‘มาสด้า2’ใหม่ ทีเด็ดรถเก๋งเล็ก : โดย นายพล

ตลาดรถเก๋งเล็กแข่งขันกันดุเดือดข้ามปี หลังจากเมื่อช่วงปลายปี 2562 บรรดาค่ายรถต่างระดมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ งัดทีเด็ดออกมาดึงดูดลูกค้ากันอย่างเต็มที่ ทั้งใส่เครื่องยนต์ใหม่ การใส่อุปกรณ์ต่างๆ หรือแม้แต่การใช้ชื่อรถรุ่นใหญ่เอามาใส่รุ่นเล็กลง เพื่อเรียกแขก

สำหรับรถเก๋งเล็กในบ้านเรา จะคาบเกี่ยวกัน 2 ประเภท ก็คือ รถบีเซ็กเมนต์ หรือรถยนต์เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร และรถยนต์เครื่องยนต์เล็กกว่านั้นลงมาถึงเครื่องยนต์ 1 ลิตร หรือรถอีโคคาร์ ได้รับการสนับสนุนด้านภาษีจากภาครัฐ จึงสามารถกดราคาจำหน่ายลงมา กลายเป็นรถยนต์กลุ่มใหญ่สร้างยอดขายให้กับค่ายรถยนต์ได้มากที่สุด

สำหรับ มาสด้า 2 ในฐานะเคยประสบความสำเร็จจากการจำหน่ายรุ่นก่อนหน้า ได้รับการตอบรับจากแฟนๆ เป็นอย่างดี ด้วยจุดเด่นในเรื่องการขับขี่สนุก ช่วงล่างดี เทคโนโลยีอัดแน่น แถมมีรุ่นประหยัดน้ำมันได้อย่างชัดเจน

ดังนั้น การเปิดตัว มาสด้า 2 รุ่นใหม่ เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา จึงถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะเป็นการเผยโฉมดีไซน์ใหม่ รุ่นซีดาน 4 ประตู เป็นครั้งแรกในเอเชีย

เมื่อได้มีโอกาสได้ทดลองขับ จึงพบว่าการมาครั้งนี้ของมาสด้า 2 ใหม่ ก็เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากเดิม เพราะเพิ่มเทคโนโลยีใหม่ เช่น ระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง (GVC Plus) ขับขี่มั่นใจด้วยระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง พร้อมระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้า

อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีความปลอดภัย ไอ-แอคทีฟเซนส์ (i-Activsense) อาทิ ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (ABSM) ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA)

มาสด้า 2 ใหม่ ยังคงเน้นการออกแบบภายใต้แนวคิด โคโดะ ดีไซน์ เจเนอเรชั่นใหม่ เน้นเรียบง่าย แต่ให้ความรู้สึกพลิ้วไหวสไตล์โลกตะวันออก

ดีไซน์ภายนอกออกแบบใหม่ตั้งแต่กันชนหน้าและหลัง กระจังหน้า ไฟหน้าและไฟท้าย ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 16 นิ้ว

ภายในห้องโดยสารยกระดับความหรูหรา คัดสรรวัสดุคุณภาพสูง อาทิ แผงคอนโซนหน้า แผงประตูด้านข้าง และเบาะดีไซน์ใหม่ พัฒนาบนพื้นฐานของสกายแอคทีฟ-วีฮิเคิล อาร์คิเทคเจอร์ (SKYACTIV-Vehicle Architecture) เน้นให้การขับขี่เป็นอย่างธรรมชาติ

ระบบควบคุมขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง หรือจี-เวคเตอริ่ง คอนโทรล พลัส (G-Vectoring Control Plus-GVC Plus) ช่วยปรับแรงบิดของเครื่องยนต์ตามการหักเลี้ยวพวงมาลัยของผู้ขับขี่ ควบคู่ไปกับการเบรก

ทำให้ควบคุมพวงมาลัยได้ง่ายแม้ใช้ความเร็วสูง ให้ความนุ่มนวล แต่มีเสถียรภาพ ทำให้ผู้ขับขี่แก้พวงมาลัยน้อยลง ควบคุมรถง่ายและแม่นยำขึ้น สามารถเข้าโค้งและออกจากโค้งได้นุ่มนวล ลดอาการเมื่อยล้าสะสมจากการขับรถทางไกลของผู้ขับขี่ และการโคลงตัวไปมาของผู้โดยสาร ทำให้ไม่เมารถง่ายเหมือนคู่แข่ง

สิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีเฉพาะในรถยนต์หรู แต่มาสด้า 2 นำมาพัฒนาเป็นจุดเด่น เกิดจากการออกแบบรถยนต์โดยคำนึงถึงผู้ขับขี่และผู้โดยสารเป็นศูนย์กลาง

ส่วนภายในห้องโดยสารถูกออกแบบฟังก์ชั่นและตำแหน่งการจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ ตามคอนเซ็ปต์ HMI (Human-Machine Interface) ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน อาทิ แอคทีฟ ไดรฟ์วิ่ง ดิสเพลย์ (Active Driving Display) จอสกรีนใสแสดงข้อมูลการขับขี่ในระดับสายตาของผู้ขับขี่, สปอร์ต แพดเดิล ชิฟต์ (Sports Paddle Shift) ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย มี ครุยส์ คอนโทรล (Cruise Control) ระบบควบคุมควมเร็วคงที่ เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่

การติดต่อสื่อสารผ่านระบบ มาสด้า คอนเน็กต์ (Mazda Connect) รองรับแอปเปิล คาร์เพลย์ (Apple CarPlay) แสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี เซ็นเตอร์ ดิสเพลย์ (Center Display) แบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ควบคุมด้วยเซ็นเตอร์ คอมมานเดอร์ (Center Commander) ปุ่มควบคุมอัจฉริยะ วางในตำแหน่งที่สะดวกต่อการใช้งาน

มาสด้า 2 ใหม่ มีให้เลือก 2 เครื่องยนต์ คือ สกายแอคทีฟคลีนดีเซล (SKYACTIV-D) 1.5 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 105 แรงม้า แรงบิดสูงถึง 250 นิวตัน-เมตร มาพร้อมเทอร์โบแปรผันอินเตอร์คูลเลอร์ ให้การตอบสนองดี ประหยัดน้ำมัน 26.3 กม./ลิตร

และเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน (SKYACTIV-G) 1.3 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 93 แรงม้า และแรงบิดสูงถึง 123 นิวตัน-เมตร ประหยัดน้ำมัน 23.3 กม./ลิตร ทั้ง 2 เครื่องยนต์ได้รับมาตรฐานไอเสียยูโรระดับ 5

มีรูปแบบตัวถังให้เลือกทั้งซีดาน 4 ประตู และแบบแฮตช์แบ๊ก 5 ประตู และมีให้เลือกทั้งหมด 8 สี ประกอบด้วย สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal), สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray), สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล (Snowflake White Pearl), สีน้ำตาล ไททาเนียม แฟลช (Titanium Flash), สีดำ เจ็ต แบล๊ก (Jet Black) และ 3 สีใหม่ ประกอบด้วย สีขาว เซรามิก เมทัลลิก (Ceramic Metallic), สีเงิน โซนิก ซิลเวอร์ (Sonic Silver) และสีเทา โพลีเมทัล เกรย์ (Polymetal Gray) มีเฉพาะรุ่นแฮตช์แบ๊ก 5 ประตู

ราคาจำหน่าย รุ่นเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 1.3 ลิตร ทั้งแบบซีดาน 4 ประตู และแบบแฮตช์แบ๊ก 5 ประตู ได้แก่ รุ่น 1.3 E 546,000 บาท รุ่น 1.3 C 602,000 บาท รุ่น 1.3 S 627,000 บาท รุ่น 1.3 S 648,000 บาท รุ่น 1.3 SP 690,000 บาท

ส่วนรุ่นเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 1.5 ลิตร ทั้งแบบซีดาน 4 ประตู และแบบแฮตช์แบ๊ก 5 ประตู รุ่น XD 782,000 บาท รุ่น XDL 799,000 บาท

การเปิดตัวครั้งนี้ของมาสด้า 2 ใหม่ ถือว่าเป็นการตอกย้ำถึงการพัฒนารถยนต์ขนาดเล็กไปอีกขั้น โดยคงจุดเด่นเดิม ทั้งเรื่องสมรรถนะการขับขี่ ช่วงล่าง ความประหยัด เทคโนโลยีสมัยใหม่ และยังเติมในเรื่องความสะดวกสบาย รวมทั้งยังเพิ่มทางเลือกใหม่สำหรับรถเล็กให้มีความหลากหลายมากขึ้น

จึงไม่น่าแปลกใจ ทำไมค่ายมาสด้าถึงได้ขึ้นชั้น กลายมาเป็นค่ายรถยนต์ชั้นนำได้จนถึงขณะนี้

นายพล

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon