‘วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ’ ปลัดดีอีเอสคนใหม่ ตั้ง 6 เดือน ทรานฟอร์มระบบรัฐสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ

‘วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ’ ปลัดดีอีเอสคนใหม่ พร้อมลุยงาน ตั้ง 6 เดือน ทรานฟอร์มระบบรัฐสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอีเอส เปิดเผยทิศทางนโยบายกระทรวงดีอีเอสปี 2566 ว่าในฐานะปลัดดีอีเอสคนที่ 4 อยากดำเนินการให้กระทรวงดีอีเอสวางเป้าหมายการทำงานในเชิงรุก เพื่อทรานฟอร์เมชั่นรัฐบาลไปสู่ดิจิทัล หรือที่เรียกว่าการทำ e-Government หรือรัฐบาลดิจิทัล โดยปัจจุบันมีกระทรวง 3 แห่ง ที่เป็นระบบลดการใช้กระดาษ (เปเปอร์เลส) ได้แก่ กระทรวงดีอีเอส กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงยุติธรรม อย่างไรก็ตาม ตั้งเป้าภายใน 6 เดือนต่อจากนี้ จะเร่งพยายามผลักดันให้อีก 17 กระทรวงที่เหลืออยู่ได้ปรับเปลี่ยนระบบการทำงานไปสู่เปเปอร์เลสให้ได้เกินครึ่ง

นายวิศิษฏ์กล่าวว่า สำหรับแนวทางการทำงานนั้น มองว่าการขับเคลื่อนโลกดิจิทัลจะมุ่งในบริการดิจิทัล (ดิจิทัล เซอร์วิส) ต้องมีแนวทางการขับเคลื่อน 3 ประเด็นสำคัญ 1.มีระบบปลอดภัยและเชื่อถือได้ (Safe & Secure) เพราะความปลอดภัยคือปัจจัยสำคัญในโลกดิจิทัล 2.ลดช่องว่างการเข้าถึงดิจิทัล และ 3.ดิจิทัลต้องเป็นเรื่องที่ไร้พรมแดนอย่างแท้จริง คนในเมืองและชนบทต้องไม่มีข้อแม้ในการถึงบริการ นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาสแกมมิ่ง แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งนี้ถือเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างแรกและต้องทำให้สำเร็จ ต้องทำให้ปัญหาการหลอกลวงในโลกออนไลน์นี้ลดน้อยลง

“เราได้ทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) สํานักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) ร่วมกันเร่งสร้างรัฐบาลดิจิทัลอย่างปลอดภัยในทุกหน่วยงานราชการ ซึ่งเริ่มที่การลดใช้กระดาษ ซึ่งปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงใช้เงินไม่แพง เนื่องจากมีผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจำนวนมากมาช่วย ใน 6 เดือน เราจะเห็นหน่วยงานราชการเริ่มเปลี่ยนไป เราได้เคลียร์กับสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินและองค์กรอื่นๆ แล้ว เพราะก่อนหน้านี้เกิดความไม่เข้าใจกันในการตรวจสอบเอกสารของแต่ละหน่วยงาน” นายวิศิษฏ์กล่าว

ขณะเดียวกัน แนวทางสร้างความปลอดภัยเรื่องการหลอกลวงเกิดขึ้นในไทยและอาจจะไม่ได้เกิดในไทย การป้องกันหลายด้านเพื่อตรวจสอบ การหลอกลวงผ่านฟิชชิ่ง มีการสร้างโปรแกรมแสดงตัวตน ซึ่งจะมีการพัฒนาระบบเชื่อมกับธนาคารแห่งประเทศไทย มีการสร้างแพลตฟอร์มกลางป้องกันบัญชีม้าการทำธุรกรรมกลางระหว่างธนาคาร โดยจะมีการยกระดับไปสู่การแจ้งเตือนไปในแอพพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 40 ล้านคน

Advertisement

“เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราต้องทำ Do or Die เราจะหาแพลตฟอร์มกลางจับบัญชีม้า เพื่อเพิ่มอำนาจทางกฎหมายให้โลกมีการดูระบบการซื้อขายออนไลน์มาร์เก็ตเพลสที่ดีมีการช่วยยืนยันตัวตน ซึ่งกระทรวงดีอีเอสอาจจะเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการอนุญาโตตุลาการ ในการเพิ่มอำนาจการแก้ไขปัญหาผ่านอำนาจทางกฎหมายที่มากขึ้น” นายวิศิษฏ์กล่าว

นายวิศิษฏ์กล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงได้นำเทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยในการตรวจจับ โดยเฉพาะเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพื่อเก็บข้อมูลที่อยู่บนโซเชียลมีเดีย ซึ่งทำให้รู้ได้ว่ามีเว็บอะไรบ้าง หากตั้งอยู่ในประเทศไทยสามารถประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในการหาพื้นที่ตั้งและติดตามตัวคนร้าย และขออำนาจศาลสั่งปิดกั้นเว็บไซต์พนันออนไลน์เหล่านี้ได้ทันที ถ้าเป็นเว็บไซต์ต่างประเทศ เช่น ประเทศเพื่อนบ้านจะเร่งขอศาลมีคำสั่งปิดกั้น และให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจประสานกับประเทศนั้นๆ เพื่อติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

สำหรับด้านการเข้าถึงดิจิทัล เซอร์วิส ต้องดูที่ความสมเหตุสมผลว่าราคาควรอยู่ในจุดที่ควบคุมได้ให้มีราคาการให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ผ่านโครงการเน็ตประชารัฐขยายให้มีผู้บริการที่เป็นเซอร์วิส โพรวายเดอร์เป็นธรรมมากขึ้น ซึ่งประเด็นนี้จะพยายามคุยกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่ง หรือ กสทช. อย่างใกล้ชิด

“พร้อมกับต้องผลักดันให้ดิจิทัลคือไร้พรมแดนอย่างแท้จริงผ่านการเชื่อมต่อที่ไม่มีความต่างศักดิ์ หมายถึงคนในเมืองและคนในต่างชนบทต้องไม่มีอุปสรรคในการเข้าถึง โดยจะมุ่งไปที่ระบบบริการดิจิทัลด้านสาธารณสุข และระบบการศึกษา พร้อมกันนี้ยังจะต้องให้ความสำคัญกับนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนเร็วมาก ซึ่งเมตาเวิร์สซึ่งมีการพัฒนาตัวเอง อย่าให้กระทรวงดีอีเอสตกขบวน ซึ่งจะต้องมีการนำองค์ความรู้มาประกอบกัน” นายวิศิษฏ์กล่าว

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image