มหากาพย์ ‘มาตรฐานยูโร 5’ นับถอยหลังเริ่ม 1 ม.ค.67

วันที่ 1 มกราคม 2567 กระทรวงอุตสาหกรรมจับมือกระทรวงพลังงาน เริ่มบังคับใช้ “มาตรฐานยูโร 5” หรือมาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศจากรถยนต์ (Euro emissions standards) ระดับ 5 ซึ่งจะบังคับใช้ 2 องค์ประกอบหลักคือ รถยนต์และน้ำมัน

หลังจากไทยใช้มาตรฐานยูโร 4 มาตั้งแต่ปี 2555

ถือเป็นนโยบายภาครัฐที่รอมานาน อีกไม่กี่อึดใจจะประกาศใช้ทางการเสียที เพราะเดิมนโยบายนี้กำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2564 แต่เจอโรคเลื่อน!! ทั้งจากปัจจัยเศรษฐกิจและการเมือง

ทำความเข้าใจ “มาตรฐานยูโร 5” กันก่อน เหตุใดต้องประกาศใช้ในไทย?

Advertisement

เหตุผลสำคัญมาจากการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมน้ำมันของไทย เพื่อเป็นเครื่องชี้นำการพัฒนาของไทยต่อนักลงทุนและประเทศต่างๆ

อีกปัจจัยสำคัญมาจากปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม 2.5 และปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ ที่สาเหตุสำคัญมาจากมลพิษรถยนต์ โดยน้ำมันมาตรฐานยูโร 5 จะทำให้ฝุ่นพีเอ็ม2.5 ลดลงถึง 20-24%

เรื่องนี้กระทรวงอุตสาหกรรมเริ่มผลักดันตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งเวลานั้นฝุ่นพีเอ็ม2.5 เริ่มคุกคามประเทศไทยอย่างหนัก ประชาชนตื่นตระหนก จึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐในการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง

แต่ในมุมของผู้ผลิตทั้งค่ายรถยนต์ โดยเฉพาะพี่ใหญ่อย่างโตโยต้าและอีซูซุ และค่ายน้ำมัน ต่างให้ข้อมูลทิศทางเดียวกันว่าจะเป็นการเพิ่มต้นทุนผลิตครั้งใหญ่ ทำให้ช่วงนั้นเกิดกระแสการปรับขึ้นราคารถยนต์และน้ำมัน ชั่งน้ำหนักสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจไปมา สุดท้ายรัฐบาลตัดสินใจเคาะช่วงเวลาประกาศใช้น้ำมันมาตรฐานยูโร 5 ปี 2564

ฝุ่นพิษจางแทนที่ด้วยโควิด-19 ไม่มีใครคาดคิดว่าจะทำลายสุขภาพประชาชน ตลอดจนสังคมและระบบเศรษฐกิจทั่วโลกได้มากมายขนาดนี้ ไทยเองได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน นโยบายนี้จึงถูกชะลอยาวด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ ผู้ลงทุนยืนยันรับไม่ไหว เวลานั้นคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีมติเลื่อนเป็นวันที่ 1 มกราคม 2567 แต่ไม่มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) รองรับ

กระทั่งวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2566 ครม.มีมติทบทวนมติ “มาตรฐานยูโร 5” กำหนดใช้จากปี 2564 เป็นเริ่มบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2567 ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ โดยมี ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นแม่ทัพหลักตั้งแต่แรกเริ่มขับเคลื่อนเรื่องนี้

นอกจากนี้ ครม.ยังให้กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดแผนเพื่อบังคับใช้มาตรฐานยูโร 6 สำหรับรถยนต์ใหม่ให้แล้วเสร็จโดยเร็วด้วย ทั้งหมดนี้เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะพีเอ็ม2.5 และปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศในระยะยาว

ปัจจุบัน สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เสนอกระทรวงอุตสาหกรรม กำหนดรายละเอียดช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน ดังนี้ รถยนต์ รถดีเซลมาตรฐานทั้งเล็กและใหญ่ เริ่มยูโร 5 วันที่ 1 มกราคม 2567 และเริ่มยูโร 6 วันที่ 1 มกราคม 2569 ขณะที่รถเบนซินใหญ่ เริ่มยูโร 5 วันที่ 1 มกราคม 2567 และเริ่มยูโร 6 วันที่ 1 มกราคม 2569 แต่รถเบนซินเล็กจะข้ามยูโร 5 ไปเลย จะเริ่มยูโร 6 วันที่ 1 มกราคม 2568

หน่วยงานหลักรับผิดชอบมาตรฐานรถยนต์ยูโร 5 อย่างสมอ. จึงรับหน้าที่จัดทำแผนการบังคับใช้มาตรฐาน เพื่อให้ผู้ผลิตรถยนต์ได้เตรียมความพร้อมและวางแผนการผลิตรถยนต์ตามกรอบเวลาที่กำหนด เพื่อสอดคล้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกที่ได้มีการพัฒนาเครื่องยนต์ให้ปล่อยมลพิษออกมาน้อยที่สุด

วันชัย พนมชัย รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม รักษาราชการแทนเลขาธิการ สมอ. ให้ข้อมูลว่า สมอ.ได้เดินหน้าประกาศบังคับใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมรถยนต์ด้านมลพิษ เพื่อรองรับ “มาตรฐานยูโร 5” และเริ่มเปิดรับการยื่นคำขอรับบริการตรวจโรงงาน และคำขอทดสอบผลิตภัณฑ์ สำหรับผลิตภัณฑ์รถยนต์ใหม่ยูโร 5 และยูโร 6 ผ่านระบบ E-license ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566

ณ วันที่ 15 ธันวาคม มีผู้ทำและผู้นำเข้าได้ยื่นคำขอรับบริการผ่านระบบ E-license แล้ว ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์รถยนต์ยูโร 5 มีผู้ยื่นคำขอตรวจโรงงาน 30 คำขอ จำแนกเป็น ผู้ทำ 25 คำขอ และผู้นำเข้า 15 คำขอ และคำขอทดสอบผลิตภัณฑ์ 75 คำขอ จำแนกเป็น ผู้ทำ 38 คำขอ และผู้นำเข้า 4 คำขอ รวมผู้ประกอบการทั้งสิ้น 30 ราย

“สมอ.พร้อมออกใบอนุญาตสำหรับผลิตภัณฑ์รถยนต์ตามมาตรฐานยูโร 5 ทันทีเมื่อมาตรฐานมีผลบังคับใช้ 1 มกราคม 2567 ปัจจุบัน จำนวน 22 ราย อาทิ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด, บริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท บีเอ็ม
ดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด” วันชัยย้ำ

ด้านความพร้อมมาตรฐานน้ำมันยูโร 5 พบว่า หลังจากเลื่อนกำหนดเดิมปี 2564 เป็นวันที่ 1 มกราคม 2567 6 โรงกลั่นน้ำมัน ได้แก่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน), บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันเป็นของบางจาก, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) และบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) ใช้เงินลงทุนน้ำมันยูโร 5 รวมกันไม่ต่ำกว่าประมาณ 5 หมื่นล้านบาท

ล่าสุด กฤษณ์ อิ่มแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไออาร์พีซี ยืนยันว่า น้ำมันยูโร 5 จากโรงกลั่นไออาร์พีซีจะเข้าสู่ตลาดวันที่ 25 ธันวาคมนี้

ด้านผู้ค้าน้ำมันหลักอย่างบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ก็เริ่มขายน้ำมันยูโร 5 แล้วเช่นกัน

จะเห็นว่านโยบายนี้ราบรื่นดี ไม่ส่อเกิดอุปสรรคเหมือนที่ผ่านมา แต่อาจมีสะดุดเล็กๆ เมื่อ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุอาจทบทวนน้ำมันยูโร 5 เพราะกังวลจะกระทบต่อต้นทุนราคาน้ำมันขายปลีก!!

ด้วยมาตรฐานสูงขึ้นย่อมแลกมาด้วยต้นทุนสมเหตุสมผล กระทรวงพลังงานในฐานะกำกับโรงกลั่นต้องดูแลเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้ว

สุดท้ายนโยบายนี้ไม่เปลี่ยนแปลง รัฐมนตรีพลังงานยืนยันอีกครั้งไม่เปลี่ยนแปลง

ขณะเดียวกัน นันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ยังออกมายืนยันว่า วันที่ 1 มกราคม 2567 ธพ.จะเริ่มบังคับใช้น้ำมันมาตรฐานยูโร 5 กำมะถันไม่เกิน 10 พีพีเอ็ม เพื่อลดฝุ่นพีเอ็ม2.5 ดูแลสุขภาพของประชาชน

ดังนั้น ขอให้ประชาชนผู้ใช้รถยนต์มั่นใจน้ำมันมาตรฐานยูโร 5 ใช้ได้กับรถยนต์ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ โดยไม่เกิดปัญหาต่อเครื่องยนต์ และช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนจากปัญหาฝุ่นพีเอ็ม2.5

เป็นอีกนโยบายที่ลากยาวมาหลายปี ทั้งจากปัจจัยกระทบและแรงต้านสารพัด ก่อนจะดีเดย์แน่นอน เพื่อยกระดับยานยนต์และน้ำมันไทย!!

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image