ลูกจ้างรายวัน ลุ้นคิวถัดไป ‘ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ’ ธุรกิจดักคอ ยึดสเต็ปไตรภาคี

ลูกจ้างรายวัน ลุ้นคิวถัดไป ‘ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ’ ธุรกิจดักคอ ยึดสเต็ปไตรภาคี

จุดพลุกันไปแล้วกับข่าวดีของรัฐบาล หลัง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง เผยถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติปรับอัตราเงินเดือนกลุ่มข้าราชการพลเรือนและเจ้าหน้าที่ของรัฐเพิ่ม 10% ภายใน 2 ปี หรือเริ่มปรับครั้งแรกเดือนพฤษภาคม 2567 รัฐบาลใช้งบประมาณราว 7,200 ล้านบาท โดยปรับให้คุณวุฒิระดับปริญญาตรีรับอัตราเงินเดือนที่ 18,000 บาท จากเดิม 15,000 บาท และปรับคุณวุฒิระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) รับอัตราเงินเดือนขั้นต่ำ 11,000 บาท จากเดิม 9,400 บาท ขณะที่การปรับครั้งที่ 2 ในเดือนพฤษภาคม 2568 จะใช้งบราว 8,800 ล้านบาท

ผลจากการปรับขึ้นเงินเดือนฝั่งข้าราชการก็สร้างความหวังให้กับภาคเอกชน ด้วยการส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำในปี 2567 รวมถึงได้ตั้งเป้าหมายปรับค่าแรงสูงถึง 400 บาททันที โดยไทม์ไลน์การดำเนินงานนั้น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จะเสนอเข้า ครม. วันที่ 12 ธันวาคม 2566 ภายหลังจากที่ได้หารือภายในกระทรวงแรงงานไปเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 และจะประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง(ไตรภาคี) ในวันที่ 8 ธันวาคม 2566 เพื่อนำข้อสรุปรายละเอียดเข้า ครม.

อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนับเป็นต้นทุนที่ภาคธุรกิจจะได้รับผลกระทบท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ดีนัก สะท้อนข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2566 ที่ 2.5% จากเดิมที่ 2.5-3% และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับจีดีพีปี 2566 ลงเหลือ 2.4% จากเดิมที่ 2.8% รวมถึงเศรษฐกิจปี 2567 ยังมีความเสี่ยง อาทิ ภาวะดอกเบี้ยทรงตัวระดับสูงถึง 2.5% แนวโน้มค่าไฟฟ้าปรับใหม่เดือนมกราคม 2567 อยู่ที่ราว 5 บาท และถ้ามีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้น ปัจจัยนี้อาจส่งผลหนักต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี)

⦁นายจ้างชี้ค่าแรง400บาททำยาก

Advertisement

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) เผยว่า หลังจากเจรจาในสภาที่ปรึกษาแรงงานแห่งชาติ เบื้องต้นได้มีการกำหนดเกณฑ์การปรับอัตราค่าจ้าง ในส่วนการคำนวณเชิงเทคนิคต้องใช้ตัวแปรหลากหลาย ซึ่งอัตราเงินเฟ้อเป็นหนึ่งตัวแปรที่ใช้ในการคำนวณอัตราค่าจ้างใหม่ โดยในที่ประชุมระบุว่าครั้งนี้จะใช้เงินเฟ้อเฉลี่ยปี 2566 ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ อยู่ที่ 1.6% มาคำนวณเท่านั้น ตามปกติการคำนวณต้องใช้ข้อมูลเงินเฟ้อเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี ดังนั้น ถ้าใช้เงินเฟ้อคำนวณแค่ปีเดียว ส่งผลให้การปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำอาจสูงไม่ถึง 5-6% และเป็นไปได้ยากที่จะปรับเพิ่ม 400 บาท ตามเป้าหมายรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม การคำนวณเชิงเทคนิคยังไม่มีความชัดเจน และยังไม่สามารถตกลงเรื่องสูตรการคำนวณอัตราแรงงานได้ ดังนั้น สภาอาจจัดให้มีเวทีให้นักวิชาการพูดคุยถึงการปรับอัตราแรงงานควรทำลักษณะใดและไม่ได้เป็นการโน้มน้าวให้รัฐบาลดำเนินการตาม เพราะถือเป็นการหาทางออกร่วมกันเท่านั้น

“สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ ถ้ามีการปรับค่าจ้างขึ้นที่ 10% คำนวณจากเฉลี่ยค่าแรงปัจจุบันที่ 353 บาท เพิ่มที่อัตรา 10% หรือคิดเป็นเงินวันละ35 บาท รวม 30 วัน นายจ้างจ่ายเงินเพิ่มเฉลี่ย 1,000 บาทต่อเดือน ถ้าบริษัทมีลูกจ้าง 200 คน ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 2-3 แสนบาท ในอัตรานี้ธุรกิจยังพอไปได้” นายธนิตกล่าว

⦁แรงงานต่างด้าวได้อานิสงส์

“การปรับขึ้นค่าแรงงานในภาคเอกชนมีผลต่อธุรกิจ หากมองภาพรวมการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นการปรับแบบยกฐานเงินเดือน และจะส่งผลกระทบกันเป็นทอดๆ เพราะถ้าแรงงานฐานขยับขึ้น เมื่อรวมเดือนรายเดือนมีรายรับรวมเฉลี่ยสูงเทียบเงินเดือนกลุ่มปริญญาตรี บริษัทต้องขยับฐานให้พนักงานทุกระดับสูงขึ้น เรื่องนี้นับเป็นต้นทุนธุรกิจท่ามกลางเศรษฐกิจยังอ่อนแอ การปรับขึ้นระดับรุนแรงยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน กลุ่มต่างด้าวจะได้ประโยชน์กว่าแรงงานไทย ในบางอุตสาหกรรมแรงงานไทยรับเงินเดือนสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำไปแล้ว ขณะที่กลุ่มแรงงานต่างด้าวจะได้ค่าแรงเพิ่มขึ้น แต่ไม่มีการใช้จ่ายในประเทศ เพราะส่วนใหญ่ส่งเงินกลับภูมิลำเนา” นายธนิตกล่าว

⦁เสี่ยงนายทุนหนีซบเพื่อนบ้าน

ด้าน นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) สะท้อนว่า ถ้ารัฐบาลมีการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำให้เป็นไปตามสเต็ปจะไม่มีผลต่อเศรษฐกิจ แต่ปรับขึ้นทันทีที่ 400 บาท กลัวธุรกิจรับไม่ไหว เพราะเศรษฐกิจกำลังอ่อนแอ ถ้ารัฐบาลมุ่งทำตามนโยบายหาเสียงผลตามมาจะยุ่งขึ้น เพราะธุรกิจเสี่ยงไม่ไปต่อมีมาก หรือต่อไปจะเกิดการเลิกจ้างพนักงาน ขณะเดียวกัน ภาพใหญ่เศรษฐกิจไทย หากแนวโน้มค่าแรงงานอยู่ระดับสูงมีผลต่อการตัดสินใจของนักธุรกิจเข้ามาลงทุนในไทย เพราะเมื่อเทียบกับประเทศแถบภูมิภาคเดียวกันที่มีต้นทุนการทำธุรกิจต่ำกว่าไทย นักลงทุนจะเลือกไปลงทุนในประเทศอื่นมากกว่า

“ดังนั้น รัฐบาลควรมีแผนรองรับต่อนโยบายนี้ด้วย เช่น การให้ความรู้เรื่องการบบริหารธุรกิจของผู้ประกอบการ การสนับสนุนเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การเพิ่มผลิตภาพและศักยภาพแรงงานไทยให้มีประสิทธิภาพเทียบกับแรงงานประเทศอื่นๆ เป็นต้น” นายเอกสิทธิ์กล่าว

⦁SMEลั่นภาระเพิ่มแบกไม่ไหว

สอดคล้องกับผู้ประกอบการรายย่อย นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ไม่เห็นด้วยกับการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ เพราะอยากให้กระบวนการการคิดอัตราค่าแรงขั้นต่ำผ่านไตรภาคี โดยการคิดค่าแรงต้องสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน สภาวะค่าครองชีพแต่ละพื้นที่ และเป็นตัวเลขที่ตกลงกันได้ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง หากขึ้นสูงเกินไป ผู้ประกอบการมีภาระต้นทุนสูง เพราะต้นทุนจากแรงงานคิดเป็น 30% ของต้นทุนธุรกิจ แต่ก็สนับสนุนให้ปรับขึ้น เพื่อให้ภาคแรงงานสามารถอยู่ได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ทิศทางอัตราค่าแรงขั้นต่ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศให้ค่าแรงขั้นต่ำปรับเพิ่มที่ 600 บาทภายใน 5 ปีนี้ จะส่งผลต่อเศรษฐกิจระดับประเทศ เพราะไทยจะเสียเปรียบเรื่องการลงทุน เนื่องจากการจ้างงานประเทศอื่นๆ มีอัตราต่ำกว่าไทย เช่น เวียดนาม นักลงทุนจะพิจารณาความคุ้มค่าและคุ้มทุนต่อต้นทุนที่จะมาทำธุรกิจด้วย

⦁หนุนดึงแรงงานนอกเข้าระบบ

นอกจากนี้ นายแสงชัยกล่าวถึงการขึ้นค่าแรงต้องยอมรับความเป็นจริงว่าส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน แต่สิ่งที่อยากให้รัฐบาลให้ความสนใจคือแรงงานนอกระบบ เพราะส่วนใหญ่แรงงานในระบบจะมีการดูแลโดยนายจ้างและมีปัญหาน้อย แต่สิ่งที่จะเป็นปัญหาต่อการจ้างงาน คือ การจ้างงานนอกระบบ โดยแรงงานนอกระบบในไทยมีราวๆ 20 ล้านคน ซึ่ง 58% เป็นแรงงานในภาคการเกษตร ประมง และปศุสัตว์ รองลงมาภาคการค้า และภาคการบริการ ซึ่งแรงงานนอกระบบเป็นกลุ่มที่มีผลิตภาพต่ำ และส่วนใหญ่ใช้แรงงานสูง

“ดังนั้น ถ้าจะทำให้แรงงานเข้ามาในระบบ รัฐบาลต้องมีมาตรการจูงใจ ทั้งกลุ่มผู้ประกอบการที่ยังใช้แรงงาน ต้องออกกฎหมาย หรือมาตรการที่เข้มงวด หรือมีมาตรการช่วยเหลือด้านต้นทุน เพื่อเป็นแรงจูงใจการเข้าระบบ และส่วนของแรงงานนอกระบบ ถ้าแรงงานได้เข้ามาอยู่ในระบบจะมีการพัฒนาฝีมือแรงงานผ่านการฝึกอาชีพและพัฒนาทักษะใหม่ๆ ยกระดับฝีมือ เพื่อรองรับการทำงานที่มีทักษะสูงในอนาคต” ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยกล่าว

แม้หลากมุมมอง แต่ “นายจ้าง” ก็เห็นพ้องให้ปรับขึ้น “ค่าแรงขั้นต่ำ” เพียงแต่ขอให้ราคาล้อไปกับเศรษฐกิจ ที่ต้องให้ธุรกิจรับความเสี่ยงได้ด้วย

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image