จับสัญญาณ ‘นักธุรกิจ’ มองเศรษฐกิจ หลังเอเปค-โค้งสุดท้ายรัฐบาล ‘บิ๊กตู่’

จับสัญญาณ‘นักธุรกิจ’มองเศรษฐกิจ หลังเอเปค-โค้งสุดท้ายรัฐบาล‘บิ๊กตู่’

จับสัญญาณ ‘นักธุรกิจ’ มองเศรษฐกิจ หลังเอเปค-โค้งสุดท้ายรัฐบาล ‘บิ๊กตู่’

หลังผ่านพ้นงานใหญ่ระดับชาติ ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัด การประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปค 2022 (APEC 2022 Thailand) ครั้งที่ 29 ที่มีผู้นำ 21 เขตเศรษฐกิจ มาพบปะและหารือในประเด็นต่างๆ ผ่านไปอย่างราบรื่นและชื่นมื่น เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงการณ์ยืนยันการประชุมครั้งนี้ได้รับรองปฏิญญาผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค 2022 ตามแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (บีซีจี) เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อน ภายใต้ “เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล” ในประเด็นเหล่านี้ จะก้าวหน้าอย่างไร แค่ไหน ก็ไปลุ้นต่อในปี 2023 ที่ประเทศสหรัฐ เป็นเจ้าภาพต่อจากไทย

ขณะที่ในศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สถานที่จัดประชุมผู้นำเอเปค ภายนอกศูนย์การประชุมก็มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง พร้อมกับหลายฝ่ายจับจ้องสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ หลังการประชุมเอเปคสิ้นสุดลงแล้ว และโค้งสุดท้ายรัฐบาลชุดนี้ จะเกิดอะไรขึ้น “มติชน” จึงได้สำรวจมุมมองของธุรกิจเอกชน

⦁เอกชนชี้‘เอเปค’เรียกเชื่อมั่น

เริ่มที่ ชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยคนใหม่ กล่าวเสริมว่า สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า การจัดประชุมเอเปคครั้งนี้ ประเทศไทยได้ประโยชน์หลายด้าน เนื่องจากมีการเจรจาทางการค้าและการลงทุนสนับสนุนให้ผู้ประกอบการของไทย ได้เปิดการค้าในประเทศสมาชิกเอเปคมากขึ้น อีกทั้งชาวต่างชาติทั้งที่มีร่วมงานเอเปค หรือที่ดูการเผยแพร่ข่าวสารไปทั่วโลก ได้รับรู้ถึงซอฟต์เพาเวอร์ของไทย ไม่ว่าจะอาหารไทย กิจกรรมไทย และสถานที่ท่องเที่ยวไทย รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นในสายตาชาวโลก สำหรับศักยภาพในการจัดงานระดับโลก ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับ 1.เรื่องการขายซอฟต์เพาเวอร์ในสินค้าไทยจะเข้าไปต่อยอดและเติมเต็มในแง่ห่วงโซ่อุปทานของประเทศคู่ค้าจึงเป็นโอกาสทั้งด้านการส่งออก การนำเข้าและการลงทุนร่วมกัน 2.การเปิดตลาดใหม่ๆ เนื่องจากมีการเปิดตลาดด้านตะวันออกกลางของประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นนิมิตหมายที่ดีที่ไทยไม่ได้สัมผัสมานาน ซึ่งก่อนเกิดความขัดแย้งตลาดนี้เคยเป็นของไทยมาก่อนจากที่เคยมีการค้ามูลค่าสูงสุด 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ปัจจุบันเมื่อมีการสานสัมพันธ์คาดว่าทำให้เงินสะพัดถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นการคืนความเชื่อมั่นและเรียกตลาดการส่งออกเดิมของไทยกลับมาจะขยายเศรษฐกิจมากขึ้น

Advertisement

อย่างไรก็ตาม ชัยชาญฝากไว้ว่า ก่อนมีการปรับเปลี่ยนทางการเมือง ก็อยากเห็นรัฐบาลออกข้อกฎหมายด้านการประกอบธุรกิจเอกชนที่หลากหลาย แม้มีกฎหมายเดิมอยู่แล้วแต่เพิ่มกฎหมายใหม่ ซึ่งบางข้อไม่มีความจำเป็นก็อยากให้ยกเลิก รวมถึงขั้นตอนการทำงานยุ่งยาก เช่น ธุรกิจอาหาร ต้องเดินทางไปสถานที่ราชการเพื่อติดต่อยื่นเอกสารและใช้เวลายืนยัน 1-2 อาทิตย์ ทั้งหมดนี้จะเป็นต้นทุนด้านค่าใช้จ่ายสูง อยากแนะนำให้รัฐทำระบบราชการรวมการทำงานไว้ในสถานที่เดียว หรือทำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดการใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น

⦁ธุรกิจแนะเดินเกมรุก-บุกเจรจา

ธุรกิจการเงิน อย่าง นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย และที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) กล่าวว่า หลังไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม ผลด้านดีที่ไทยจะได้รับคือหลายประเทศรู้จักมุมของการเป็นแหล่งการลงทุน การท่องเที่ยว วัฒนธรรม หรือการเชื่อมโยงการค้ากับหลายประเทศมากขึ้น นอกจากไทยจะเข้าถึงประเทศสมาชิกแล้ว ประเทศเหล่านั้นเข้าถึงไทยด้วยเช่นกัน แต่โจทย์สำคัญคือรัฐจะสามารถต่อยอดจากการจัดการประชุมเอเปคครั้งนี้ได้อย่างไร เนื่องจากผลด้านดีจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อัตโนมัติ โดยที่เม็ดเงินไหลเข้ามาในประเทศ หรือเกิดการลงทุนในทันที ซึ่งสิ่งที่จะสามารถทำได้ตามที่คาดหวังไว้คือการต่อยอดจากการเป็นเจ้าภาพ เช่น ควรจะใช้วิธีนี้ในการเจรจาการลงทุนเพราะมีการพบปะกับผู้นำประเทศสมาชิก ที่ทุกประเทศเข้าร่วมประชุมมีความต้องการเจรจากับไทยในฐานะเจ้าภาพ ดังนั้น ควรใช้โอกาสนี้ทำอย่างไรให้เร่งเจรจาการค้า การลงทุนให้เกิดผลในภูมิภาคเอเชียให้มากที่สุด รวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งตรงนี้จะเป็นหน้าที่และสิ่งที่ได้คาดหวังสำหรับการจัดงานในครั้งนี้

⦁จี้รัฐ‘กิโยตินกฎหมาย’ล้าสมัย

ขณะที่ วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สะท้อนมุมมองหลังจากการประชุมเอเปคว่า จะเป็นโอกาสดีต่อเศรษฐกิจประเทศ เพราะที่ประชุมเอเปคให้ความสำคัญด้านการค้า การลงทุนระหว่างประเทศ ให้มีการติดต่อมากยิ่งขึ้น อีกทั้งการที่ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส เข้าร่วมประชุมเป็นกรณีพิเศษ และได้ไปท่องเที่ยวในพื้นที่ต่างๆ ของกรุงเทพฯ ส่วนนี้จะสร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อการท่องเที่ยวให้มีนักท่องเที่ยวเข้าไทยมากขึ้น เพราะชาวต่างชาติบางส่วนจะมีความเชื่อมั่นจากสิ่งที่ผู้นำประเทศได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง หรือการที่มีผู้นำพิเศษอย่าง เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมานบิน อับดุลอะซีซ อัล ซะอูด มกุฎราชกุมาร และนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในด้านการค้าเนื่องจากการสร้างความสัมพันธ์ต่อประเทศเศรษฐกิจตะวันออกที่เป็นตลาดการค้าขนาดใหญ่ หากมีการตกลงด้านธุรกิจได้จะทำให้โอกาสการขยายเศรษฐกิจไทยของผู้ประกอบการทุกระดับ โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) จะสามารถเพิ่มตลาดการค้าได้ จึงเชื่อว่าผลจากการประชุมจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในอนาคต

โดย “วิศิษฐ์” ฝากถึงรัฐบาลว่า รัฐจะสามารถต่อยอดการเจรจาทางธุรกิจให้สามารถเปิดการค้าได้ โดยใช้ประโยชน์หารือพบปะกันในเอเปคได้มาก ขณะเดียวกันการดำเนินการของรัฐต่อจากนี้ จะเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับการเลือกตั้งในปี 2566 อาจเกิดการผลัดเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี โดยเรื่องการเมืองเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ หากเป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตยที่มีแบบแผนตามกฎหมายและทำตามขั้นตอนจะไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้เอกชนต้องการให้รัฐพิจารณาเรื่อง “กิโยตินกฎหมาย” หรือการโละและปรับปรุงกฎระเบียบ ถือโอกาสนี้เร่งทบทวนกฎระเบียบที่เกี่ยวกับการอนุญาตทางราชการ เพื่อลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นหรือที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและธุรกิจของประชาชน เนื่องจากมีขั้นตอนที่ทับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูงควรลดเกณฑ์บางประการ เพื่อลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการในสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความเสี่ยง

⦁ผวาการเมืองระอุฉุดศก.

รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไตรมาส 4/2565 จะได้รับการกระตุ้นจากเอเปคประมาณ 7,000 ล้านบาท ทั้งจากเงินจัดงานของรัฐ เงินใช้จ่ายต่างๆ เงินใช้จ่ายจากคณะผู้นำ 21 เขตเศรษฐกิจที่เดินทางเข้ามาร่วมประชุมในไทย หลังเอเปคได้ประโยชน์ชัดเจนคือนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น คาดดันให้เป้าปีนี้ถึง 10 ล้านคน และจากการประชาสัมพันธ์งานเอเปค และซอฟต์เพาเวอร์ไทย จะดึงดูดต่างชาติเที่ยวไทยจากนี้ ส่วนเศรษฐกิจในปี 2566 ยังมองว่ามีโอกาสชะลอตัว จากส่งออกขยายตัวในอัตราชะลอตัว ส่วนเศรษฐกิจในประเทศก็ยังทรงตัวเพราะยังรอการฟื้นตัวเต็มที่ของนักท่องเที่ยว

พร้อมทิ้งท้ายว่า การเมืองในประเทศที่จะระอุจากนี้จะมีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image