใส่อุปกรณ์ตกแต่งต่างๆตามที่ใจต้องการเพิ่มขึ้นได้อีกเช่นกัน

หลังจากทดลองซุเปอร์คาร์ทั้ง 2 คัน มันเปลี่ยนความคิดผู้เขียนไปพอสมควร ความรู้สึกกังวลหมดสิ้นไป มันเป็นรถที่เป็นมิตรมาก ถ้าจะขับแบบทั่วไป ก็ทำได้ดี ใช้งานได้จริงทุกวันบนถนนทั่วไปของประเทศไทย แต่ถ้าวันดีคืนดี อยากจะใช้ความเร็ว แค่กดคันเร่งตามที่ใจปรารถนา

มันก็เป็นรถที่ทำให้ผู้ขับหลังติดเบาะได้อย่างง่ายดาย จนต้องอุทานในใจว่า

มันไม่มีถนนที่โล่งพอจะรองรับแรงม้าทั้งหมดที่รถทั้งสองคันนี้มี!

คอนโซลด้านหน้าของ Ferrari Portofino ออกแบบได้ลงตัว สวยงาม ช่องแอร์แบบเครื่องยนต์เจ็ท
Ferrari Portofino คันหน้า และ Ferrari 812 superfast ขณะเข้าโค้ง
ตอนกลางวัน @ ท่าเทียบเรือยอร์ช เฮเว่น มารีน่า ภูเก็ต
ภาพยามเช้า
กุญแจ พร้อมช่องวางกุญแจขนาดพอดีตรงคอนโซลกลาง
ด้านหน้าของ Ferrari 812 Superfast
มาพร้อมกับระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้อ Virtual Short Wheelbase 2.0 ทำให้การเข้าโค้งได้อย่างเฉียบคม
เบรกของ Ferrari  Portofino เบรกหน้าขนาด 390 mm x 34 mm  จานเบรกแบบ Carbon-ceramic
ด้านท้ายของ Ferrari  Portofino ขณะอยู่บนสะพานสารสิน เชื่อมระหว่างจังหวัดพังงากับจังหวัดภูเก็ต
ช่วงล่างไม่ถึงกับแข็งกระด้าง แต่ให้ความรู้สึกกระชับ มั่นใจ
ปุ่มกดเปลี่ยนระบบขับขี่บริเวรคอนโซลกลาง R คือถอยหลัง AUTO คือการปรับเปลี่ยนระหว่างเกียร์อัตโนมัติ หรือจะบังคับเองแบบ Manual Mode
สัญลักษณ์ Ferrari
ไฟด้านท้ายของ Ferrari 812 Superfast
บทความก่อนหน้านี้ฟุตซอลระหว่างโรงเรียนเปิดดวลแข้ง 4 พ.ย. – เปิดสนาม 4 รุ่นมันหยดแน่
บทความถัดไปพ่อ ‘เอ็ม’ มือฆ่าเศรษฐินีนักบุญ เครียด! วอนอย่ามาถาม ให้เป็นไปตามเวรกรรมลูกชาย