อคส.ผ่อนคลายคุมขนย้ายข้าวเสื่อมที่เปิดประมูล23มี.ค. หวังระบาย3.66ล้านตันให้เร็วที่สุด เอกชนโวยให้ทบทวนปริมาณขาย

ที่กระทรวงพาณิชย์ พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานกรรมการองค์การคลังสินค้า (อคส.) เปิดเผยว่า วันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา ได้มีผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมและพลังงานรวม 15 บริษัทมารับฟังเงื่อนไขการขนย้ายข้าวสารที่กรมการค้าต่างประเทศ จะเปิดให้ผู้สนใจเสนอราคาประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลปริมาณกว่า 3.66 ล้านตัน สู่ภาคอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคน ในวันที่ 23 มีนาคมนี้ เนื่องจากเป็นข้าวเสื่อมคุณภาพ และมีความกังวลว่าอาจมีการรั่วไปเข้าสู่ตลาดการค้าข้าวปกติเพื่อการผู้บริโภค อคส.จึงต้องออกมาตรการควบคุมการขนย้ายข้าวออกจากโกดังจนไปถึงนำส่งโรงงานอุตสาหกรรมของผู้ชนะการประมูลอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ นอกจากเข้มงวดตั้งแต่คุณสมบัติผู้เข้าประมูล ที่ต้องเป็นนิติบุคคลได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมตามกฎหมาย และต้องแจ้งวัตถุประสงค์และประเภทของอุตสาหกรรมที่จะนำข้าวสารไปใช้ ซึ่งจะตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมก่อนทำสัญญา พร้อมกับให้วางหลักประกันและรายละเอียดการขนย้ายทั้งหมดแล้ว ครั้งนี้ได้ผ่อนคลายเงื่อนไขการย้ายเพื่อให้การรับข้าวและขนย้ายข้าวออกจากคลังเป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนด โดยเดิมเมื่อผู้ชนะประมูลจ่ายเงินค่าข้าวแล้วต้องได้รับอนุญาตการขนย้ายจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดก่อน แต่ครั้งนี้ไม่ต้องยื่นขออนุญาต อีกทั้งผ่อนคลายเวลาขนย้ายจากเดิมให้ขนย้ายช่วงพระอาทิตย์ขึ้นจนถึงตกดิน แต่ครั้งนี้คันสุดท้ายออกจากโกดังกำหนดเวลาไม่เกิน 18.00 น. สามารถขนย้ายได้จนถึงจุดหมาย ไม่ต้องหยุดพักจนกว่าพระอาทิตย์ขึ้นเหมือนครั้งก่อน โดยจะมีการติดตามระยะทางและเวลาขนย้ายแต่ละเส้นทางให้เหมาะสม หากพบว่าผิดปกติจะประสานเจ้าหน้าที่ทางหลวงในการเรียกรถให้หยุดตรวจสอบทันที ซึ่งในส่วนของข้าวที่อยู่ในความดูแลขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ก็ดำเนินการในลักษณะเดียวกันนี้

“ที่ผ่อนคลายเงื่อนไขควบคุมการขนย้ายเพราะที่เปิดประมูล 2 ครั้งที่ผ่านมา ไม่เจอปัญหาเอาข้าวออกไปเวียนขายตามตลาดปกติ เมื่อผ่อนคลายก็จะทำให้การขนย้ายข้าวได้เร็วและไปตามกรอบเวลาสัญญา หากพบกระทำผิดก็เอาผิดตามกฎหมายทันที”

สำหรับระยะเวลาขนย้ายข้าวสารทั้งหมดตามระเบียบที่กำหนดไว้ หากซื้อไม่เกิน 10,000 ตัน ต้องขนย้ายให้เสร็จภายใน 20 วันนับจากทำสัญญา หากซื้อเกิน 300,000 ตันขึ้นไป ต้องขนย้ายให้เสร็จภายใน 210 วัน และหากผู้ซื้อไม่นำข้าวสารเข้าสู่กระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมตามที่ได้แจ้งในวัตถุประสงค์ไว้ ต้องชำระค่าปรับ 25% ของมูลค่าข้าวสาร และหาก อคส.บอกเลิกสัญญา ผู้ซื้อจะต้องเสียค่าปรับ 25% ของมูลค่าปริมาณข้าวสารที่ยังไม่ได้รับมอบและขนย้าย รวมทั้งถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งแพ่งและอาญาด้วย ส่วนที่มีการร้องว่าข้าวสต๊อกที่จะเปิดระบายบางส่วนเป็นข้าวดี ไม่ใช่ข้าวเสื่อมทั้งหมดนั้น อยู่ในขั้นตอนตรวจสอบและทำไมไม่แจ้งให้ผู้ตรวจสอบคุณภาพทราบตั้งแต่แรก ส่วน อคส.ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติงานตามคำสั่งของรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยการระบายครั้งนี้ได้รับการอนุมัติจาก คสช.แล้ว ดังนั้น อย่าคิดขัดขวางการทำงานของ อคส.และรัฐบาล

แหล่งข่าวจากผู้ผลิตอาหารสัตว์กล่าวว่า ค่อนข้างกังวลกับการระบายข้าวเสื่อมเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ใช่เพื่อให้คนบริโภคพร้อมกันกว่า 3 ล้านตัน อาจกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์และตลาดข้าวเอง เพราะในแต่ละปีข้าวเปลือกที่ผลิตได้ 30 ล้านตัน ในส่วนนี้เป็นการส่งออก 20 ล้านตัน ที่เหลือ 10 ล้านตันใช้ในประเทศ เพื่อการบริโภค 6.5 ล้านตัน และที่เหลือ 3.5 ล้านตันเพื่อผลิตในอุตสาหกรรม ดังนั้นเมื่อปล่อยข้าวครั้งเดียวเท่ากับปริมาณใช้ต่อปีก็จะกระทบต่อพืชเพื่อผลิตอาหารสัตว์และตลาดข้าวเอง ถูกกดดันเรื่องราคาให้ตกต่ำและอาจทำให้ข้าวที่ระบายแค่ 3-5 บาท/กก.เท่านั้น ควรจะเป็น 8-9 บาท/กก. ดังนั้น ควรมีการทยอยระบายครั้งละ 8 แสนตัน ทุก 15-30 วัน จะลดแรงกระทบดังกล่าวได้

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘กนอ.’ ได้ที่ดินพัฒนาอีอีซีแล้วกว่า 3 หมื่นไร่ เตรียมจัดหาเพิ่มอีก 1.3 หมื่นไร่
บทความถัดไป“เคจอลา เวนเจอร์” ตั้งเป้า4 ปี ช้อปสตาร์ทอัพไทย 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ