ส่อง 4 เดือน รบ.‘เศรษฐา’ โชว์เซลส์แมนประเทศ เอกชนขอแผน 2 กระตุ้น ศก.

ส่อง4เดือน รบ.‘เศรษฐา’ โชว์เซลส์แมนประเทศ เอกชนขอแผน2กระตุ้น ศก.

เวลา 4 เดือน หรือ 120 วัน นับจากเริ่มจัดตั้งรัฐบาลเมื่อเดือนกันยายน 2567 มี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำทัพเดินหน้าบริหารประเทศ

สแกนมาตรการเศรษฐกิจที่รัฐบาลชุดนี้ดำเนินการแล้ว เริ่มต้นจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เดือนกันยายน 2566 ประเดิมด้วย การเห็นชอบมาตรการพักหนี้เกษตรกร ที่ถือเป็นมาตรการชุดใหญ่แรกสุด ปัจจุบันมีเกษตรกรแจ้งความประสงค์เข้าร่วมทั้งหมด 1.6 ล้านราย ทำการพักชำระหนี้แล้ว 7 แสนราย

อย่างไรก็ดี นายเศรษฐาได้ต่อยอดนโยบายพักหนี้ เป็นมาตรการแก้หนี้ทั้งระบบ โดยแบ่งเป็นในระบบ อาทิ ลดดอกเบี้ยและค่าปรับกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ลดดอกเบี้ยหนี้บัตรเครดิต ยกหนี้สินเชื่อฉุกเฉินโควิด และกลุ่มหนี้นอกระบบ โดยกระทรวงมหาดไทยร่วมเป็นเจ้าภาพในการรับลงทะเบียน โดยเปิดลงทะเบียน 57 วัน มีประชาชนเข้าร่วม 1.35 แสนราย มูลหนี้ 633 ล้านบาท

⦁รวมผลงาน ศก.4เดือนรัฐบาลเศรษฐา

Advertisement

ส่วนอีกผลงานที่โดดเด่น คือ มาตรการบรรเทาค่าครองชีพ โดยเฉพาะการลดค่าไฟฟ้า และตรึงราคาน้ำมันดีเซลรวมไปถึงมาตรการรถไฟฟ้าสายสีแดงและสีม่วง 20 บาทตลอดสาย ซึ่งช่วยให้อัตราเงินเฟ้อของประเทศปี 2566 ลดลงไปอยู่ที่ 1.2% ต่อปี อยู่ในกรอบเป้าหมาย และยังลดลงจากปี 2565 ที่พุ่งขึ้นไปสูงถึง 6.1%

ผลงานอีกด้านที่ต้องกล่าวถึงคือ มาตรการฟรีวีซ่าชาวต่างชาติ อาทิ จีน อินเดีย คาซัคสถาน ที่ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวไม่มากก็น้อยโดยปี 2566 มีนักท่องเที่ยวจำนวน 28 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีเพียง 11.2 ล้านคน

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ยังคงต้องจับตา คือโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ที่ส่งสัญญาณว่าจะเลื่อนออกไปจากเดือนพฤษภาคม 2567 อีก และกระแสที่ว่าอาจจะทำไม่ได้ และยกเลิกโครงการทีเดียว โดยประเด็นว่าไทยวิกฤตหรือไม่วิกฤตยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ รวมถึงเรื่องกฎหมายมากมาย ไม่ว่าจะพระราชบัญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง คณะกรรมการกฤษฎีกา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งยังไม่รวมถึงขั้นตอนรัฐสภาที่ยังไม่เริ่มขึ้นเลย

ขณะเดียวกัน คราว ครม.สัญจรครั้งแรกของปี 2567 ที่ จ.ระนอง รัฐบาลมีความมุ่งมั่นในการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ อาจมีประโยชน์ต่อการค้าการลงทุน และผลักดันสู่การที่ไทยเป็นฮับการขนส่งได้ แต่ก็ทำได้ไม่ง่าย คนบางกลุ่มยังมีความเห็นแย้ง อาทิ คนในพื้นที่ ที่อาจเป็นผู้ได้รับผลกระทบ และมิติอื่นๆ ที่ยังต้องรอพิจารณาอีก นอกจากนี้ ยังมีนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ที่ต้องติดตามว่ารัฐบาลจะผลักดันได้มากแค่ไหน

⦁‘จุลพันธ์’เปิดใจดันงานรัฐบาล

มุมมอง การทำงานรัฐบาลครบ 4 เดือน หรือ 120 วันนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง จุลพันธ์ อมรวัฒน์ ได้เปิดใจ ถึงการเปลี่ยนบทบาทมาเป็นรัฐบาลครั้งแรกว่า ถือว่าดี ทำงานสนุก จากที่เคยเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบการทำงาน และให้ข้อเสนอแนะรัฐบาล

“ตอนเป็น ส.ส.ทำหน้าที่อภิปรายต่างๆ เรื่องหลักที่ผมดูแลก็เป็นด้านเศรษฐกิจอยู่แล้ว แต่ในขณะที่มีโอกาสเข้ามาทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นำแนวความคิดจากการทำงาน ส.ส. มาปรับใช้ร่วมกับกลไกการทำงานของรัฐบาลที่เข้ามาสนับสนุนในการแก้ไขปัญหาหลายๆ เรื่อง จึงเชื่อว่างานที่ได้รับมอบหมายมา ดำเนินการไปลุล่วงด้วยดี” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังกล่าว

สำหรับภารกิจที่ดำเนินการสำเร็จแล้วมีหลายเรื่อง ได้แก่ การปรับวิธีการจ่ายเงินเดือนของข้าราชการเป็นสองรอบ เพื่อช่วยในการบริหารจัดการเงิน และปัญหาหนี้สิน การเดินหน้าเรื่องการพักหนี้ให้แก่เกษตรกร หรือเรื่องการปลูกปั้นสร้างโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ที่ในวันนี้ก็คืบหน้า ตามที่รัฐบาลพอใจ หลายคนอาจจะมองว่ายังมีอุปสรรคอยู่ก็จริง แต่หากเทียบจากการเริ่มต้นจากศูนย์ ก็ถือว่ามาถึงจุดที่เตรียมเดินหน้าต่อไปได้ ก็เป็นที่น่าดีใจ

⦁พ้อเวลาคืออุปสรรคใหญ่

ส่วนอุปสรรคที่เจอในการทำงาน 120 วัน คือ เรื่องของระยะเวลา เนื่องจากปัญหาความเดือดร้อน หรือคำร้องเรียนจากประชาชน ทุกอย่างเป็นเรื่องสำคัญ และเร่งรีบ ดังนั้น เมื่อกระบวนการทำงานถูกกำหนดให้ต้องเร่งทำให้จบ อาทิ กรณีปัญหาการอนุมัติสิทธิกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ของนักศึกษาที่จังหวัดศรีสะเกษ ที่มีหลายฝ่ายกดดันให้แก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว ซึ่งรัฐบาลพยายามช่วยดูแล และให้นโยบาย กยศ.ในการเร่งแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด โดยสามารถแก้ได้ใน 1 สัปดาห์

“สำหรับคนที่เดือดร้อนนั้น จะรู้สึกว่าการแก้ไขปัญหาต่างๆ มันล่าช้า อย่างไรรัฐบาลจะพยายามทำให้สำเร็จลุล่วงให้เร็วที่สุด” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังกล่าว

ส่วนการทำงานในปี 2567 ช่วงครึ่งปีแรก มีภารกิจสำคัญ คือการเดินหน้าเรื่อง ยกร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2567 และปีงบ 2568 ที่ใช้เวลาดำเนินการนานพอสมควร กับการเดินหน้านโยบายหลักของรัฐบาล อาทิ มาตรการพักหนี้เกษตรกร ระยะที่ 2 และการแก้ไขปัญหาหนี้สินทั้งระบบ ซึ่งกระทรวงการคลังก็มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลืออย่างมาก โดยเฉพาะในส่วนของสถาบันการเงินของรัฐ การเดินหน้าโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เป็นภารกิจที่รัฐบาลต้องทำให้สำเร็จ

⦁ย้ำเดินหน้าต่อทุกภารกิจ

นอกจากนี้ ภารกิจปกติของกระทรวงการคลัง และสถาบันการเงินของรัฐในกำกับ เมื่อเป็นงานประจำตามหน้าที่ต้องได้รับการยกระดับ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน อาทิ กรมสรรพากร ต้องยกระดับให้ทุกที่ทำงานเรื่องภาษี ทั้งการยื่นแบบ การจ่ายภาษี การคืนภาษี จะต้องให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับความสะดวก ง่าย ไม่เป็นภาระ และมีความแม่นยำ ตรวจสอบได้

ขณะที่กรมศุลกากร นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ดำเนินการยกระดับเรื่อง ระบบ National Single Window : NSW หรือระบบเทคโนโลยีการเชื่อมข้อมูลหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจ เพื่ออำนวยความสะดวกผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกให้ทำธุรกิจง่ายมากขึ้น รวมทั้งเรื่องการปรับเปลี่ยนกลไกในการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ ด้วยเทคโนโลยีในการเอกซเรย์ ตั้งเป้าว่าในอนาคตจะสามารถเอกซเรย์ได้ทุกตู้โดยไม่กระทบการทำงานของภาคธุรกิจ

นอกจากนี้ เรื่องของการเกษตร โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ถือเป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมให้การอบรมให้ความรู้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการเงิน แต่รวมถึงเรื่องการเกษตร เช่น การนำเทคโนโลยีบล็อกเชน เข้ามาร่วมกับการทำการเกษตร

“ขณะนี้มีโมเดลที่น่าสนใจ คือ การยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟครบวงจร ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ คือ การปลูก จนถึงปลายน้ำ คือ การแปรรูป และการขายสินค้า ซึ่งจะช่วยผลักดันกาแฟไทยมีชื่อเสียงระบบโลก รวมทั้งการสร้างสหกรณ์ชุมชน และการแบ่งกำไรให้แก่เกษตรกร และในอนาคตมีเป้าหมายในการนำโมเดลนี้ขยายไปยังอุตสาหกรรมพืชชนิดอื่นๆ ต่อไป” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังทิ้งท้าย

⦁รีเทิร์นสู่ประชาธิปไตยแท้จริง

ขณะที่ฟากเอกชนมีความเห็นเกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาลใน 120 วันเช่นกัน โดยรองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) ธนิต โสรัตน์ ระบุว่า หลังจากผ่านไปกว่า 4 เดือน ผลงานรัฐบาลที่เห็นคือ ประเทศไทยได้รัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตยเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี ถึงแม้ว่ารัฐบาลก่อนหน้าจะมีการเลือกตั้งก็จริง แต่ต้องยอมรับว่ายังเป็นรัฐบาลที่มีภาพของการเป็นทหารอยู่ และในเดือนพฤษภาคม 2567 จะมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชุดใหม่ ทำให้ระบบการขับเคลื่อนของประเทศ ได้ไปสู่ครรลองตามประชาธิปไตยที่เป็นที่ยอมรับ

เรื่องต่อมา คือ นายเศรษฐาเป็นบุคคลที่มาจากภาคเอกชน ถึงแม้ว่าจะมีกระแสว่านายเศรษฐาอาจเป็นเพียงนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด แต่ต้องยอมรับว่านายเศรษฐามีตัวตนของตัวเองที่ชัดเจนว่าเป็นอดีตนักธุรกิจ ในระดับผู้บริหารสูงสุด หรือซีอีโอ ผู้ก่อตั้งบริษัท แสนสิริ จำกัด เป็นผู้ทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของประเทศ ดังนั้น จึงไม่ใช่ว่าจะมีใครไปครอบงำตัวตนได้ง่าย และภาพลักษณ์ จากการเป็นเอกชนที่น่าจะได้รับปัญหาเศรษฐกิจ ทำงานไวและการที่สร้างบทบาทเป็นเซลส์แมนของประเทศไทย ถือเป็นพรีเซ็นเตอร์ของประเทศ ที่ในการทำงานของรัฐบาลไม่มีมานานแล้ว

โดยอดีตนายกรัฐมนตรีที่โดดเด่นเรื่องการเป็นพรีเซ็นเตอร์ เช่น นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ทำหน้าที่ได้ดี

⦁พรีเซ็นเตอร์เศรษฐา ไทยหลุดมุมมืด

รองประธานอีคอนไทยระบุถึงภาพลักษณ์อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นทหารฝังแน่นในตัวตน และยังเป็นรัฐบาลที่เริ่มต้นจากการทำรัฐประหาร จึงยังคงไม่ใช่พรีเซ็นเตอร์ เพราะฉะนั้น นับจากยุคของนายอภิสิทธิ์มา ประเทศได้ขาดพรีเซ็นเตอร์มาเป็นเวลามากกว่า 14-15 ปีแล้ว

ขณะที่นายเศรษฐานั้น มีความโดดเด่น เป็นพรีเซ็นเตอร์จากภาพลักษณ์ของตนเอง ไม่ว่าจะด้านธุรกิจ มีความสามารถด้านภาษา สื่อสารต่างชาติได้ดี และมีบุคลิกการเป็นเซลส์แมน พยายามเอาของดีในประเทศไปค้าขาย ขยันเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นข้อดีเพราะไทยเราอยู่ในมุมมืดมานาน พอมีพรีเซ็นเตอร์ ก็ทำให้ต่างชาติรับรู้ว่าไทยเราพร้อมแล้ว ในการค้ากับลงทุน

นอกจากนี้ นายเศรษฐายังมีความคิดริเริ่มใหม่ๆ อาทิ แนวคิดการทำดิจิทัลวอลเล็ต ที่แม้ว่าถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ส่วนโครงการจะออกมาได้หรือไม่นั้น หรือใครจะออกมาติติงว่าอย่างไรนั้น มันเป็นคนละเรื่องกัน แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าเป็นคนที่กล้าคิดอะไรใหม่ๆ รวมทั้งเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ก็เช่นกัน อย่างน้อยก็แสดงให้ต่างชาติรับรู้ว่าไทยเตรียมความพร้อมเปิดรับการลงทุนระดับโลก

ส่วนอีกเรื่องที่สนับสนุน คือมาตรการฟรีวีซ่าชาวต่างชาติ อาทิ จีน คาซัคสถาน อินเดีย รัสเซีย และกำลังต่อยอดไปยังกลุ่มเชงเก้น หรือประเทศจากสหภาพยุโรป ที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาอยู่ ซึ่งจะช่วยเรื่องการท่องเที่ยว เพราะกลุ่มชาวยุโรปก็เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง

⦁แนะแผน2กระตุ้นเศรษฐกิจ

รองประธานอีคอนไทยชี้ว่า โครงการดิจิทัลวอลเล็ต ก็เป็นเหมือนดาบสองคม แนวคิดอาจจะดี แต่พอนายเศรษฐามุ่งมั่นเกินไป แต่หากมองดูแล้วดิจิทัล วอลเล็ตมันไปต่อไม่ได้จริงๆ ก็ควรมีการคิดแผนสำรอง โครงการใหม่ๆ ขึ้นมาแทน เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นดิจิทัลวอลเล็ตก็ได้ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นรัฐบาลทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเลย โดยที่อาจจะไม่มีดิจิทัลวอลเล็ต

ดังนั้น เวลานี้จึงมองไม่เห็นว่ารัฐบาลจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร เพราะมุ่งแต่ดิจิทัลวอลเล็ต ขณะที่โครงการอีซี่ อี-รีซีท มองว่ายังไม่เพียงพอในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนมาตรการที่ออกมาแล้วก็หยุมหยิม อาทิ ลดค่าไฟฟ้า ตรึงราคาน้ำมันดีเซล ช่วยบรรเทาค่าครองชีพและลดเงินเฟ้อต่ำลง

ส่วนเรื่องดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.5% คิดว่าคงไม่มีการปรับขึ้นแล้ว ซึ่งรัฐบาลพยายามกดดันให้พิจารณาปรับลด ทั้งนี้ สิ่งที่ไม่ควรทำคือการแทรกแซงการทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มีฐานะเป็นกลาง รวมถึงไม่เห็นด้วยกับการแทรกแซงเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการไตรภาคีมากกว่า

⦁ลุ้นแบงก์ชาติ-สภาพัฒน์แจงจีดีพี

นายธนิตกล่าวว่า นอกจากนี้ เรื่องของตัวเลขทางเศรษฐกิจ ที่ล่าสุดสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้คาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ไทย ปี 2566 ที่ 1.8% ต่อปี ซึ่งก็ถือว่าต่ำกว่าหน่วยงานเศรษฐกิจของรัฐ อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และภาคเอกชน อาทิ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ที่คาดการณ์กันในช่วง 2-2.5% ทั้งๆ ที่ปกติ สศค.จะคาดการณ์สูงกว่า ทำให้ถูกมองว่าได้รับแรงกดดันจากรัฐบาล จึงทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง

นายธนิตประเมินว่า รัฐบาลมุ่งมั่นกับดิจิทัลวอลเล็ตมากไป และอยู่กับคำถามที่ว่าประเทศไทยวิกฤตหรือไม่วิกฤต ทำให้ตัวเลขที่ สศค.แถลงออกมาในครั้งนี้เป็นที่น่าจับตามอง รัฐบาลไปทำให้มันเพี้ยน หรือกดดันจากการเมืองหรือไม่ ซึ่งผลที่ได้คือความน่าเชื่อของหน่วยงานจะลดลงไปด้วย จึงไม่อยากให้เกิดเรื่องของการเมืองเข้ามาแทรกแซง

“คงต้องรอดู ธนาคารแห่งประเทศไทยกับสภาพัฒน์ ที่เป็นหน่วยงานรัฐ น่าจะได้รับข้อมูลชุดเดียวกัน ว่าจะแถลงตัวเลขออกมาอย่างไร” รองประธานอีคอนไทยระบุ พร้อมทิ้งท้ายว่า กระทรวงการคลังควรออกมาชี้แจงให้ชัดเจนว่าตัวเลขจีดีพี 1.8% นั้นมีที่มาอย่างไร ไม่เช่นนั้นต่อไปคนเขาจะไม่เชื่อถือกัน

น่าติดตามว่ารัฐบาล “เศรษฐา” จะพลิกเกมเศรษฐกิจนี้อย่างไร

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image