ไทยพร้อมจัดเวทีเวิล์ดแบงก์ เอกนิติมั่นใจรับมือท่วมไหว ยัน’จีดีพี’โตตามเป้า2.5% มท.2 ปรับเกณฑ์โซลาร์รูฟ ติด’หลังคา-บนดิน-ผิวน้ำ’ พย.เฟสแรกล้านครัวเรือน
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ว่า กระทรวงการคลังได้บูรณาการความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง ระบบไฟฟ้า ระบบประปา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมและซ้อมแผนเผชิญเหตุเพื่อรองรับความเสี่ยงฉุกเฉินทุกด้านเต็มรูปแบบ ทั้งกรณีน้ำท่วม ไฟฟ้าดับ แผ่นดินไหว และการรับมือการชุมนุมประท้วงตามมาตรฐานสากล
“งานนี้เปรียบเสมือนโอลิมปิกทางการเงินของโลกที่ประเทศไทยได้รับเกียรติอย่างยิ่ง ซึ่งขณะนี้มีรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และผู้บริหารสถาบันการเงินชั้นนำทั่วโลก ลงทะเบียนเข้าร่วมงานแล้วกว่า 15,000 คน จากการทดสอบระบบซ้อมแผนรับมือพบว่ามีความพร้อมค่อนข้างมาก ประชาชนและผู้เข้าร่วมประชุมไม่ต้องเป็นกังวล”นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับข้อกังวลเรื่องสถานการณ์น้ำท่วม ได้มีการประสานงานร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในการประเมินสถานการณ์ฝนและกำหนดแผนเผชิญเหตุในการอพยพเคลื่อนย้ายคนทันทีหากระดับน้ำสูงเกินเกณฑ์ควบคุมเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งทาง World Bank และ IMF ได้แสดงความเข้าใจดีว่าภัยธรรมชาติเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ยาก แต่ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพการบริหารจัดการของประเทศไทยอย่างเต็มที่
นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนผลกระทบทางเศรษฐกิจจากอุทกภัยนั้น จากการประเมินเบื้องต้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมยังไม่มาก โดยคาดว่าจะไม่ถึง 0.1% และไม่กระทบต่อฐานรากหรือโครงสร้างเศรษฐกิจใหญ่ของประเทศ
นายเอกนิติ กล่าวว่า โดยสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญมากที่สุดในขณะนี้ คือ ความปลอดภัยและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน พร้อมทั้งยังคงมั่นใจว่าตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ตามเป้าหมายของกระทรวงการคลังที่ 2.0-2.5% ทั้งนี้ กรณีมีการชุมนุมของกลุ่มผู้เห็นต่างนั้น ทาง World Bank และ IMF ได้จัดเตรียมพื้นที่เพื่อให้ได้แสดงความคิดเห็นไว้เป็นการเฉพาะ โดยเน้นย้ำให้ยึดหลักกฎหมายเป็นสำคัญ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อการประชุม อย่างไรก็ดี ขอความร่วมมือคนไทยร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดีในการแสดงศักยภาพของประเทศให้งานระดับโลกครั้งนี้สำเร็จลุล่วงอย่างราบรื่น
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ภาคครัวเรือน วงเงินสนับสนุนรวม 75,000 ล้านบาท 1.5 ล้านครัวเรือนว่า กระทรวงมหาดไทยได้ลงนามในหนังสือปรับแก้หลักเกณฑ์โครงการสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ภาคครัวเรือน วงเงินสนับสนุนรวม 75,000 ล้านบาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โดยขยายขอบเขตให้ครอบคลุมทั้งรูปแบบติดตั้งบนหลังคา (On-roof) บนพื้นดิน (On-ground) และบนผิวน้ำ (Floating) เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดทางกายภาพ ตอบโจทย์ความต้องการและเปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงโครงการได้กว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะครัวเรือนในต่างจังหวัดที่โครงสร้างหลังคาไม่สามารถรับน้ำหนักแผงโซลาร์ขนาด 5 กิโลวัตต์ (kW) ได้ หรือบ้านเรือนที่มีพื้นที่ดินว่างเปล่าและบ่อน้ำขนาดใหญ่ จากเดิมที่จำกัดเฉพาะการติดตั้งบนหลังคาเท่านั้น
นายพลพีร์ กล่าวว่า สำหรับการเปิดรับสมัครเบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มเปิดระบบให้ประชาชนลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ โดยแบ่งเป้าหมายออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกนำร่อง 1 ล้านครัวเรือน วงเงินสนับสนุน 50,000 ล้านบาท และช่วงขยายผลอีก 5 แสนครัวเรือน วงเงิน 25,000 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 1.5 ล้านครัวเรือน ส่วนแหล่งเงินทุน รัฐบาลได้เตรียมมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรนผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.), ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อัตราดอกเบี้ยพิเศษประมาณ 2.5% ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระราว 7 ปี



