โจทย์หิน! ฟื้นเศรษฐกิจไทยครึ่งหลัง รัฐจัดเต็มอัดแน่น…มาตรการการเงิน-การคลัง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังถูกโจมตีจากปัจจัยร้อนแรง ทั้งปัจจัยนอกประเทศที่รุนแรงคงที่มาเกือบปี และปัจจัยร้อนๆ ในประเทศที่กำลังคุกรุ่น เดิมนั้นทุกฝ่ายให้น้ำหนักมากสุดไปที่ผลกระทบจากสงครามการค้า (เทรดวอร์) ระหว่างสหรัฐและจีนที่ยืดเยื้อและยังมีความไม่แน่นอนว่าการงัดมาตรการตอบโต้กันนั้นจะยุติเมื่อไหร่ กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าทั่วโลกให้ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน

แม้ว่าการประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2561 มุมมองเป็นบวกต่อเศรฐกิจในปี 2562 แถมคาดหวังว่าสหรัฐและจีนจะสามารถเจรจาหาข้อตกลงกันได้ในที่สุด แต่ถึงวันนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะตกลงกันได้จริงๆ ล่าสุดสหรัฐประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนรอบ 3 ในอัตรา 10% วงเงินสูงถึง 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เริ่มวันที่ 1 กันยายนนี้ ขณะที่จีนเริ่มใช้ค่าเงินหยวนในการตอบโต้กลายๆ และเริ่มหวั่นเป็นชนวนของสงครามการเงินต่อจากสงครามการค้า

ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังแก้ไม่ตกทั้งเรื่องฟื้นกำลังซื้อ พยุงส่งออก รายได้เกษตรเจอแล้ง และการเมืองยังนัวเนีย!!

⦁เศรษฐกิจทั่วโลกย่ำแย่
ดังนั้น ไม่แปลกที่จะเห็นการปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัว (จีดีพี) โลกและประเทศต่างๆ ลงมา ไทยก็หนีไม่พื้นผลกระทบที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะเป็นเศรษฐกิจขนาดเล็กแต่อัตราส่วนการพึ่งพิงการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนกว่า 60-70% ของจีดีพีประเทศ จีดีพีไตรมาสแรกปี 2562 ของไทยเติบโตเพียง 2.8% ต้องลุ้นสัปดาห์หน้าว่าสำนักงานคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช. หรือสภาพัฒน์) ที่จะมีการรายงานตัวเลขจีดีพี ไตรมาสที่ 2 ปี 2562 ว่าตัวเลขที่จะออกมาว่าจะเป็นอย่างไร เพราะจะสะท้อนภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไรและจะเห็นมุมมองแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีมากขึ้น สำนักเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชนได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพี ปี 2562 ลงมาอยู่ที่ 3.0-3.3% ผลจากการส่งออกที่ชะลอลงมากกว่าคาดและอาจจะติดลบเล็กน้อยในปีนี้ สำหรับช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2562 สำนักคาดการณ์เศรษฐกิจทั้งภาครัฐและเอกชนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจีดีพีจะใกล้เคียงไตรมาสแรกและยังเติบโตต่ำกว่าระดับ 3.0% ซึ่งเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังทุกฝ่ายต่างประเมินว่าจะเห็นอัตราการเติบโตอาจจะดีขึ้นจากฐานที่การเติบโตต่ำในปีก่อน รวมทั้งรอลุ้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลใหม่ที่จะออกมา

⦁ทิศทางดอกเบี้ยกลับทิศสู่ขาลง
ความไม่แน่นอนและความตึงเครียดจากสงครามการค้าทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง ทุกประเทศมีการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศโดยใช้นโยบายการเงินผ่านการลดอัตราดอกเบี้ยลง ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติ 8 ต่อ 2 เสียงให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 2.00-2.25% ถือเป็นการปรับลดดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 11 ปี นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสหรัฐให้เติบโตต่อเนื่อง แม้ว่าเฟดอาจจะยังไม่ส่งสัญญาณการลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกชัดเจน แต่การลดดอกเบี้ยลงของเฟดทำให้ตลาดการเงินมีความกังวลเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอย ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) สหรัฐ อายุ 10 ปี ปรับลดลงมาที่ 1.60% ต่ำสุดรอบ 3 ปี กระแสเงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงหันกลับมาลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น เช่น ดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น รวมทั้งทองคำ ทำให้ราคาทองคำขึ้นมาแตะระดับสูงสุดรอบ 6 ปี ที่ 1,475 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ กดดันให้บางธนาคารกลางต้องลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแลการไหลเข้าออกของเงินทุนป้องกันไม่ให้ค่าเงินผันผวนและอ่อนค่าลงไปเร็ว หลังจากเฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมา นิวซีแลนด์ อินเดีย รวมทั้งไทยได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตาม

⦁กนง.ลดดอกเบี้ยเซอร์ไพรส์ตลาด
สำหรับไทย ถือว่าเป็นการสร้างเซอร์ไพรส์ให้กับตลาดการเงิน หลังจากที่ กนง.มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ 5:2 เสียง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.75% มาอยู่ที่ 1.50% เป็นการปรับลดครั้งแรกในรอบ 4 ปี จากเดือนเมษายน 2558 ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ครั้งที่ 5 ของปี 2562 ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุผลหลักการลดดอกเบี้ยไม่ได้มุ่งดูแลค่าเงินเป็นหลัก แต่เพื่อปรับทิศทางนโยบายการเงินให้สอดคล้องกับประเทศอื่นๆ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่คณะกรรมการส่วนใหญ่ให้ปรับลดดอกเบี้ย คือ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ที่ 3.3% จากการส่งออกสินค้าที่หดตัวลงและการส่งออกทั้งปีอาจจะต่ำกว่า 0% เพราะผลกระทบสงครามการค้า ทั้งนี้เริ่มส่งผลไปสู่อุปสงค์ในประเทศ ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ระดับต่ำ ซึ่งนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจและเอื้อให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับสู่กรอบเป้าหมายที่ 1.0-4.0% ได้ ส่วนคณะกรรมการ 2 ท่าน เห็นว่าการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำอยู่แล้วอาจไม่ช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มได้มากนักท่ามกลางความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินที่อาจเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งยังมีความจำเป็นที่ต้องรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (โพลิซี สเปซ) เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต

⦁เอกชนพอใจลดดอกช่วยบาทอ่อน
ภาคเอกชนเองถึงเอ่ยว่า “เซอร์ไพรส์” กับการลดดอกเบี้ยของ กนง. เพราะที่ผ่านมามีการเรียกร้องให้ ธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแลค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าต่อเนื่องมาในช่วง 4 ปี และหากเทียบตั้งแต่ต้นปีแข็งค่าถึง 5% และเป็นการแข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาค กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกและเมื่อแปลงรายได้กลับมาเป็นเงินบาทได้รายได้ลดลง และยังคงเรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก โดย กลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ถึงกับกล่าวว่า ต้องขอบคุณ ธปท. ที่มีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมา 0.25% ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาเล็กน้อยช่วยเหลือผู้ประกอบการได้ในระดับหนึ่ง แต่คาดหวังว่า ธปท.จะมีมาตรการอื่นๆ ออกมาอีก โดยได้มีข้อเสนอ อาทิ การลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้นอีกเพื่อดูแลค่าเงินบาท การดูแลโดยใช้การสื่อสารทางวาจา การแทรกแซงค่าเงินบาทที่มากขึ้น รวมทั้ง หากพบสัญญาณการเก็งกำไรอาจจะใช้มาตรการหนัก โดยการดูแลการไหลเข้าออกของเงินทุน

อีกเอกชนอย่าง วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวแบบเดียวกัน “ยินดีที่ กนง.ลดดอกเบี้ยลง” ซึ่งค่าเงินอ่อนค่าลงมาเล็กน้อยราว 20 สตางค์ จาก 30.70 มาอยู่ที่ 30.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าช่วยชะลอไม่ให้เงินบาทแข็งค่าไปมากกว่านี้ และชะลอการเงินร้อนที่จะเข้ามาเก็งกำไรค่าบาท แม้ดอกเบี้ยนโยบายไทยต่ำอยู่แล้วแต่ต้องตามสถานการณ์ค่าเงินบาทต่อรวมทั้งพิจารณาว่ายังมีช่องว่าที่จะลดดอกเบี้ยต่อได้หรือไม่ เพราะนอกจากเงินบาทจะแข็งค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐ ยังแข็งค่าเทียบกับเงินหยวนด้วย ซึ่งขณะนี้จีนได้มีการปรับลดค่าเงินหยวนต่อดอลลาร์สหรัฐลงเพื่อลดผลกระทบจากเทรดวอร์ จากเทรดวอร์พัฒนาไปสู่สงครามค่าเงิน ต้องติดตามว่าแต่ละประเทศจะใช้การลดดอกเบี้ยเพื่อดูแลค่าเงินหรือไม่ หรือจะใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ออกมาเพิ่มเติม

⦁สงครามการค้าสู่สงครามค่าเงิน
แม้แต่ สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ก็ระบุว่า รู้สึกเซอร์ไพรส์ที่ กนง.ปรับลดดอกเบี้ยลงถือเป็นการลดแรงกดดันค่าเงินบาท แต่อยากให้ ธปท.หามาตรการอื่นๆ ดูแลการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่ากว่าประเทศอื่นด้วย จากที่ผ่านมาค่าเงินบาทแข็งค่าสูงสุดในภูมิภาคถึง 5.9% ซึ่งขณะนี้การดูแลค่าเงินถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะต้องรับมือเทรดวอร์ของจีนและสหรัฐ ที่ขณะนี้กลายเป็นสงครามค้าเงินแล้ว เพราะฉะนั้นไทยจึงต้องหาแนวทางรับมืออย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือผลกระทบจากเทรดวอร์ ที่เริ่มขยายวงกว้างไปสู่สงครามการเงินจากการที่ธนาคารกลางจีนปรับอัตรากลางเงินหยวนลงและส่อเค้ายืดเยื้อไปอีก แม้ว่าธนาคารกลางจีนออกแถลงการณ์ปฏิเสธการจัดการค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการส่งออก และให้เหตุผลว่าค่าเงินหยวนสอดคล้องกับอุปสงค์อุปทานและพื้นฐานของเศรษฐกิจจีน

ภาครัฐอย่าง พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า สัญญาณการดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น และรวมทั้งไทย ชี้ว่าเศรษฐกิจโลกและไทย ยังอยู่ในภาวะที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และได้มีการเตรียมมาตรการดูแลและกระตุ้นการส่งออก รวมถึงการส่งเสริมการค้าชายแดนในภูมิภาคอาเซียนที่มีสัดส่วนส่งออกค่อนข้างสูงเพื่อกระจายความเสี่ยงตลาดส่งออก และลดการพึ่งพาตลาดเดิม อีกทั้งการลดอุปสรรคทางการค้าก็เป็นอีกมาตรการเร่งด่วนที่อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อสนับสนุนการทำธุรกิจของภาคเอกชน เรื่องนี้จะถูกนำไปหารือในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนพาณิชย์ (กรอ.พาณิชย์) วันที่ 14 สิงหาคมนี้

⦁ห่วงไทยเหยื่อสงครามค่าเงิน
อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า การลดอัตราดอกเบี้ยลงมาอาจจะช่วยดึงเงินเฟ้อให้สูงขึ้นได้ และปัจจัยสำคัญ คือ ค่าบาทแข็งค่าที่สุดในภูมิภาค จากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งไม่ว่าจะเป็นการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงทำให้บาทเองเป็นที่พักของนักลงทุนต่างชาติ บาทแข็งแรงแล้วกระทบความสามารถในการแข่งขันผู้ส่งออก ส่วนจะลดดอกเบี้ยต่อหรือไม่เชื่อว่ามีโอกาสลด เมื่อเปิดประตูดอกเบี้ยขาลงแล้วมีความเป็นไปได้ที่จะลดต่อ ปัจจัยที่น่าติดตามกันต่อไป ท่ามกลางสงครามการค้าที่ลามมาสู่สงครามค่าเงิน ที่ไทยเป็นเหยื่อของภาคการส่งออกที่ย่ำแย่ และจากเงินบาทที่แข็งค่า แต่การลดดอกเบี้ยนี้ คงมีผลไม่มากที่จะทำให้สินเชื่อเติบโตจนพอจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพราะทาง ธปท.คงห่วงเรื่องเสถียรภาพตลาดเงินอยู่ และยังไม่หย่อนเกณฑ์ในการกำกับธนาคารพาณิชย์ หวังว่าทางรัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเร็ว เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีขึ้น และกระจายตัวไปสู่ระดับเอสเอ็มอีและฐานรากของประเทศ

⦁จับตากดดันแบงก์ลดดอกเบี้ยตาม
ส่วนความเห็นจาก เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางทั่วโลกลงมองว่าไม่ใช่การลดเพื่อเป็นการดูแลค่าเงิน แต่เป็นผลเพื่อดูแลเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจากผลกระทบเทรดวอร์ แต่ยกเว้นกรณีสหรัฐที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กดดันเฟดให้ลดดอกเบี้ยลงให้ดอลลาร์สหรัฐไม่แข็งค่ามากเกินไป ในส่วนของไทยต้องติดตาม การส่งผ่านนโยบายการเงินหลังจาก กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เชื่อว่าธนาคารพาณิชย์จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง แต่ต้องรอว่าธนาคารพาณิชย์ใดจะเป็นผู้นำในการปรับลดดอกเบี้ยซึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยและแต่ละธนาคารแตกต่างกันไปในการพิจารณาปรับเปลี่ยนดอกเบี้ย หากมีผู้นำในตลาดธนาคารอิ่นๆ ก็จะปรับลงตาม สำหรับการปรับลดดอกเบี้ยในฝั่งเงินกู้ หากปรับลด อาทิ อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR) อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) จะมีผลต่อดอกเบี้ยผู้กู้ให้ลดลงทันที ส่วนด้านอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยเงินฝากทั่วไปน่าจะทรงตัว หากจะปรับลดน่าจะลดในส่วนของเงินฝากประจำก่อน ซึ่งจะไม่ได้ส่งผลต่อดอกเบี้ยเงินฝากทันที เพราะเงินฝากประจำมักจะมีระยะเวลากำหนด เมื่อครบกำหนดอาจจะคิดเป็นอัตราดอกเบี้ยอัตราใหม่ที่ต่ำลงมา อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบกับการออมมากนัก เพราะนอกจากการออมผ่านธนาคารพาณิชย์ ผู้ออมสามารถใช้ช่องทางอื่นๆ ในการออมเงินได้ผ่านกองทุนตราสารหนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่อัตราผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีสัญญาณจากสถาบันการเงินของรัฐว่าอาจจะลดดอกเบี้ยลงก่อน เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจต้องติดตามว่าจะปรับลดเมื่อไรและธนาคารพาณิชย์จะมีการลดตามหรือไม่

⦁ประสานนโยบายการเงินการคลัง
สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง กล่าวว่า ขณะนี้ทุกประเทศมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหมือนการซื้อใบประกันชีวิตเศรษฐกิจ เพราะสถานการณ์สงครามการค้าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ธนาคารกลางจึงต้องตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อดูแลเศรษฐกิจ สำหรับไทยดอกเบี้ยที่ 1.50% ยังพอมีกระสุนดอกเบี้ยในการดูแลเศรษฐกิจ ส่วนความกังวลค่าเงิน ธปท. มีมาตรการออกมาดูแลเพื่อลดการเก็งกำไรค่าเงินบาท

นอกจากนโยบายการเงินที่เริ่มดำเนินการไปแล้ว ความหวังกลับมากดดันฝั่งนโยบายการคลัง ท่ามกลางกระแสข่าวที่รัฐบาลกล่าวถ้อยคำถวายสัตย์ฯ ไม่ครบถ้วนถือว่าขัดรัฐธรรมนูญเป็นโมฆะ เพราะทุกฝ่ายจับตามาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลเตรียมไว้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจะมีการใช้เม็ดเงินเท่าไรและลงไปในส่วนใดบ้าง เห็นว่าควรกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และการตุ้นการท่องเที่ยวทั้งนักท่องเที่ยวในประเทศและนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ เพื่อช่วยชดเชยการส่งออกที่ชะลอลงไปรวมทั้งการเร่งรัดบิกจ่ายงบประมาณปี 2562 ช่วงที่เหลือ 2 เดือนของปีงบประมาณ ยังต้องเร่งเดินหน้าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่อยู่ระหว่างกระบวนการประมูลทั้งโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟสที่ 3 ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด เฟส 3 รวมทั้งเร่งรัดจัดทำงบประมาณปี 2563 เพื่อให้ต่อเนื่อง แม้ว่าจะล่าช้าออกไปแล้วก็ตาม หากปีนี้จีดีพีโตกว่า 3% ถือว่าอยู่ในระดับรับได้

จิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เห็นว่า สถานการณ์ขณะนี้การใช้นโยบายการเงิน หรือนโยบายการคลังเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่มีผลเพียงพอ ต้องใช้ทั้งนโยบายการเงินและการคลังประสานพลังกัน โดยการลดดอกเบี้ยลงทำให้ต้นทุนทางการเงินของภาครัฐลดลงสามารถที่จะวางแผนและเดินหน้าการลงทุนโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว ทั้งนี้ ในส่วนนโยบายการคลังที่จะออกมามองว่าจะเป็นมาตรการเชิงรับมากกว่ามาตรการเชิงรุกสนับสนุนนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และการปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ มีการเร่งรัดเบิกจ่ายลงทุน รวมทั้งการขยายโมเดลอีอีซี ไปยังภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ เพื่อเปิดพื้นที่ใหม่ๆ และดึงเงินลงทุนต่างชาติให้เข้ามา เช่น พื้นที่ที่นักลงทุนจีนสนใจอย่างเชียงใหม่ เป็นต้น

จากความเห็นต่างๆ ดังกล่าว หากรวมกับกระแสทุ่มเงินอีกแสนกว่าล้านที่เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ “ประยุทธ์ 2” ครั้งแรกภายใน 2 สัปดาห์จากนี้ ก็ต้องติดตามว่ารูปแบบประสานการดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง ผลลัพธ์ออกนั้นจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2562 จะสามารถกู้หน้าเป้าหมาย “จีดีพีต้องไม่ต่ำกว่า 3%” ได้แค่ไหน

 

บทความก่อนหน้านี้กรมหลวงราชสาริณีฯ พระราชทานรางวัลแม่ดีเด่น รับสั่ง แม่คือพระอรหันต์ของลูก
บทความถัดไปธนชาตžกับทีเอ็มบีž ควบรวมžสู้แบงก์นอก