ดัน ‘2 เครื่องยนต์’ กู้ศก. รับมือ ‘เฟด’ ขึ้นดอกเบี้ย

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการ ภาคเอกชน กรณีคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.75% เพื่อแก้ปัญหาภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งไทยจะรับมือกับผลกระทบอย่างไร

วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา
รองประธานกรรมการหอการค้าไทย

จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เชื่อว่าผลน่าจะมีลักษณะเดิม คือค่าเงินสหรัฐจะแข็งค่าขึ้น ส่งผลต่อค่าเงินของประเทศ อื่นๆ ที่อ่อนค่าลงอัตโนมัติ และปัจจุบันมีบางประเทศใช้วิธีขึ้นดอกเบี้ยตามกันไป เพื่อป้องกันค่าเงินของประเทศตัวเองอ่อนค่าเกิน

Advertisement

แต่บางประเทศก็ยังคงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ มีทั้งสองรูปแบบแล้วแต่นโยบายทางการเงินของประเทศนั้นๆ

ซึ่งผลที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ต้องรอดูหลังจากนี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้เฟดมีประกาศหลายรอบว่าจะเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งถ้าการปรับขึ้นแต่ละรอบไม่เหนือความคาดหมาย ค่าเงินก็จะแข็งค่าเหมือนในปัจจุบัน และสิ่งที่ชัดเจนคือ วิธีดังกล่าวทำให้สหรัฐสามารถสกัดเงินเฟ้อได้ดีพอสมควร

แต่มองว่าประเทศอื่นๆ จะใช้วิธีเดียวกันกับสหรัฐ คงจะไม่ง่ายนัก เพราะการที่สหรัฐทำได้เนื่องจากเงินเฟ้อไม่ได้เกิดจากต้นทุนการผลิต แต่เหตุที่ทำให้เงินเฟ้อต่อเนื่องมาตั้งแต่โครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) แล้ว ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด จึงเป็นวิธีดึงเงินกลับประเทศ โดยวิธีการลักษณะนี้ เราต้องมาพิจารณาให้ดีว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อ เพราะว่าไทยอยู่ในโซนเอเชีย ก็คงต้องดูแนวทางที่สอดคล้องกับภูมิภาคนี้ ตราบใดที่ค่าเงินบาทไม่ได้อ่อนค่ากว่าประเทศในภูมิภาคเดียวกันมากเกินไป ก็ยังถือว่าไปในทิศทางเดียวกัน เราคงไม่สามารถทำอะไรให้ทัดเทียมสหรัฐได้อยู่แล้ว เราก็ต้องยึดความเคลื่อนไหวในภูมิภาคของเราเป็นหลัก

ส่วนเรื่องการเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นั้น มองว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไม่สามารถคุมเงินเฟ้อได้ 100% เพราะเห็นได้จากบางประเทศมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นไปแล้วแต่ก็ไม่ได้ช่วยสกัดดอกเบี้ยเลย ซึ่งเรื่องนี้ยังยืนยันแบบเดิมว่าเราต้องดูสถานการณ์ประเทศในภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก

ที่สำคัญต้องดูความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจในประเทศตัวเองด้วย เพราะหากปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรง ภาระจะตกไปอยู่ที่ต้นทุนการทำธุรกิจ หรือกระทบกับหนี้สินเดิมที่ธุรกิจมีอยู่แล้ว ทำให้ดอกเบี้ยพอกพูนขึ้นไปอีก ซึ่งในประเทศที่มีโอกาสจะฟื้นตัว แต่ดันไปปรับขึ้นดอกเบี้ยตามสหรัฐก็อาจส่งผลให้ประเทศนั้นยังไม่ได้ฟื้นตัวได้ง่ายและเร็ว

ดังนั้น ไทยคงต้องชั่งน้ำหนักจากหลายๆ ตัวแปร และต้องค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เพราะไทยคงไม่สามารถหักดิบได้แบบสหรัฐ ที่อยู่ดีๆ อยากปรับอัตราดอกเบี้ย 0.75% 2-3 ครั้ง ก็สามารถทำได้เลย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของวิธีรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มองว่าหลังจากนี้รัฐบาลต้องสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างแข็งแรง ซึ่งเรื่องนี้เป็นหลักสำคัญที่สุด ที่จะทำให้ค่าเงินบาทไม่อ่อนไหวมากไป เพราะมันจะเกิดจากพื้นฐานของเศรษฐกิจ โดยเศรษฐกิจที่จะทำให้แข็งแรงได้ที่ผ่านมา เรื่องส่งออกเป็นกำลังสำคัญ ก็คงต้องสนับสนุนต่อ และบวกกับภาคการท่องเที่ยวที่กำลังเริ่มฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด เพราะว่าภาคบริการก็ถือว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องท่องเที่ยว และคนที่อยู่ในภาคบริการจำนวนมาก รวมถึงจะช่วยให้ประชาชนที่มีรายได้ระดับปานกลาง และระดับล่าง จะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวในครั้งนี้ด้วย

ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจ ทำให้ไม่ถูกกระทบแรง จากการเปลี่ยนแปลงทางการเงินของแต่ละประเทศที่จะเกิดขึ้นอีกด้วย

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ และการเมือง

กรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.75% ขณะที่เศรษฐกิจไตรมาส 2 ของประเทศสหรัฐอเมริกานั้นยังติดลบ ถือว่าเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่ว่า หากมองในทางเศรษฐศาสตร์ ถือว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังอยู่ในภาวะถดถอย หรือเรียกกันว่า การถดถอยในเชิงเทคนิค เพราะเมื่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมีการติดลบกันต่อเนื่องเกิน 2 ไตรมาสจะถือว่าถดถอยแล้ว

แต่ว่าในแง่ของความเป็นจริง ซึ่งทางรัฐบาลสหรัฐเอง หรือนักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่ง ยังไม่ยอมรับความเป็นจริง เพราะว่าหากเข้าสู่ภาวะถดถอยจะต้องมีสิ่งบ่งชี้ที่เห็นได้ชัดเจนบ้างแล้ว โดยสิ่งที่ไม่ชัดเจนและตรงข้ามกับทฤษฎี คืออัตราการว่างงานของสหรัฐนั้นน้อยมาก อยู่ที่ 3.6% ซึ่งน้อยมากจนบางประเทศอาจจะนับว่าไม่มีการว่างงานเลย เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังดีอยู่ มีการว่างงานต่ำ

เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ ได้เกิดความขัดแย้ง โดยในเชิงเทคนิคถือว่าใช่ ที่เศรษฐกิจสหรัฐถดถอย แต่ในด้านการเมืองและการยอมรับก็ยังไม่ชัดนัก

นอกจากนี้แม้การเติบโตทางเศรษฐกิจจะติดลบ แต่ทางตรงข้าม กำลังซื้อในสหรัฐยังดีอยู่ ดูจากเรื่องแรงงานและค่าแรงที่มีแนวโน้มดีขึ้น

ดังนั้น จึงจะใช่ก็ได้ ถ้ามองทางเทคนิค และจะไม่ใช่ก็ได้ ถ้ามองในความเป็นจริง

สำหรับเศรษฐกิจของสหรัฐนั้น จะน่ากังวลสำหรับประเทศต่างๆ ในระดับหนึ่ง คือ สาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐติดลบคือ เรื่องอัตราเงินเฟ้อสูงมากถึง 9.1% และปัญหาเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่สูงมากเช่นกัน ภายใน 3-4 เดือนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นถึง 2.25-2.50% ถือว่าสูงและรวดเร็วมาก ยิ่งไปกว่านั้นคาดว่าจะยังไม่จบ น่าจะขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงระดับ 3.0%

ดังนั้น ส่วนนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่มีหนี้สูง อย่างประเทศกำลังพัฒนา จำนวน 60% และประเทศเกิดใหม่ ในจำนวน 30% จะเป็น
กลุ่มประเทศที่มีหนี้สูง เพราะฉะนั้นกลุ่มนี้จะถูกกระทบมาก ในเรื่องไม่สามารถชำระคืนหนี้ หรือเกิดการเบี้ยวหนี้ขึ้นได้

และส่วนนี้ส่งผลกระทบอีกด้านหนึ่ง คือ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เพราะว่าเมื่อมีการปรับดอกเบี้ยขึ้นสูง คนก็จะหันไปซื้อ-ลงทุนในสกุลดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งให้ผลตอบแทนสูง และเป็นแหล่งพักพิงที่ปลอดภัย เพราะเป็นเงินสำรองระหว่างประเทศ 60-70% และเป็นเงินจากการค้า 40-50%

อีกด้านหนึ่งการที่เศรษฐกิจสหรัฐกำลังเกิดภาวะถดถอย ส่วนนี้จะเกิดผลกระทบกับไทยแล้ว จะเห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนของไทย อยู่ที่ 36.7-36.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และของญี่ปุ่น อยู่ที่ 138-139 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ

รวมถึงอีกหลายประเทศที่อัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นสูง ซึ่งเมื่ออัตราแลกเปลี่ยนสูง ก็จะส่งผลให้มูลค่าการนำเข้าแพงขึ้น และยิ่งนำเข้าน้ำมันดิบ และสินค้าอาหาร ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มภาระหนี้ และยิ่งกระทบปัญหาราคาสินค้าแพง ความยากจน และขาดแคลนเพิ่มไปอีก

ขณะเดียวกัน ยังส่งผลต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก ประเทศต่างๆ ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก็ประกาศปรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจหลายประเทศลดลง แต่ยังอยู่ในทางบวก และบางประเทศก็ไปสู่การติดลบ หรือถึงขั้นวิกฤต อาทิ ศรีลังกา ปากีสถาน และตัวหนี้นั้นสามารถดูได้ที่ผลตอบแทนพันธบัตรของประเทศต่างๆ ซึ่งของประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่เกิน 10% ทั้งนั้น ซึ่งทำให้มีประเทศส่วนหนึ่งมีปัญหาติดหนี้ ถึงขั้นล้มละลาย

แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะอยู่ในแนวโน้มที่ลดลงไปถึงติดลบ แต่กรณีของไทย ยังมีความโชคดี ที่มีภาคเศรษฐกิจอยู่สองตัวที่ยังไปต่อได้ คือ ภาคอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากวิกฤตอาหารทั่วโลกขาดแคลนและแพงขึ้น ทำให้การส่งออกอาหารของไทยดีขึ้นมาทันที สะท้อนจากตัวเลขการส่งออก 6 เดือนแรกของปี 2565 อยู่ที่ 12.7%

และภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากไทยเป็นจุดหมายที่ต่างชาติให้ความสนใจ คิดว่าจะเติบโตไป โดยเมื่อปี 2564 มีจำนวนนักท่องเที่ยว อยู่ที่ประมาณ 5 แสนคน ส่วนปี 2565 คาดการณ์ไว้ว่า 8 ล้านคน ซึ่งในเดือนมิถุนายนเดือนเดียวก็มีเข้าประเทศกว่า 7 แสนคนแล้ว ถ้ารวมกับที่ผ่อนคลายการล็อกดาวน์ก็น่าจะทำให้กลับมาใกล้เคียงปกติได้ที่ 80% เศรษฐกิจทั้งสองภาคนั้นจึงเป็นส่วนช่วยให้เศรษฐกิจไทย ยังไม่ถึงขั้นต้องเจอปัญหา และยังคงเป็นบวกอยู่ แต่มีการบวกลดลงเล็กน้อยเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเศรษฐกิจไทยดูจะไม่มีปัญหา ยังขยายตัวอยู่ก็จริง แต่มีปัญหาที่การขยายตัวนั้นต่ำ ถือว่าต่ำกว่าอาเซียน เพราะในปีนี้คาดว่าอาเซียนจะขยายที่ 5% แต่ไทยขยายเพียง 3%

ส่วนต่อมาคือ ในภาวะที่ขยายตัวแต่ยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ ดังนั้นจะมีกลุ่มคนหลายกลุ่มในไทยที่ต้องลำบาก เช่น กลุ่มรากหญ้า ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) คนยากจน

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ จะต้องมีการให้ความช่วยเหลือกลุ่มรากหญ้า เปราะบาง เอสเอ็มอี เพราะคนกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับเรื่องเงินเฟ้อ ราคาอาหารแพงขึ้น ราคาน้ำมันแพง รัฐบาลจึงต้องมีงบประมาณมาช่วยบรรเทาค่าใช้จ่าย และค่าครองชีพของคนกลุ่มนี้ และดูแลกลุ่มที่ต้องการสวัสดิการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเข้าไปควบคุมราคาพลังงาน

ขณะเดียวกัน ก็ต้องดูแลเรื่องหนี้ครัวเรือน ที่ปัจจุบันขึ้นมาถึง 90% ถือว่าสูงสุดในอาเซียนแล้ว แสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่แค่ช่วยเรื่องหนี้ แต่ต้องช่วยให้คนกลุ่มที่มีหนี้สูง สามารถลืมตาอ้าปากได้ รัฐบาลจึงต้องมีมาตรการ ช่วยให้มีการฟื้นตัว และดูแลตัวเองได้

สุดท้าย คือ มาตรการที่จะสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างที่กล่าวไปว่า การส่งออก และการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวได้ดี ดังนั้น ประเทศไทยต้องทำการบ้านอย่างหนัก ในการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว เพราะมีต่างชาติที่อยากเดินทางมาไทยอีกจำนวนมาก ต้องมีการส่งเสริมให้เต็มที่กว่านี้ และเรื่องการส่งออก โดยเรื่องอาหาร หากไทยทำได้ เศรษฐกิจสองส่วนนี้ก็จะมาช่วยประชาชนในประเทศได้

และสถานการณ์โลกจะเป็นอย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจะต้องมีมาตรการในการฟื้นตัวให้เศรษฐกิจไทย ฟื้นตัวอย่างเข้มแข็ง หลังจากหมดยุคโควิด-19 และความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน

ดังนั้นจึงต้องพัฒนาขีดความสามารถของไทยในส่วนนี้ด้วย!?!

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image