หน้าแรก การเมือง ครม.ไฟเขียว 7...

ครม.ไฟเขียว 7 มาตรการ กระตุ้นอสังหาฯ ลดค่าโอนเหลือ 0.01% ลดหย่อนภาษีคนสร้างบ้าน

9.04.24 | 17:26 น.

ครม.ไฟเขียว 7 มาตรการกระตุ้นอสังหา ลดค่าโอน-จำนอง ให้ที่อยู่อาศัยไม่เกิน 7 ล้านบาท พร้อมเติมสินเชื่อ 5 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 9 เมษายน นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ และการเตรียมการเพื่อรองรับการดำเนินการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเมืองแห่งอุตสาหกรรมระดับโลก (Thailand Vision) เพื่อสนับสนุนการมีที่อยู่อาศัยของประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจ ที่เกี่ยวเนื่องกับภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยที่ผ่านมาในไตรมาส 4 ปี 2567 การบริโภคภาคอสังหาฯ ได้หดตัวไปถึง 8%

สำหรับรายละเอียดมาตรการ ดังนี้ 1.การปรับปรุงมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย ปี 2567 ซึ่งลดค่าจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์จาก 2% เหลือ 0.01% และลดค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ จาก 1% เหลือ 0.01% เฉพาะที่จดทะเบียนโอนในคราวเดียวกัน สำหรับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ อาคารที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด หรือบ้านแถว หรืออาคารพาณิชย์ หรือที่ดินพร้อมอาคารดังกล่าว หรือห้องชุดที่จดทะเบียนอาคารชุด โดยมีราคาซื้อขายและราคาประเมินทุนทรัพย์ไม่เกิน 7 ล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกิน 7 ล้านบาทต่อสัญญา โดยไม่รวมถึงกรณีการขายเฉพาะส่วน ทั้งนี้ สำหรับผู้ซื้อที่เป็นบุคคลธรรมดา สัญชาติไทย โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่กฎ หมายได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567

2.มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับผู้ที่ต้องการปลูกสร้างบ้าน กำหนดให้บุคคลธรรมดา (ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล) หักลดหย่อนค่าจ้างก่อสร้างบ้านให้แก่ผู้รับจ้าง ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการจ่ายค่าจ้างตามสัญญาจ้างตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2567 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยให้หักลดหย่อนภาษีได้ 1 หมื่นบาทต่อทุกจำนวนค่าก่อสร้าง 1 ล้านบาท ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 1 แสนบาท เฉพาะค่าจ้างก่อสร้างบ้านไม่เกิน 1 หลัง ในปีภาษีที่ก่อสร้างบ้านเสร็จ ตามสัญญาจ้างที่ได้กระทำขึ้นและเริ่มดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2567 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 และได้เสียอากรแสตมป์โดยวิธีการชำระอากรเป็นตัวเงินผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

Advertisement

รวมทั้ง 3.การส่งเสริมกิจการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย (โครงการบ้าน BOI) คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้ออกประกาศที่ ส. 1/2567 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2567 ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ โดยได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 3 ปี ในวงเงินไม่เกินร้อยละ 100 ของเงินลงทุน (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) สำหรับการสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข เช่น 1) ที่อยู่อาศัยที่ขอรับการส่งเสริม กรณีอาคารชุดต้องมีพื้นที่ใช้สอยไม่น้อยกว่า 24 ตารางเมตร และกรณีบ้านเดี่ยวหรือบ้านแถว ต้องมีพื้นที่ใช้สอยไม่น้อยกว่า 70 ตารางเมตร 2) การก่อสร้างที่อยู่อาศัย ที่ขอรับการส่งเสริมต้องจำหน่ายให้บุคคลธรรมดาเท่านั้น โดยก่อสร้างที่อยู่อาศัย (รวมค่าที่ดิน) ราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท 3) ต้องมีที่อยู่อาศัยตามเงื่อนไขที่กำหนดไม่น้อยกว่า 80% ของที่อยู่อาศัยทั้งโครงการ 4) มีแผนผังและแบบแปลน ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ และได้รับการอนุญาตก่อสร้างอาคารตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 5) ต้องยื่นขอรับการส่งเสริมภายในวันทำการสุดท้ายของปี 2568 เป็นต้น

และส่วนที่โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ ในส่วนของสินเชื่อจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน อีก 4 มาตรการ โดยมีวงเงินรวม 5 หมื่นล้านบาท ได้แก่ 4.โครงการสินเชื่อบ้าน Happy Home กรอบวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท 5.โครงการสินเชื่อบ้าน Happy Life วงเงินโครงการ 1 หมื่นล้านบาท จาก ธอส. และ 6.โครงการสินเชื่อบ้านออมสินเพื่อประชาชน วงเงินโครงการ 1 หมื่นล้านบาท และ 7.โครงการสินเชื่อ D-HOME สำหรับผู้ประกอบการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงินโครงการ 1 หมื่นล้านบาท

นอกเหนือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวแล้ว ยังมีประเด็นการพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการถือครองที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติ ซึ่งมีความสำคัญ โดยกฎหมายล่าสุดเมื่อปี 2540 ให้สิทธิชาวต่างชาติถือครองที่อยู่อาศัยได้นานที่สุด 100 ปี รวมทั้งมีการทบทวนมาตรการเรื่องการให้วีซ่าซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น ไปดำเนินการพิจารณา ศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินการซึ่งจะได้นำเสนอกลับมาให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า สำหรับชุดมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จะมีส่วนในการช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ปี 2567 ได้ 1.7-1.8% ต่อปี โดยจะเกิดเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 1.4 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นยอดซื้อขายอสังหาฯ ราว 8 แสนล้านบาท มูลค่าการลงทุน 4-5 แสนล้านบาท และก่อให้เกิดการคิดเป็นมูลค่าการบริโภค 1.2 แสนล้านบาท

ขณะที่เรื่องของการสูญเสียรายได้รัฐบาล มีเพียงในส่วนของรายได้ท้องถิ่น หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่จะสูญรายได้ จากมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนอง ที่จะจัดเก็บได้ลดลง 2,000 ล้านบาทต่อเดือน อย่างไรก็ดี ยังมีรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) และภาษีธุรกิจเฉพาะที่เกิดจากมาตรการข้างต้นมาชดเชย

ส่วนสถานการณ์อสังหาฯล่าสุดนั้น จากข้อมูลพบว่า มีหน่วยเหลือขายในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล 2.51 แสนล้านหน่วย ซึ่งการขยายสิทธิให้กับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาทนั้น จะช่วยให้ครบครอบที่อยู่อาศัยในตลาดได้มากขึ้น โดยปัจจุบัน ที่อยู่อาศัยไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหน่วยอยู่ที่ 49% จากหน่วยเหลือขายทั้งหมด ส่วนที่อยู่อาศัยไม่เกิน 7 ล้านบาท มีสัดส่วนที่ 84% จากทั้งหมด