‘ไชยชนก’ เผย ครม.ไฟเขียว 497 ล้าน งบปี 70 ดัน Tomorrow.io ยกระดับพยากรณ์อากาศด้วยดาวเทียม-AI
เมื่อวันที่ 28 กันยายน นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับ Tomorrow.io บริษัท Climate Tech จากสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับระบบพยากรณ์อากาศของไทยด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้วยงบประมาณ 497 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2570 หวังยกระดับการพยากรณ์จากภาพรวมระดับจังหวัด สู่ข้อมูลละเอียดถึงระดับตำบล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเตือนภัยและรับมือฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และภัยพิบัติที่เกิดขึ้นรวดเร็ว
นายไชยชนก กล่าวว่า โครงการ Tomorrow.io เป็นการผลักดันความร่วมมือระหว่าง Tomorrow.io กับกรมอุตุนิยมวิทยา หลังผ่านการทดสอบโครงการนำร่อง โดยมีเป้าหมายให้นำข้อมูลจากดาวเทียมและแบบจำลอง AI เข้ามาเสริมระบบพยากรณ์อากาศของไทย ซึ่งความร่วมมือเริ่มจากโครงการนำร่องระยะเวลา 3 เดือน ระหว่างเดือนธันวาคม 2568–กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อทดสอบการนำข้อมูลจากดาวเทียมและแบบจำลอง AI มาผสานเข้ากับระบบพยากรณ์อากาศของไทย โดยหนึ่งในพื้นที่ทดสอบสำคัญคือ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากฝนตกหนักและน้ำท่วม
นายไชยชนก กล่าวว่า ผลการทดสอบทำให้เห็นศักยภาพของข้อมูลสภาพอากาศความละเอียดสูง โดยเฉพาะการติดตามสภาพอากาศเฉพาะพื้นที่และประเมินความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ โดยระบบสามารถประมวลผลข้อมูลได้ภายในเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง หรือ Near Real-time ทำให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการพยากรณ์และแจ้งเตือนภัยได้รวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ จุดเด่นของแพลตฟอร์ม Tomorrow.io คือการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) มาประมวลผลร่วมกับ AI โดยมีเทคโนโลยี Microwave Sounder ตรวจวัดข้อมูลในชั้นบรรยากาศ โดยเฉพาะความชื้น ก่อนนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลสภาพอากาศและแบบจำลองต่างๆ เพื่อสร้างแบบจำลองสภาพอากาศที่มีความละเอียดสูง
นายไชยชนก กล่าวว่า ข้อมูลจากอวกาศจะช่วยให้ระบบติดตามการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศได้ละเอียดขึ้น รวมถึงประเมินความเสี่ยงจากฝนตกหนักและปรากฏการณ์ฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้นๆ หรือ “Rain Bomb” ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของระบบพยากรณ์และเตือนภัย ปัจจุบัน Tomorrow.io มีดาวเทียม DeepSky ที่ใช้งานอยู่ 13 ดวง และมีแผนขยายกลุ่มดาวเทียมเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มปริมาณและความถี่ของข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์สภาพอากาศ ซึ่งเทคโนโลยีของ Tomorrow.io มีการใช้งานโดยองค์กรและหน่วยงานขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ รวมถึง NASA กองทัพอากาศสหรัฐฯ และ Bill & Melinda Gates Foundation ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ไทยสนใจนำเทคโนโลยีมาเสริมระบบพยากรณ์ของประเทศ
นายไชยชนก กล่าวว่า ความแตกต่างจากการพยากรณ์อากาศแบบเดิม คือการขยับจากข้อมูลภาพรวมในพื้นที่กว้าง ไปสู่ข้อมูลเฉพาะจุดมากขึ้น อาทิ จากการระบุเพียงว่า “กรุงเทพฯ มีโอกาสฝนตก 60%” สู่การวิเคราะห์สภาพอากาศในระดับพื้นที่ย่อย แนวทางนี้เปิดทางไปสู่ “พยากรณ์อากาศส่วนบุคคล” เพราะผู้ใช้งานแต่ละกลุ่มต้องการข้อมูลแตกต่างกัน เกษตรกรต้องการรู้ปริมาณฝนในพื้นที่เพาะปลูก ผู้ประกอบการขนส่งต้องการข้อมูลตามเส้นทาง ขณะที่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงต้องการรู้ว่าฝนจะตกหนักเมื่อใด และมีโอกาสเกิดน้ำท่วมหรือไม่
“การส่งข้อมูลที่มีความละเอียดสูงและรวดเร็วถึงผู้ใช้งาน ก็จะช่วยให้การตัดสินใจเปลี่ยนจากการรอรับมือหลังเกิดเหตุ เป็นการเตรียมพร้อมเชิงรุกก่อนเกิดภัย ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ”นายไชยชนกกล่าว
นายไชยชนก กล่าวว่า ทั้งนี้ การนำเทคโนโลยี Tomorrow.io เข้ามาไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทดแทนระบบเดิมของกรมอุตุนิยมวิทยา แต่เป็นการเพิ่มชั้นข้อมูลให้กับโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ ทั้งเรดาร์ตรวจอากาศ สถานีตรวจวัดอัตโนมัติ ระบบตรวจวัดภาคพื้นดิน และข้อมูลจากดาวเทียม โดยที่กรมอุตุนิยมวิทยายังคงทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมชลประทาน และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับการพยากรณ์และรับมือภัยพิบัติ ดังนั้น หัวใจสำคัญของโครงการจึงไม่ได้อยู่เพียงการมีข้อมูลเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการนำข้อมูลจากดาวเทียม เรดาร์ และ AI มาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อเปลี่ยนข้อมูลสภาพอากาศให้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่สามารถนำไปใช้ได้จริง
นายไชยชนก กล่าวว่า การเดินหน้าโครงการ Tomorrow.io เกิดขึ้นท่ามกลางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตุนิยมวิทยาของไทยที่มีอยู่แล้วในระดับสูง ทั้งนี้ ข้อมูลโครงการจัดซื้อจัดจ้างปีงบประมาณ 2569 พบว่า กรมอุตุนิยมวิทยามีโครงการทั้งหมด 278 โครงการ วงเงินรวม 4,691 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบเรดาร์ การตรวจวัด การพยากรณ์ และการเตือนภัย 68 โครงการ วงเงินรวม 4,541 ล้านบาท หรือ 96.81% ของวงเงินในชุดข้อมูลดังกล่าว โดยแบ่งเป็นโครงการระบบเรดาร์ตรวจอากาศ 15 โครงการ วงเงิน 1,847.58 ล้านบาท ระบบสถานีตรวจวัดอัตโนมัติ AWS/AWOS/LIDAR จำนวน 35 โครงการ วงเงิน 2,099.52 ล้านบาท ระบบสารสนเทศและแบบจำลองพยากรณ์ 12 โครงการ วงเงิน 507.90 ล้านบาท และระบบเตือนภัยเฉพาะทาง 6 โครงการ วงเงิน 86.93 ล้านบาท
“ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าไทยมีทั้งระบบตรวจวัดและโครงสร้างพื้นฐานด้านพยากรณ์จำนวนมากอยู่แล้ว ขณะที่งบ Tomorrow.io มีจำนวน 497 ล้านบาท ซึ่งผ่านครม.ในปีงบประมาณ 2570 แล้วจึงเป็นอีกส่วนหนึ่งของการยกระดับระบบด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี AI”นายไชยชนกกล่าว
นายไชยชนก กล่าวว่า สำหรับ Tomorrow.io เป็นบริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีด้าน “Weather Intelligence” หรือการนำข้อมูลสภาพอากาศมาประมวลผลด้วย AI เพื่อสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงและการตัดสินใจของภาคส่วนต่างๆ สำหรับประเทศไทย ความสำคัญของโครงการจึงไม่ได้อยู่แค่การพยากรณ์ว่า “ฝนจะตกหรือไม่” แต่คือการเพิ่มความละเอียดของข้อมูล ลดระยะเวลาตั้งแต่ตรวจพบความผิดปกติของสภาพอากาศจนถึงการแจ้งเตือน
หากการเชื่อมต่อระบบทำได้เต็มศักยภาพ เทคโนโลยีดาวเทียมและ AI จะเข้ามาเสริมการรับมือภัยที่เกิดขึ้นรวดเร็ว ทั้งฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน พายุ ฟ้าผ่า และสภาพอากาศทางทะเล

