ช่วงหลายวันที่ผ่านมา การแจ้งเตือนจากเพจดังให้คนกรุงเทพฯและปริมณฑลเตรียมรับมือฝนตกหนักล่วงหน้า 120 ชั่วโมง อาจทำให้หลายคนคิดว่าเป็นเพียงอีกหนึ่งรอบของฤดูฝนที่เมืองหลวงต้องเผชิญ สอดคล้องกับกรมอุตุนิยมวิทยาที่ออกประกาศเตือนล่วงหน้าว่า ช่วงวันที่ 23-27 กันยายน 2569 ประเทศไทย รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก พร้อมขอให้เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก
แต่เมื่อฝนระลอกนี้ตกลงมาจริง กลับสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างและรวดเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด หลายพื้นที่รับน้ำไม่ทัน น้ำเอ่อท่วมถนนและไหลเข้าสู่ชุมชนอย่างรวดเร็ว ขณะที่บางพื้นที่ซึ่งที่ผ่านมาอาจไม่ได้เผชิญน้ำท่วมรุนแรงเหมือนมหาอุทกภัยปี 2554 กลับต้องรับมือกับระดับน้ำที่เพิ่มขึ้น เผชิญน้ำท่วมขัง จนการเดินทางและการใช้ชีวิตประจำวันหยุดชะงัก
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้กระทบเพียงชีวิตของประชาชน แต่ยังลุกลามไปถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่การเดินทาง การค้าขาย ร้านอาหารและธุรกิจบริการ ไปจนถึงระบบขนส่งและอุตสาหกรรมการบิน สะท้อนว่าน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ได้สร้างเพียงความเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน แต่ยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศในวงกว้าง
⦁ชุมชนยังอ่วมแม้น้ำจะลด
แม้ว่าสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯและปริมณฑลในขณะนี้เริ่มมีสัญญาณคลี่คลาย หลายพื้นที่ระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง ถนนสายหลักกลับมาใช้การได้ ขณะที่ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า และพื้นที่เศรษฐกิจหลายแห่งทยอยกลับมาเปิดให้บริการ ประชาชนเริ่มออกมาเดินทางและกลับมาใช้ชีวิตประจำวันตามปกติมากขึ้น หลังต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วมและการเดินทางติดขัดในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของกรุงเทพฯยังมีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะชุมชนและซอยที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งการระบายน้ำทำได้ช้ากว่าถนนสายหลัก ข้อมูลของกรุงเทพมหานครยังพบพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังในฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ทั้งเขตสายไหม คลองสามวา หนองจอก และลาดกระบัง รวมถึงพื้นที่ตามแนวคลองที่ยังมีระดับน้ำสูงทำให้ประชาชนบางส่วนยังต้องพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังและรอการระบาย
จากการลงพื้นที่สำรวจ นอกจากชุมชน/แฟลตการเคหะคลองจั่น เขตบางกะปิ เคหะชุมชนร่มเกล้า เขตลาดกระบัง ที่ได้รับผลกระทบหนัก และมีรายงานน้ำท่วมสูงและการเดินทางเข้าออกลำบากแล้วนั้น หนึ่งในพื้นที่ที่ยังได้รับผลกระทบคือ ชุมชนออเงิน เขตสายไหม ซึ่งแม้ระดับน้ำในบางจุดจะเริ่มลดลง แต่พื้นที่ชุมชนและซอยที่อยู่ต่ำยังมีน้ำท่วมขังและประชาชนยังต้องการความช่วยเหลือ ทั้งเรื่องอาหาร น้ำดื่ม การแพทย์ ที่เข้าไม่ถึง และการเดินทางออกจากพื้นที่ที่ลำบาก ขณะเดียวกันเมื่อระดับน้ำเริ่มลดลง ปัญหาใหม่ที่ตามมาคือขยะ เศษวัสดุ และสิ่งของที่ได้รับความเสียหายจากน้ำ ซึ่งต้องเร่งเคลียร์ออกจากชุมชนเพื่อป้องกันปัญหาสุขอนามัยและน้ำเน่าเสีย
ต่อมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทานได้สนับสนุนการระบายน้ำในพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง โดยติดตั้งและเดินเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม เพื่อเร่งผลักดันน้ำออกจากพื้นที่ ขณะเดียวกันหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯยังลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน ทั้งการแจกจ่ายถุงยังชีพ อาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น รวมถึงสนับสนุนการดูแลสัตว์เลี้ยงและสัตว์ในพื้นที่ประสบภัย
ขณะที่ชุมชนที่เจอน้ำท่วมหนักอย่าง แฟลตคลองจั่น แฟลตร่มเกล้า กรุงเทพมหานครได้ประสานนำเครื่องสูบน้ำไทยประดิษฐ์ หรือท่อซิ่ง มาสูบน้ำกู้วิกฤตสำเร็จ
ทั้งนี้ หลังระดับน้ำลดลง ทุกหน่วยงานไม่ว่าจะกรุงเทพมหานคร รวมถึงหน่วยงานรัฐบาล การฟื้นฟูพื้นที่จึงกลายเป็นภารกิจสำคัญควบคู่กับการระบายน้ำ ทั้งการเก็บขยะ ล้างทำความสะอาดถนนและชุมชน ตรวจสอบระบบไฟฟ้าและสาธารณูปโภค รวมถึงดูแลคุณภาพน้ำและสุขอนามัยของประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลาหลายวัน ซึ่งอาจมีคราบโคลน กลิ่นเหม็น และสิ่งปฏิกูลตกค้างได้
⦁วิกฤตท่วมสะเทือนการบินไทย
หากพูดถึงอุตสาหกรรมด้านเศรษฐกิจ ‘การบิน’ ถือเป็นหนึ่งอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกหนักและน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลครั้งนี้อย่างมากที่สุด
แม้ไม่ได้ทำให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองต้องปิดให้บริการ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งรับ กลับส่งผลทำให้กระทบต่อระบบปฏิบัติการภาคพื้นของสายการบิน โดยเฉพาะการบินไทย เมื่อพนักงานบางส่วนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและไม่สามารถเดินทางเข้ามาปฏิบัติงานได้ตามปกติ ทำให้กำลังคนในส่วนของงานบริหารภาคพื้นไม่เพียงพอกับปริมาณเที่ยวบินที่ต้องให้บริการ และปัญหาเริ่มขยายตัวจากการเดินทางของพนักงานไปสู่กระบวนการจัดการสัมภาระของผู้โดยสารและเที่ยวบิน
ผลกระทบที่เห็นชัดคือการขนถ่ายสัมภาระทำได้ล่าช้า จนเกิดสัมภาระตกค้างจำนวนมาก โดยช่วงวันที่ 26-29 กันยายน 2569 มีรายงานสัมภาระตกค้างของการบินไทยมากกว่า 10,000 ใบ ขณะที่ปัญหาดังกล่าวยังส่งผลต่อการปฏิบัติการของเที่ยวบิน ทำให้เกิดความล่าช้าและจำเป็นต้องปรับลดเที่ยวบินบางส่วน เพื่อให้สอดคล้องกับขีดความสามารถในการให้บริการภาคพื้นและจำนวนบุคลากรที่มีอยู่ในขณะนั้น
ช่วงที่เกิดเหตุการณ์แรกๆ ชาย เอี่ยมศิริ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาแถลงข่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมขออภัยผู้โดยสาร และจะแก้ไขปัญหาเรื่องดังกล่าวให้คลี่คลายให้เร็วที่สุด
แต่เมื่อสถานการณ์ขยายวง กระทรวงคมนาคมจึงเข้ามาเร่งติดตามและประสานการแก้ไข โดย พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อติดตามปัญหาสัมภาระตกค้างและการให้บริการของการบินไทย พร้อมสั่งบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการบินไทย บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. และหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อเพิ่มกำลังสนับสนุนในการเร่งระบายสัมภาระ โดยมีกำลังทหารเข้าช่วยงานด้านการขนย้ายและลำเลียง ขณะที่งานคัดแยกยังจำเป็นต้องใช้บุคลากรของการบินไทยซึ่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
แต่ที่ยากคือ การแก้ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสัมภาระของผู้โดยสาร เพราะข้อจำกัดของกำลังคนและการปฏิบัติงานภาคพื้นยังส่งผลต่อ Cargo หรือสินค้าทางอากาศที่ผ่านสุวรรณภูมิด้วย เมื่อกระบวนการขนถ่ายและระบายสินค้าไม่สามารถทำได้เต็มประสิทธิภาพ จึงเกิดความเสี่ยงที่สินค้าจะสะสมในระบบ ดังนั้น กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเพิ่มพื้นที่รองรับ ระดมกำลังคนและอุปกรณ์ พร้อมเร่งบริหารจัดการสินค้าไม่ให้ปัญหาขยายไปกระทบต่อห่วงโซ่การขนส่งและธุรกิจที่พึ่งพาการขนส่งทางอากาศ
ในช่วงเดียวกัน การบินไทยได้ปรับแผนการบินให้สอดคล้องกับศักยภาพในการปฏิบัติงาน โดยมีการลดเที่ยวบินบางส่วนในวันที่ 1 และ 2 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อให้สามารถบริหารจัดการเที่ยวบินที่เหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามจำนวนสัมภาระตกค้างและการคืนกระเป๋าให้ผู้โดยสารอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางกระทรวงคมนาคมกำชับกับการบินไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ติดตามสถานการณ์ทั้งเที่ยวบิน สัมภาระ และ Cargo อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ระบบกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
ล่าสุด การบินไทยได้กลับมาให้บริการเที่ยวบินตามปกติเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังสถานการณ์ด้านการปฏิบัติการเริ่มคลี่คลาย ขณะที่การเร่งเคลียร์สัมภาระและสินค้าตกค้างยังเป็นภารกิจสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
แต่อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้นำไปสู่คำถามเกี่ยวกับระบบบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินของการบินไทย ทั้งการบริหารกำลังคน การพึ่งพาผู้ให้บริการภาคพื้น แผนสำรองกรณีพนักงานไม่สามารถเดินทางมาทำงาน และการประสานงานระหว่างสายการบินกับสนามบิน ส่งผลให้ในวันที่ 2 ตุลาคม 2569 คณะกรรมการการบินไทยมีมติให้ นายชาย เอี่ยมศิริ พักงานจากการปฏิบัติหน้าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และแต่งตั้ง สัมฤทธิ์ สำเนียง อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการเงินและการบัญชี บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เข้ารับหน้าที่รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น
⦁ท่วมโรงงาน55จว.สูญ147ล้าน
ศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤต กระทรวงอุตสาหกรรม (ศูนย์ CMC) ณ วันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา พบสถานประกอบการได้รับผลกระทบในพื้นที่ 55 จังหวัด รวม 4,216 ราย ประกอบด้วย โรงงานอุตสาหกรรม 126 ราย ผู้ประกอบการ SMEs 4,006 ราย วิสาหกิจชุมชน 82 ราย และเหมืองแร่ 2 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นรวม 147.84 ล้านบาท จังหวัดที่มีสถานประกอบการได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 1,114 ราย สมุทรปราการ 499 ราย ปราจีนบุรี 405 ราย ระยอง 272 ราย และปทุมธานี 232 ราย ขณะที่จังหวัดที่มีมูลค่าความเสียหายสูงสุด ได้แก่ สระแก้ว 58.17 ล้านบาท นครปฐม 16.65 ล้านบาท สมุทรปราการ 14.34 ล้านบาท ปทุมธานี 14.15 ล้านบาท และจันทบุรี 9.58 ล้านบาท
จากการสำรวจส่วนใหญ่ 95% ผู้ประกอบการต้องการความช่วยเหลือด้านการเงิน ประมาณ 5% ต้องการความช่วยเหลือที่มิใช่การเงิน
⦁พยากรณ์ศก.เสียหายสูงสุด1.7หมื่นล.
ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของกิจกรรมทางการค้าและบริการ ปัญหาการเดินทางและการหยุดชะงักของธุรกิจในช่วงสั้นๆ ส่งผลต่อทั้งการบริโภค การค้าปลีก ร้านอาหาร การเดินทาง และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SMEs)
ทางศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินสถานการณ์อุทกภัยระหว่างวันที่ 25-29 กันยายน 2569 ที่ผ่านมาครอบคลุมกรุงเทพฯ และ 26 จังหวัด พบว่า กรณีฐานมีผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.066% ของจีดีพีทั้งปี ขณะที่กรอบความเสียหายคาดว่าอยู่ที่ 5,896-20,635 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและระยะเวลาที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องหยุดหรือชะลอตัว
เมื่อแยกตามพื้นที่ กรุงเทพฯเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบสูงสุดประมาณ 7,014 ล้านบาท หรือ 57% ของความเสียหายทั้งหมด เนื่องจากเป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งการค้า การบริการ การเดินทาง และการจ้างงาน ขณะที่ภาคตะวันออกได้รับผลกระทบราว 2,976ล้านบาท โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีประมาณ 2,101 ล้านบาท ส่วน 4 จังหวัดปริมณฑล ได้แก่ สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี และนครปฐม มีผลกระทบรวมประมาณ 1,839 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงที่เกิดน้ำท่วม ไม่ได้หมายถึงมูลค่าทรัพย์สินที่เสียหายทั้งหมด โดยยังไม่รวมความเสียหายต่อบ้านเรือน รถยนต์ สินค้าคงคลัง เครื่องจักร อุปกรณ์ และผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งต้องมีการสำรวจและประเมินภายหลังสถานการณ์คลี่คลาย
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองผลกระทบในระยะแรกว่าเป็นการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจชั่วคราว หรือ Temporary Disruption เนื่องจากสถานการณ์เกิดขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว ทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนมีเวลาเตรียมรับมือจำกัด ประกอบกับอุปสรรคด้านการเดินทาง ทำให้กิจกรรมบางส่วนต้องหยุดหรือชะลอลง ขณะที่ภาคเอกชนบางส่วนปรับรูปแบบการทำงานเป็น Work From Home เพื่อให้การดำเนินงานสามารถเดินหน้าต่อได้
กลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบในกรุงเทพฯและปริมณฑลจึงกระจายตั้งแต่ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ การเดินทาง ไปจนถึง SMEs โดยเฉพาะกิจการที่ต้องอาศัยการเดินทางของผู้บริโภคและการให้บริการ ณ สถานที่ รวมถึงแรงงานรายวันที่อาจสูญเสียรายได้ในช่วงที่ไม่สามารถเดินทางหรือประกอบอาชีพได้ตามปกติ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในกรอบเวลาประมาณ 3-7 วัน โดยพิจารณาจากค่าเสียโอกาสของภาคธุรกิจและแรงงาน ทั้งการปิดให้บริการชั่วคราวของร้านอาหารและศูนย์การค้า การจัดส่งสินค้าและอาหาร การเดินทางและท่องเที่ยว ตลอดจนบริการด้านสุขภาพและการเงิน เบื้องต้นประเมินผลกระทบสุทธิต่อเศรษฐกิจประมาณ 7,000-17,000 ล้านบาท หรือ 0.03-0.11% ของจีดีพี
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบบางส่วนอาจได้รับการชดเชยหลังสถานการณ์คลี่คลาย เพราะกิจกรรมบางประเภทเป็นเพียงการเลื่อนการใช้จ่ายออกไป เช่น การรับประทานอาหาร การซื้อสินค้า หรือการใช้บริการบางอย่าง ขณะที่สินค้าจำเป็นอย่างอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภค อาจมีการเร่งซื้อในช่วงก่อนหรือระหว่างเกิดเหตุ ซึ่งช่วยลดผลกระทบสุทธิลงได้บางส่วน
อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือระยะเวลาของน้ำท่วม หากสามารถคลี่คลายได้ภายในกรอบไม่กี่วัน ผลกระทบส่วนใหญ่จะยังอยู่ในลักษณะชั่วคราว แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือขยายวงไปกระทบโรงงาน นิคมอุตสาหกรรม ระบบขนส่ง หรือห่วงโซ่อุปทาน ผลกระทบอาจขยายจากภาคบริการและการบริโภคไปสู่ภาคการผลิต และทำให้ต้นทุนทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อน้ำลดลงแล้ว ผลกระทบทางเศรษฐกิจไม่ได้สิ้นสุดลงทันที เพราะครัวเรือนและภาคธุรกิจยังต้องมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและฟื้นฟู ทั้งที่อยู่อาศัย รถยนต์ เครื่องจักร และอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งอาจทำให้การใช้จ่ายด้านอื่นชะลอลง โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนและธุรกิจที่มีเงินออมจำกัดหรือมีภาระหนี้สูง
ท้ายที่สุด น้ำท่วมครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นต้นทุนทางเศรษฐกิจจากภัยพิบัติใน 2 ระยะ ทั้งกิจกรรมที่หยุดชะงักในช่วงเกิดเหตุ และค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วที่มีแนวโน้มเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น จะเป็นโจทย์ที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น ทั้งการบริหารจัดการน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน ระบบเตือนภัย ตลอดจนการวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถกลับมาดำเนินต่อได้เร็วเมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกัน
น้ำท่วมฉับพลันครั้งนี้ ไม่ใช่แค่สัญญาณเตือน แต่เป็นบทเรียนใหญ่ครั้งสำคัญ
กระตุ้นทุกฝ่ายเลิกประมาทและเริ่มวางแผนรับมือให้พร้อมมากกว่านี้!!



