ความเชื่อมั่นฯมี.ค.สูงสุดรอบ2 ปี แนวโน้มดีดต่อหลังใช้รัฐธรรมนูญใหม่ ดันจีดีพีโต3.6%

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนมีนาคม 2560 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทุกรายการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่4  และสูงสุดในรอบ 24-25 เดือน โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวม(ซีซีไอ) ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต อยู่ที่ 76.8 54.5 85.9 ตามลำดับ เพิ่มจากเดือนกุมภาพันธ์ อยู่ที่ 75.8 53.8 84.8 ตามลำดับ ขณะที่ผลสำรวจภาวการณ์ใช้จ่ายประชาชนมองว่าเหมาะสมมากขึ้นในการซื้อรถยนต์คันใหม่ ซื้อบ้านใหม่ ใช้จ่ายท่องเที่ยว และลงทุนทำธุรกิจเอสเอ็มอี รวมทั้งประชาชาชนเห็นว่าความสุขในการดำรงชีวิตยังดีพอสมควร

ทั้งนี้ ปัจจัยบวกทำให้ค่าดัชนีฯดีขึ้น เนื่องจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ปรับตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ เพิ่มจาก 3.2%  เป็น 3.4% และขยายตัว 3.6%ในปี 2561 พร้อมมีมติคงอัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบายไว้ที่ 1.5% ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศลดลง ค่าบาทแข็งค่าสะท้อนเงินทุนต่างชาติไหลเข้า อีกทั้งราคาพืชผลเกษตรเริ่มดีขึ้น เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และการท่องเที่ยวในไทยยังดีต่อเนื่อง ขณะที่ปัจจัยลบคือความกังวลการส่งออกที่กลับมาติดลบอีกครั้ง ราคาข้าวยังไม่ดีนัก ค่าครองชีพยังสูง และสถานการณ์ไม่แน่นอนของการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกและผลกระทบจากนโยบายด้านเศรษฐกิจนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า แนวโน้มการเชื่อมั่นจะดีขึ้นอีก หลังมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นในประเทศและต่างประเทศ เพราะได้เห็นความชัดเจนต่อการเดินหน้าของการเมืองไทย และการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตภายใน 1-2 ปีหรือภายในปี 2560 มีผลต่อการกระตุ้นการลงทุนในตลาดหุ้น ตราสารหนี้ และโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(อีอีซี)ของรัฐบาล ประกอบกับรัฐเตรียมอัดเงินผ่านโครงการลงทุนอีก 5 แสนล้านบาทตั้งแต่กลางปีนี้ การท่องเที่ยวยังดีต่อเนื่อง การการส่งออกขยายตัวได้ 2-3% เงินเฟ้อสูงแค่ 1.6-2.1% ค่าเงินบาทเฉลี่ย 35 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบโลก 50-55 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจทรัมป์ไม่ได้กดดันจีน หรือ 16 ประเทศที่เกินดุลกับสหรัฐฯ รวมถึงไทย โดยการออกมาตรการกีดกันทางการค้าที่รุนแรง ก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้โตได้ 3.6% และอาจถึง 4%ได้ หากเศรษฐกิจโลกฟื้นรวดเร็ว แต่เชื่อว่าโอกาสยังน้อย

บทความก่อนหน้านี้สื่อมวลชนไม่เรียนแต่ทำงานได้
บทความถัดไป“ดีอี-สสช.”เดินหน้าทำสำมะโนอุตสาหกรรมปี 60- หวังนำข้อมูลกำหนดนโยบายขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0