ยักษ์ค้าปลีก หั่นราคาสู้มรสุม ศก.

ผู้ประกอบการเกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีกได้ส่งสัญญาณมาตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ถึงกำลังซื้อของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไป ที่ผ่านมาปัจจัยที่มีผลต่อค้าปลีก คือ พฤติกรรมการหันไปซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ โหมเพิ่มบริการจัดส่งถึงบ้าน (ดิลิเวอรี่) และเศรษฐกิจฐานรากซึมตัวจากตัวเลขการส่งออกและราคาพืชผลเกษตรกรไม่ได้ขยับ แต่ค่าครองชีพ
สูงขึ้น และความวิตกต่อรายได้ที่จะได้รับในอนาคตลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมค้าปลีกถดถอยลง จากเคยเติบโตปีละ 5-10% เหลือไม่ถึง 2-3% จากมูลค่าหมุนเวียนประมาณ 2-3 แสนล้านบาท

ยิ่งในปี 2563 ปัจจัยรุมเร้าต่อกำลังซื้อประชาชนหนักขึ้น โดยเฉพาะการระบาดของไวรัส โควิด-19 จนกระทบวงกว้างต่อคนทั่วโลกเดินทางท่องเที่ยวมาไทย ไม่เฉพาะแต่ชาวจีนที่หายไปแล้ว 2 ใน 3 ของภาวะปกติ ประกอบกับภาวะการส่งออกและเศรษฐกิจรวมยังไม่ฟื้นตัวอย่างที่คาดหวังไว้ แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะทุ่มงบประมาณผ่านมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ ไม่ว่าจะ “ชิมช้อปใช้” ดึงผู้ประกอบการจัดลดราคาสินค้าข้ามปีและลดในอัตราสูงที่สุดอย่างไม่เคยเกิดขึ้น แต่ถึงตอนนี้หันไปถามผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องต่างก็ส่ายหัว “ไม่ดีๆ” กันถ้วนหน้า

สมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย เล่าถึงสถานการณ์ค้าปลีกในขณะนี้ว่า “อารมณ์คนไทยตอนนี้วิตกจริตสูง จากข่าวสารเชิงร้ายมากกว่าดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะการระบาดของโควิด-19 การส่งออกก็ยังแย่ เศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น จนหวั่นในเรื่องการตกงานหรือรายได้ลดลงอีกในอนาคต ประกอบกับเศรษฐกิจแย่ลง ก่อปัญหาอาชญากรรมและปล้นชิง ความวิตกต่อความปลอดภัยในชีวิตประจำวันรุนแรงขึ้น ทำให้คนต้องระมัดระวังการใช้จ่ายและลดการออกนอกบ้าน ย่อมกระทบต่อการออกไปใช้จ่ายนอกบ้านและกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกแน่นอน

แต่คงต้องแยกออกมาเป็น 2 ด้าน ด้านกระทบหนักคือค้าปลีกขนาดใหญ่ ถูกชิงลูกค้าทั้งระบบออนไลน์ของคนในประเทศ และมาเจอเรื่องจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงอีก ตอนนี้จึงเห็นการลดราคาสินค้ากันทุกเดือน ไม่มีเทศกาลเหมือนในอดีต เพื่อจูงใจคนไทยเดินห้าง

ขณะที่ร้านค้าทั่วไป หรือโชห่วยได้ประโยชน์จากคนที่ไม่กล้าออกไปนอกบ้าน หันซื้อของตามร้านค้าใกล้บ้านอีกครั้ง ร้านเล็กไม่น่าห่วงเท่าห้างใหญ่ เพียงแต่ร้านค้าเล็กต้องคุมเรื่องราคาสินค้า เน้นสะอาดสะดวก เพื่อให้เห็นว่าเป็นร้านปลอดเชื้อ จะให้ดีก็เพิ่มเรื่องบริการส่งถึงบ้าน ทำให้หลายพื้นที่ใช้จังหวะนี้แย่งผู้บริโภคกลับมาซื้อโชห่วยได้เพิ่มขึ้น ค้าปลีกรายย่อยทั่วไปยอดซื้อเพิ่ม 2-3% ได้แน่ หากไม่ได้ขายราคาสูงเกินไป

ส่วนรายใหญ่น่าห่วง ที่ได้พูดคุย มักหวังให้เสมอตัว เพราะการจะลดราคาบ่อยๆ แต่กำลังซื้อเท่าเดิม เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่าย ผลตอบแทนการจ้างงานก็ลดลง ระยะยาวผลเสียมากกว่าผลดี เรื่องนี้รัฐบาลต้องระวังการแจกที่ไม่เกิดผลต่อการผลักดันกำลังซื้อจริง จะเสียงบประมาณมากกว่า ตอนนี้จะพลิกมาตรการแบบพอเพียง หนุนจ้างงานชุมชน เช่น ขุดบ่อขุดคลองกระจายเงิน เพื่อไปซื้อของประจำวันและใกล้บ้าน จะเกิดผลกว่าแคมเปญกว้านหมดจะได้กับแค่รายใหญ่เท่านั้น

ด้านหอการค้าไทย ออกมาระบุว่า แนวทางรับมือผลกระทบโควิด-19 ของค้าปลีกทุกค่ายไม่แตกต่างกัน เมื่อรู้ว่าลูกค้าชาวจีนหายไป ก็พุ่งเป้าไปที่นักท่องเที่ยวชาติอื่น และลูกค้าคนไทย เชื่อว่าจะได้ทดแทนได้ระยะหนึ่ง เมื่อจะยังกังวลเรื่องการตื่นกลัวไปกับสถานการณ์ ลูกค้าไม่กล้าออกจากบ้านมาใช้บริการ กลัวติดเชื้อ ทำให้ทุกห้างโหมออกข่าวเรื่องการดูแลให้มั่นใจว่าปลอดเชื้อ พร้อมกับชิงอัดโปรโมชั่นและจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อกอบกู้สถานการณ์ หอค้าไทยระบุว่าได้สำรวจศูนย์การค้าหลักกลางเมืองช่วงวันหยุดที่ผ่านมา พบว่าลูกค้าคนไทยลดลงไม่มากกว่าที่คาดไว้ !!
อย่างย่านสยามและราชประสงค์ หนึ่งในแลนด์มาร์กหลักของนักท่องเที่ยวชาวจีน เช่น สยามพารากอน ยังพบเห็นการช้อปปิ้งของคนจีน คนยุโรป และคนญี่ปุ่น หรือไอคอนสยาม ก็ร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน จัดแคมเปญต่อเนื่อง ไม่เว้นการแข่งขันจากค้าปลีกอย่าง เครือเซ็นทรัล เดอะมอลล์ โรบินสัน บิ๊กซี หรือแม็คโคร เป็นต้น

สลิลลา สีหพันธุ์ ประธานกรรมการฝ่ายกิจการบรรษัท เทสโก้ โลตัส ระบุว่า ค้าปลีกปี 2563 ผ่านมาแล้วหนึ่งเดือน ก็ยังคาดเดาสถานการณ์จากนี้ได้ยาก เพราะยังมีหลายปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ ผันผวนได้ตลอด ที่เราทำคือสร้างให้ลูกค้ามั่นใจว่า ห้างคัดสรรสินค้าที่มีคุณภาพ ราคาประหยัด และจัดแคมเปญทางการตลาดที่ตรงความต้องการ ถือเป็นจุดแข็งของเทสโก้โลตัสมาตลอด พร้อมกับให้ความสำคัญต่อการป้องกันการแพร่โควิด-19 ให้มั่นใจว่าสินค้าทุกชนิดสะอาด ได้มาตรฐาน ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า หลังกระทรวงการท่องเที่ยวฯได้นำเสนอมาตรการรณรงค์ให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แล้ว และอยู่ระหว่างหารือกับหลายภาคส่วน อาทิ คลัง มหาดไทย เพื่อให้เกิดการดำเนินการให้เร็วที่สุด เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ และเศรษฐกิจไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยทั้งหมดจะเป็นรูปธรรมก็ไม่น่าเกินเดือนมีนาคมนี้

อีกฟากหนึ่งคือกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องรับผิดชอบดูแลเรื่องปัญหาปากท้องโดยตรง ก็ได้หยิบยกเครื่องมือที่มีอยู่ คือ เครือข่ายร้านธงฟ้าประชารัฐ ที่มีหลายหมื่นแห่งทั่วประเทศ ในการจัดแคมเปญหรือมุมธงฟ้า เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสินค้าป้อนสินค้าคุณภาพดีราคาถูกโดยตรงถึงร้านค้า ที่มักถูกกว่าราคาตลาดปกติ 20-30% มาจำหน่าย ครบครันทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภครวมกว่าหมื่นรายการ ขึ้นอยู่กับว่าร้านค้าแห่งนั้นเลือกสินค้าใดที่เหมาะสมกับผู้ซื้อในย่านที่เปิดบริการ

พร้อมกันนี้ ได้เร่งกระจายร้านค้าสมัยใหม่ภายใต้ สมาร์ทโชห่วย ที่มีการคัดเลือกร้านค้าและให้การสนับสนุนเรื่องการปรับร้านค้าและเพิ่มสินค้าเหมือนด้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ ขณะนี้กำลังประสานผู้ผลิตสินค้าป้อนสินค้าและนำทีมเข้ามาช่วยตกแต่ง วางเป้าหมายจะเพิ่มให้ถึง 30,000 แห่งภายในสิ้นปีนี้ จากเดิมทำให้ 7-8 แห่งช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

คงต้องมารอดูว่า แคมเปญลดกระหน่ำช่วยค่าครองชีพและพลิกฟื้นค้าปลีกชุมชน ได้มากน้อยแค่ไหน ในสถานการณ์ประเทศไทยเจอมรสุมกระหน่ำรอบด้าน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้คนตามข่าว : พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ขัดตาทัพ-เบอร์ 1 ‘ดีเอสไอ’
บทความถัดไปเรียงคนมาเป็นข่าว 24 กุมภาพันธ์ 2563 โดย กาแฟป่า