ลุ้นส่งออกคัมแบ๊กฟื้น ศก. หลังโควิด-19 ฉุดท่องเที่ยว…ล้มทั้งยืน!!

ผ่านปี 2563 มาได้เพียง 2 เดือน (มกราคม-กุมภาพันธ์) แต่ดูเหมือนเศรษฐกิจไทยจะออกอาการป้อแป้พอสมควร เนื่องจากขณะนี้ การแพร่ระบาดของ เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) กำลังเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคการท่องเที่ยวไทย เนื่องจากทางการจีนได้ออกมาประกาศปิดประเทศ ไม่ให้มีการเดินทางเข้าหรือออกของบริษัททัวร์นำเที่ยว เพื่อควบคุมโรคติดต่อ ทำให้นักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายหลักของประเทศไทยหายไป 100%

สถานการณ์เช่นนี้ ทำให้รายได้ในภาคการท่องเที่ยวของไทยสูญหายไปหลายแสนล้านบาท ภาคการท่องเที่ยวไทยถูกลดบทบาทและความคาดหวังที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการสร้างรายได้ให้กับประเทศไทย จากเดิมที่หลายฝ่ายเคยตั้งความหวังไว้เมื่อช่วงปลายปีว่า ภาคการท่องเที่ยวไทยจะเป็นพระเอกขี่ม้าขาว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปีนี้หลังจากภาคการส่งออกดูจะไม่สดใสเอาซะเลย จากปัจจัยเสี่ยงรอบด้านที่รุ่มเร้า โดยเฉพาะผลกระทบจากปัญหาสงครามการค้า และค่าเงินบาทผันผวน

โควิด-19ระบาดทั่วโลก

ความหวังต่อภาคการท่องเที่ยวมีขึ้นก่อนจะเกิดโรคระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่เมื่อโรคระบาดชนิดนี้แพร่เชื้อเต็มๆ ไม่เพียงสุขภาพของคนที่ได้รับผลกระทบ สุขภาพเศรษฐกิจไทยก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ปัจจุบันทวีความรุนแรงขึ้น และยังไม่มีสัญญาณในเชิงบวกว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในช่วงใด ภาคการท่องเที่ยวจึงกลายเป็นพระเอกตกอับทันที

สถานการณ์ล่าสุดของการแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาลุกลาม บานปลาย และสร้างความกังวลไปทั่วทั้งโลก เพราะแม้ยอดผู้ติดเชื้อในประเทศจีน ต้นกำเนิดของไวรัสจะลดลง แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ จำนวนตัวเลขของผู้ติดเชื้อและการแพร่ระบาดของประเทศอื่นๆ ทั่วโลกกำลังเพิ่มขึ้นรวดเร็วอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะการพบผู้ติดเชื้อในสหรัฐ และสหภาพยุโรป (อียู) ทำให้องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ได้ออกมาประกาศเตือนว่า ไวรัสโควิด-19 จะแพร่ระบาดไปยังแทบทุกประเทศบนโลกใบนี้ในไม่ช้า และเชื่อว่าขณะนี้ เชื้อไวรัสโควิด-19 ได้แพร่กระจายไปในทุกทวีปบนโลกแล้ว ยกเว้นแอนตาร์กติกา

สำหรับประเทศไทย แม้จะยังไม่รุนแรงถึงจุดสูงสุด แต่จำนวนผู้ติดเชื้อก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุด นายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลว่า พบผู้ป่วยชายไทยอายุ 35 ปี อาชีพพนักงานขาย ไม่มีโรคประจำตัว ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 18.25 น. ยิ่งทำให้ความกังวลรุนแรงมากขึ้น

สถานการณ์ดูยังไร้วี่แววในการควบคุมโรคระบาดได้ ล่าสุดเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ออกมาประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2563 โดยได้เห็นสมควรให้มีการประกาศออกมาว่า โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 เพื่อประโยชน์ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่ออันตราย

กระทบท่องเที่ยวไทย

สอบถามไปยัง ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ขยายวงกว้างไปยังเกือบทุกภูมิภาคของโลก ททท.ได้ประเมินสถานการณ์ว่า หากทุกอย่างคลี่คลายจะมีนักท่องเที่ยวกลับมาเที่ยวไทย กลุ่มแรกๆ ประมาณเดือนกรกฎาคม 2563 ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวที่หายไปตลอดปี 2563 จะอยู่ที่ประมาณ 6 ล้านคนเป็นอย่างน้อย หากเทียบกับปี 2562 ที่มีจำนวน 39.8 ล้านคน หรือมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เข้าไทยมากที่สุดได้เพียง 33 ล้านคน ใกล้เคียงปี 2559 ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยประมาณ 32.5 ล้านคน

เบื้องต้น ททท.ได้หารือและรับฟังผลกระทบโรคโควิด-19 ของผู้ประกอบการในประเทศ พบว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง มีบางรายต้องหยุดประกอบกิจกรรม มีการเลิกจ้างจำนวนมาก ซึ่งวิกฤตโรคระบาดไวรัสโควิด-19 ไม่ได้กระทบแค่โรงแรม ทัวร์นำเที่ยวเท่านั้น แต่กระทบไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อุตสาหกรรมการผลิตจำนวนมาก ส่งผลให้คนตกงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ททท.แม้ไม่ใช่หน้าที่ ก็ทำหน้าที่ประสานกับสถาบันการเงิน เจรจาเพื่อผ่อนคลายเงื่อนไขทางการเงินให้กับผู้ประกอบการ เพื่อผ่อนคลายผลกระทบที่เกิดขึ้น

หากประเมินตัวเลขอัพเดตสถานการณ์และผลกระทบจากโควิด-19 ณ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 หรือเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนลดลงประมาณ 80% จากช่วงเดียวของปี 2562 ยอดจองห้องพักในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ติดลบ 35% จากช่วงเดียวกันของปี 2562 และมีการจองแล้วยกเลิกอีก 41% ซึ่งขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังไม่ลดลง ไม่สามารถคลายความกังวลได้ ทุกประเทศยังเฝ้าระวังอย่างหนักและต่อเนื่อง ซึ่งความกังวลได้สะท้อนให้นักท่องเที่ยวหวาดกลัวและไม่กล้านั่งเครื่องบินเพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศต่างๆ รวมทั้งไทยด้วย จึงทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง

บาทอ่อนช่วยส่งออก

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวไทยกำลังเจอวิกฤตหนัก จนไร้ทิศทางที่จะเดินหน้าสร้างรายได้เข้าประเทศ ขณะนี้จึงต้องหันมากระตุ้นการเดินทางในประเทศของไทยเที่ยวไทย และเร่งให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศเพิ่มขึ้นแทน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ยังมีศักยภาพในการใช้เงิน โดยภาครัฐจะต้องหามาตรการออกมาจูงใจกลุ่มคนเหล่านั้น เพื่อเร่งให้เกิดการใช้จ่าย และช่วยให้เม็ดเงินลงไปหมุนเวียนระบบเศรษฐกิจด้วย

นอกจากนี้ ผลจากค่าเงินบาทไทยที่อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วในเวลานี้ หลังจากที่ผ่านมาเคลื่อนไหวในโซนแข็งค่ามาตลอด 1 ปีเต็ม ก็ดูเหมือนจะส่งผลในเชิงบวกให้กับภาคการส่งออกไทย เนื่องจากผู้ส่งออกจะสามารถส่งออกสินค้าในปริมาณและราคาเท่าเดิมแต่มีกำไรเพิ่มขึ้น รวมถึงไม่เสียเปรียบในแง่ของอัตราแลกเปลี่ยน จึงสามารถแข่งขันในด้านของราคาได้อีกครั้ง ภาคการส่งออกไทยจึงดูเหมือนจะมีแววกลับมาโดดเด่น และทวงตำแหน่งพระเอกเบอร์ 1ในการเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนในการสร้างรายได้หลักเข้าประเทศอีกครั้ง

โดยตัวเลขค่าเงินบาทปิดเมื่อปลายสัปดาห์ อ่อนค่าระดับ 31.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และเคยอ่อนค่าต่ำสุดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ระดับ 31.90 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากช่วงที่ผ่านมาแข็งค่าระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐมาตลอด

ส่งออกม.ค.ขยายตัว

ภาคส่งออกจะกลับมาครองบัลลังก์ผู้สร้างรายได้เข้าประเทศ จริงหรือไม่ เรื่องนี้ คมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า ตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนมกราคม 2563 เติบโตที่ระดับ 3.4% สูงกว่าที่ตลาดคาด และเป็นการกลับมาเติบโตครั้งแรกในรอบ 6 เดือน สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากฐานต่ำเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนตัวเลข และมาจากการเพิ่มขึ้นอย่างมากของการส่งออกทองคำ

แต่หากไม่รวมการส่งออกทองคำพบว่า ตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนมกราคม 2563 ยังคงหดตัวประมาณ 1.5% โดยทั้งปี 2563 คาดการณ์ว่า ตัวเลขการส่งออกไทยจะติดลบที่ระดับ 1.6% ซึ่งเป็นการปรับลดประมาณการลง จากต้นปี 2563 ที่ประเมินว่าจะติดลบ 0.5% โดยอิงจากผลกระทบการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นปัจจัยใหม่ที่คุกคามต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจโลก ที่กระทบทั้งห่วงโซ่การผลิตและอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าที่อ่อนแอลง ในขณะเดียวกันยังมีหลายปัจจัยสำคัญที่ยังยากจะคาดเดา อาทิ จะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสได้ในช่วงใด จะลากยาวไปอีกนานเท่าใด

นอกจากนี้ ผลกระทบเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะทำให้เครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจทั้งในส่วนของกิจกรรมการผลิต การขนส่ง และการเดินทางยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่อง เพราะธุรกิจไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ โดยจะเริ่มเห็นผลกระทบอย่างแท้จริงผ่านทางตัวเลขเศรษฐกิจได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป นอกจากนี้ หากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังมีความรุนแรงต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสที่ 2 ปี 2563 จึงมีโอกาสที่จะปรับประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ลงอีกได้ จากปัจจุบันประเมินว่าในปี 2563 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ในระดับ 1.7%

สอดคล้องกับความเห็นจาก อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะการถดถอยทางเทคนิคคือ จีดีพีหดตัวเทียบลงเมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาสจากปัญหาไวรัสโควิด-19 ที่กระทบภาคการท่องเที่ยวอย่างรุนแรง จำนวนนักท่องเที่ยวอาจหดตัวมากกว่า 50% ในช่วงครึ่งปีแรก

ขณะที่ภาคการส่งออกมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และจากการที่ผู้ผลิตไม่สามารถนำเข้าสินค้าขั้นกลางและวัตถุดิบจากจีนได้ เนื่องจากภาคธุรกิจในจีนยังไม่เปิดทำการเต็มที่และทำให้ผู้ประกอบการไทยจำต้องลดกำลังการผลิตหรืออาจถึงขั้นปิดกิจการชั่วคราว ซึ่งเมื่อภาคการผลิต การส่งออกและการท่องเที่ยวไทยเสี่ยงหดตัว การจ้างงานในกลุ่มนี้และรายได้นอกภาคเกษตรมีโอกาสหดหาย

ซ้ำเติมปัญหาภัยแล้งที่มีผลเสียต่อรายได้ภาคเกษตร กำลังซื้อครัวเรือนกำลังอ่อนแอ และจะกระทบภาคการบริโภคอีกทอดหนึ่ง เพราะการบริโภคภาคเอกชนที่เติบโตได้ดีในช่วงไตรมาส 4 มาจากกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเป็นหลัก อาทิ โรงแรม ร้านอาหาร และขนส่ง แต่กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับคนไทยทั่วไปกลับโตช้าหรือหดตัว อาทิ อาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า และรถยนต์

วอนรัฐช่วยเอกชนประคองธุรกิจ

ขณะที่ วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) มองว่า ภาคการส่งออกไทยจะกลับมาสดใสอีกครั้ง คงต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2 เดือน เพราะในช่วงที่ผ่านมา กลุ่มอาหารที่ส่งออกไปจีน มีทิศทางดีมาก แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถส่งเข้าไปจีนได้ตามปกติ เนื่องจากเส้นทางการขนส่งโลจิสติกส์บางเส้นทาง ยังมีการปิดไม่ให้ใช้บริการอยู่ ส่วนบางเส้นที่เปิดทำการแล้ว ก็ยังมีเจ้าหน้าที่เข้ามาให้บริการไม่เต็มที่ หรือยังไม่เป็นปกติดี จึงยังมีการสะสมของตู้คอนเทนเนอร์ ที่ส่งไปก่อนหน้านี้ แต่ยังบริหารจัดการออกได้ไม่หมด

ประเมินว่าความต้องการในสินค้าและบริการจากผู้ส่งออกไทยในจีนนั้น ยังมีอยู่ แต่ยังต้องรอเวลาเล็กน้อย เพื่อให้ระบบโลจิสติกส์ของจีนสามารถกลับมาทำงานได้เต็มที่อย่างน้อย 80% ก่อน จะทำให้ยอดขายหรือยอดการส่งออกกลับมาเพิ่มขึ้นได้พอสมควร

รองประธาน สรท.มองว่า ปัจจัยเสี่ยงในขณะนี้ คือ เป็นความกังวลในการเดินทางและการขนส่งคมนาคม เนื่องการการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้นักธุรกิจที่จะต้องเดินทางมาเพื่อเจรจาระหว่างกัน หรือการจัดแสดงสินค้า การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า สามารถทำได้ยากขึ้น เพราะมีหลายประเทศที่เข้าไปไม่ได้ และหลายประเทศที่เข้าไปแล้ว จะต้องกักตัวเพื่อรอดูอาการก่อน 14 วัน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ทำให้นักธุรกิจจำนวนไม่น้อยตัดสินใจยกเลิกการเดินทางก่อนทั้งหมด เนื่องจากกังวลว่าหากเดินทางไปแล้ว จะไม่สามารถกลับมาทำงานได้ทันที หรืออาจได้รับเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้

“กระแสสังคมที่ไม่ต้องการให้ผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศ เมื่อกลับเข้าไทยแล้วมาใช้ชีวิตปกติกับคนในสังคมก่อน ต้องการให้กักตัวเพื่อตรวจเช็กความชัดเจนของการติดเชื้อไวรัส เมื่อกระแสเป็นแบบนี้ การขยายตลาดส่งออกในปี 2563 คงทำได้ยากมากขึ้น” วิศิษฐ์ระบุ

สำหรับตลาดที่ยังสามารถขยายได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางวิกฤต เป็นสินค้าพื้นฐานที่สามารถไปได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว หากจะมีการส่งออกเพิ่มขึ้นจะเป็นในช่วงที่ขนส่งโลจิสติกส์ของจีนกลับมาทำงานตามปกติ 100% และความเชื่อมโยงของระบบซัพพลายเชนที่เกี่ยวเนื่องกับจีนกลับมามีความต้องการพร้อมกันอีกครั้ง เพราะการที่ตลาดการส่งออกจะฟื้นตัวได้นั้น ความต้องการในด้านสินค้าและบริการ รวมถึงการผลิตจะต้องกลับมาพร้อมกัน เพื่อเดินหน้าไปด้วยกัน

สิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งรัดทำต่อจากนี้ วิศิษฐ์กล่าวย้ำว่า ต้องประคองให้ภาคธุรกิจอยู่ได้ท่ามกลางสถานการณ์และปัจจัยเสี่ยง โดยจะเห็นทิศทางแล้วว่า ภาครัฐทำไปบ้างแล้ว อาทิ การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ในการขอยืดอายุหนี้หรือลดดอกเบี้ย ทำให้กิจการเหล่านั้นสามารถยืนต่อได้ และมีเงินพอที่จะจ่ายเงินเดือน ค่าแรงพนักงาน ไม่กลายเป็นหนี้เสีย หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

จีนอัดฉีดเงินฟื้นศก.

ล่าสุดหลังจากจีนสามารถควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้แล้ว รัฐบาลจีนได้จัดเตรียมวงเงินถึง 10 ล้านล้านหยวน เพื่ออัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจีน และยืนยันว่าจะไม่ให้เกิดผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจของจีนเป็นอันขาด โดยหนึ่งในมาตรการเบื้องต้นที่เตรียมดำเนินการคือ การลดภาษี เพื่อกระตุ้นให้ผู้มีความสามารถในการใช้จ่าย ออกมาใช้เงินมากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลในเชิงบวกแบบก้าวกระโดด ในการดึงดูดใจให้คนจีนกระเป๋าหนัก ออกมาใช้จ่ายมากขึ้นได้ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา คนจีนส่วนใหญ่อัดอั้นกับการเลือกซื้อสินค้าที่มีไม่เพียงพอกับความต้องการ

ในส่วนของการซื้อขายและสินค้าในจีน เชื่อว่าระบบอีคอมเมิร์ซจะมีความสำคัญมาก เพราะช่วงแรกๆ คนอาจยังกังวลกับเชื้อไวรัสอยู่ การสั่งสินค้าให้มาส่งถึงบ้าน จึงน่าจะเป็นตัวเลือกหลักที่ได้รับความนิยมมากขึ้น

สำหรับประเทศไทย รองประธาน สรท.แสดงความเห็นว่า หากภาครัฐจะใช้มาตรการลดภาษี เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย มองว่ามีความน่าสนใจมาก เพราะจริงๆ แล้วรัฐบาลเคยออกมาตรการที่คล้ายคลึงกัน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ การลดหย่อนภาษีต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก จึงเชื่อว่าหากมีมาตรการทางภาษีที่โดนใจ ออกมากระตุ้นการใช้จ่ายแบบจัดหนักจัดเต็ม น่าจะเป็นอีกแรงเสริมหลัก ที่จะสามารถสร้างแรงจูงใจทั้งในแง่ของการเดินทางท่องเที่ยว และการใช้จ่ายในประเทศเพิ่มขึ้นได้

ความเห็นนี้สอดคล้องกับ สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่สนับสนุนให้ใช้เครื่องมือทางภาษีกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนในยามนี้เช่นกัน เพราะมองว่าการบริโภคภายในประเทศจะประคองเศรษฐกิจไทยไปได้ และยังระบุว่าขณะนี้แทบทุกอุตสาหกรรมของไทยได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนตลาดจีน เป็นอานิสงส์ในช่วงสั้นๆ แต่สิ่งสำคัญคือไทยจะรักษาตลาดส่งออกได้ด้วยตนเอง ขณะที่รัฐเองก็ต้องแสวงหาตลาดส่งออกใหม่ๆ ช่วยผู้ประกอบการด้วย

รัฐบาลจะมีมาตรการใดเข้าแก้ปัญหาเพื่อให้เศรษฐกิจไทยพ้นปากเหว และท้ายที่สุดเครื่องมือขับเคลื่อนรายได้หลักของประเทศไทยในปีนี้จะกลับมาเป็นภาคส่งออกหรือไม่ ต้องติดตาม…

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘อนุทิน’ เชื่อทีม สธ. ผนึกกำลังสู้ ‘โควิด-19’ ประสาน รพ.ศรีธัญญา ดูแลสภาพจิตใจ
บทความถัดไปกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า บุกยึด “ไม้ซุง” เกือบ 50 ท่อน บนเขาโต๊ะเทพ