หน้าแรก เศรษฐกิจ ใกล้บอกลา‘รถเ...

ใกล้บอกลา‘รถเมล์ร้อน’ ขสมก.เปลี่ยนโฉมอีวี 100%

4.10.26 | 12:15 น.

ใกล้บอกลา‘รถเมล์ร้อน’
ขสมก.เปลี่ยนโฉมอีวี 100%


ภาพ ‘รถเมล์ร้อน’ สีครีม-แดงที่คุ้นตาของชาวกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมาหลายยุคสมัยจนถึงปัจจุบัน กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่สู่ ‘รถเมล์ไฟฟ้า (EV)’

ภายใต้นโยบายรัฐบาลยุค อนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี) กำลังเดินหน้าส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ควบคู่กับการยกระดับระบบขนส่งสาธารณะให้ทันสมัย ลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และลดมลพิษจากภาคคมนาคมในเขตเมือง

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำรถโดยสารรูปแบบใหม่เข้ามาให้บริการ แต่ยังสะท้อนถึงการปรับตัวของระบบขนส่งสาธารณะครั้งสำคัญ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ระบบชาร์จไฟ การบำรุงรักษา ไปจนถึงกระบวนการผลิตรถโดยสารที่ต้องรองรับเทคโนโลยีไฟฟ้า

Advertisement

ขณะที่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการให้บริการรถโดยสารสาธารณะในกรุงเทพฯ กำลังเดินหน้าเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านดังกล่าว

เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา กิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุลผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) นำคณะผู้บริหาร ขสมก.และสื่อมวลชน เข้าเยี่ยมชมโรงงานประกอบรถโดยสารไฟฟ้าของบริษัท แอ๊บโซลูท แอสเซมบลี จำกัด (AAB) บริษัทในกลุ่มบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อดูกระบวนการประกอบรถโดยสารไฟฟ้าอย่างละเอียด พร้อมเปิดตัวรูปแบบลักษณะรถโดยสารไฟฟ้าที่จะเปลี่ยนมาให้บริการในอนาคต

ตรวจโรงงานลุยแผนเปลี่ยนรถร้อน

ระหว่างการเยี่ยมชมโรงงาน กิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เล่าถึงความคืบหน้าโครงการเช่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (Electric Vehicle : EV) จำนวน 1,520 คัน ระยะเวลาเช่า 7 ปี วงเงิน 14,905 ล้านบาท ให้สื่อมวลชนฟังว่า โครงการเช่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (Electric Vehicle : EV) ปัจจุบันเข้าสู่ขั้นตอนการประกอบรถโดยสารแล้ว โดยบริษัท นครชัยแอร์ จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญาของ ขสมก. ได้มอบหมายให้บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX ดำเนินการประกอบรถโดยสารทั้งหมด

ทาง ขสมก.และบริษัทนครชัยแอร์ได้เข้าตรวจเยี่ยมโรงงานผลิต เพื่อดูความคืบหน้าตั้งแต่การนำเข้าชิ้นส่วน การทำสี การประกอบตัวถัง และกระบวนการผลิตในขั้นตอนต่างๆ ซึ่งทางโรงงานมีศักยภาพผลิตรถโดยสารได้ประมาณ 15 คันต่อวัน สูงกว่าเป้าหมายที่ ขสมก.กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 12 คันต่อวัน

ปัจจุบันมีการเตรียมชิ้นส่วนหลักสำหรับประกอบรถโดยสาร 6 เฟรม ได้แก่ ด้านหน้า ด้านท้าย ด้านซ้าย ด้านขวา ด้านบน และด้านล่าง ขณะที่ชิ้นส่วนรถโดยสารประมาณ 40 คัน ได้ขนส่งจากท่าเรือมายังโรงงานแล้ว และเริ่มเข้าสู่กระบวนการประกอบตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2569 เป็นต้นไป

กิตติกานต์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในส่วนรถต้นแบบ (Demo) จำนวน 2 คัน ซึ่งเอกชนประกอบเสร็จตามแบบที่ ขสมก.กำหนด จะนำไปใช้ทดสอบการประกอบ ทดลองวิ่ง ระบบต่างๆ และความปลอดภัย รวมถึงทดสอบความเหมาะสมกับสภาพถนนและการใช้งานในประเทศไทย โดยจะให้พนักงานขับรถของ ขสมก.ทดลองขับเพื่อทำความคุ้นเคยกับรถและระบบต่างๆ ก่อนนำรถจริงออกให้บริการประชาชน

“ตามแผนการส่งมอบ รถโดยสารล็อตแรก จำนวน 500 คัน จะส่งมอบภายในเดือนมีนาคม 2570 ล็อตที่ 2 จำนวน 500 คัน ภายในเดือนเมษายน 2570 และล็อตสุดท้าย จำนวน 520 คัน ภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม 2570 หลังจากรับมอบรถแต่ละล็อต ขสมก.จะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อให้พนักงานขับรถฝึกความคุ้นเคยกับรถ เส้นทาง และระบบความปลอดภัย ก่อนนำออกให้บริการ” กิตติกานต์ระบุ

นอกจากนี้ สัญญาเช่ารถระยะเวลา 7 ปี จะเริ่มนับตั้งแต่การส่งมอบรถล็อตแรกในเดือนมีนาคม 2570 โดยรถ EV จำนวน 1,520 คัน จะนำมาทดแทนรถโดยสารธรรมดาสีครีม-แดง หรือรถร้อนเดิมทั้งหมด ซึ่งปัจจุบัน ขสมก.มีรถร้อนในบัญชี 1,520 คัน และนำออกให้บริการประมาณ 1,400 คัน เบื้องต้นจะจัดสรรรถ EV ให้บริการประมาณ 50 เส้นทาง

การเปลี่ยนรถโดยสารเก่ามาเป็นรถ EV จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของ ขสมก. โดยประเมินว่าหากเปลี่ยนผ่านรถโดยสารใหม่ทั้งหมดจะสามารถประหยัดต้นทุนได้ประมาณ 4,100 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ปัจจุบันมีผู้โดยสารในวันธรรมดาประมาณ 550,000-650,000 คนต่อวัน และวันหยุดประมาณ 300,000-400,000 คนต่อวัน โดยมีแนวโน้มว่าประชาชนจะกลับมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้น หลังมีการพัฒนาระบบข้อมูล การเดินรถ และปรับเส้นทางให้เชื่อมต่อกับสถานที่สำคัญต่างๆ ได้สะดวกขึ้น

“โครงการรถโดยสารประจำทางไฟฟ้าพลังงานสะอาดเป็นส่วนสำคัญของการยกระดับคุณภาพการให้บริการของ ขสมก. การได้เห็นโรงงาน รวมถึงกระบวนการผลิตและประกอบรถโดยสารจริง แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของทุกฝ่าย โดย ขสมก.ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และความพร้อมในการให้บริการ พร้อมติดตามการดำเนินงานของโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย” กิตติกานต์กล่าว

ด้าน วสุ กลมเกลี้ยง ประธานกรรมการ บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX เผยว่า รถโดยสารไฟฟ้าพลังงานสะอาดในโครงการนี้ไม่ได้เป็นการนำเข้ารถสำเร็จรูปเพื่อส่งมอบ แต่จะผลิตและประกอบในประเทศไทยที่โรงงาน AAB ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยและได้มาตรฐาน

รถโดยสารทั้ง 1,520 คัน ไม่ได้เป็นเพียงรถสำหรับให้บริการประชาชน แต่ยังหมายถึงการจ้างงาน การสร้างองค์ความรู้ และการพัฒนาทักษะด้านวิศวกรรมยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมรถโดยสารภายในประเทศ โดยพนักงานของบริษัทจะใช้ศักยภาพสนับสนุนโครงการของ ขสมก.

โดยโรงงาน AAB ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 55,000 ตารางเมตร มีมูลค่าการลงทุนรวมมากกว่า 2,000 ล้านบาท และได้รับการรับรองระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001:2015 สำหรับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ โดยการผลิตรถโดยสารสำหรับโครงการนี้จะมีการจ้างงานบุคลากรไทยมากกว่า 800 คน

นอกจากนี้ NEX ยังเตรียมความพร้อมด้านอะไหล่ การสนับสนุนทางเทคนิค และการซ่อมบำรุง เพื่อรองรับการให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพตลอดระยะเวลาโครงการ

รถเมล์ใหม่เน้นสะดวกสบาย

สำหรับรถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,520 คัน ที่ ขสมก.เตรียมนำมาให้บริการแทนรถโดยสารธรรมดาสีครีม-แดง หรือ ‘รถร้อน’ เดิม นอกจากการเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์มาเป็นพลังงานไฟฟ้าแล้ว ตัวรถยังมีการปรับรูปแบบและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้เหมาะกับการใช้งานของผู้โดยสารมากขึ้น โดยรถรุ่นใหม่เป็นรถโดยสารปรับอากาศชั้นเดียว ตัวรถสีฟ้าสดใส ติดโลโก้ ขสมก. แตกต่างจากรถร้อนครีม-แดง ที่ผู้โดยสารคุ้นเคยในปัจจุบัน

การออกแบบรถให้ความสำคัญกับแนวคิด Universal Design หรือการออกแบบที่รองรับผู้โดยสารทุกกลุ่ม โดยเป็นรถแบบรถชานต่ำ ช่วยให้การขึ้น-ลงรถสะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้โดยสารที่มีสัมภาระ รวมถึงผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว ขณะเดียวกันยังมีการออกแบบโครงสร้างให้มีน้ำหนักเบาและแข็งแรง เพื่อรองรับการใช้งานในระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ

อีกจุดที่แตกต่างจากรถเมล์รุ่นเดิมคือ ระบบภายในและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้โดยสาร โดยรถ EV รุ่นใหม่มีจุดสำหรับชาร์จโทรศัพท์มือถือ ทำให้ผู้โดยสารสามารถเติมพลังงานให้กับอุปกรณ์ระหว่างเดินทางได้ ขณะเดียวกันยังติดตั้งระบบกล้อง CCTV และระบบ GPS Tracking เพื่อช่วยติดตามตำแหน่งรถและเพิ่มความปลอดภัยในการให้บริการ

ด้านความปลอดภัย ขสมก.กำหนดให้รถมีทางหนีไฟ 3 จุด เพื่อเพิ่มทางเลือกในการอพยพกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยการออกแบบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานความปลอดภัยที่นำมาใช้กับรถโดยสารรุ่นใหม่ ขณะที่วัสดุและโครงสร้างภายในรถมีการคำนึงถึงการป้องกันการลุกลามของไฟด้วย

ส่วนระบบพลังงาน รถรุ่นนี้แตกต่างจากรถครีม-แดงเดิมอย่างชัดเจน เนื่องจากเปลี่ยนจากการเติมน้ำมันดีเซลมาเป็นการชาร์จไฟฟ้า โดย ขสมก.เตรียมพัฒนาอู่จอดและสถานีชาร์จเพื่อรองรับรถชุดใหม่ รวม 12 แห่ง เบื้องต้นมีแผนเริ่มดำเนินการในอู่นำร่อง 3 แห่ง ข้อมูลจาก ขสมก.ระบุว่า รถสามารถชาร์จไฟได้ประมาณ 3 ชั่วโมงต่อคัน ขณะที่แบตเตอรี่ถูกติดตั้งไว้บริเวณหลังคารถ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาน้ำท่วมขัง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งข้อพิจารณาสำคัญสำหรับรถโดยสารที่ต้องวิ่งให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯ

เมื่อรถทั้ง 1,520 คันทยอยส่งมอบตามแผน รถ EV เหล่านี้จะเข้ามาทดแทนรถร้อนครีม-แดงเดิมของ ขสมก. สิ่งที่ผู้โดยสารจะเห็นจึงไม่ใช่เพียงรถที่เปลี่ยนจากสีครีม-แดงเป็นสีฟ้า แต่เป็นการเปลี่ยนจากรถโดยสารธรรมดาที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล มาเป็นรถปรับอากาศพลังงานไฟฟ้าที่มีระบบอำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัยเพิ่มเติม ขณะที่ฝั่ง ขสมก.เองต้องปรับระบบหลังบ้าน ทั้งอู่จอด ระบบชาร์จไฟ การบำรุงรักษา และการบริหารจัดการรถให้สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

มุ่งสู่รถเมล์อีวี 100% ปี’71

ต่อมา เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ในงานครบรอบ 50 ปี องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมมีนโยบายผลักดันการเปลี่ยนผ่านรถโดยสารของ ขสมก. จากระบบสันดาป ทั้งรถที่ใช้น้ำมันและก๊าซ มาเป็นรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV) เพื่อยกระดับระบบขนส่งสาธารณะ ลดการปล่อยมลพิษและปัญหา PM2.5

อย่างไรก็ตาม พิพัฒน์เผยว่า ขสมก.ประเมินเบื้องต้นว่า รถ EV ชุดแรก จำนวน 1,520 คันดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอต่อการให้บริการประชาชน ดังนั้น รัฐบาลจึงมีแนวทางให้จัดหารถเพิ่มเติมอีกประมาณ 800 คัน คาดว่าจะได้รับรถภายในเดือนธันวาคม 2570 พร้อมตั้งเป้าตั้งแต่สิ้นปี 2571 รถโดยสารของ ขสมก.ที่ให้บริการในกรุงเทพฯและปริมณฑลจะมุ่งสู่การเป็นรถ EV ทั้งหมด 100%

นอกจากนี้ สำหรับค่าโดยสาร หากเปลี่ยนจากรถร้อนเป็นรถปรับอากาศ EV อัตราจะอยู่ที่ประมาณ 15-25 บาทตามระยะทาง จากเดิมรถร้อน 8 บาทตลอดสายนั้น พิพัฒน์เผยว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อออกแบบมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยมีแนวทางเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อไม่ให้ภาระค่าโดยสารเพิ่มขึ้นมากเกินไป

ขณะที่ ขสมก.จะจัดทำข้อมูลผู้ใช้บริการเพื่อแยกกลุ่มและออกแบบมาตรการช่วยเหลือให้ตรงกลุ่มมากขึ้น ย้ำว่า ภารกิจของ ขสมก.เป็นบริการสาธารณะ ไม่ได้มุ่งเน้นการทำกำไร แต่ต้องทำให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย สามารถเดินทางได้ในราคาที่เหมาะสม

ทั้งนี้ ขสมก.ให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า รถ EV เฟส 2 จำนวน 800 คัน วงเงินประมาณ 8,400 ล้านบาท จะดำเนินการในรูปแบบการเช่า ขณะนี้ได้รับจัดสรรงบประมาณปี 2570 แล้ว และอยู่ระหว่างจัดทำร่าง TOR คาดว่าจะเปิดประมูลได้ในช่วงต้นปี 2570 พร้อมเร่งรัดการรับมอบรถช่วงปลายปี 2570 โดยรถชุดดังกล่าวจะนำมาทดแทนรถโดยสารปรับอากาศ รถครีมน้ำเงิน และรถแดวูสีส้ม

จากรถเมล์ร้อนสู่รถเมล์ไฟฟ้าปรับอากาศ 100% ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนยานพาหนะ แต่เป็นการเปลี่ยนโฉมระบบรถเมล์ ขสมก.ครั้งใหญ่

ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า!!