ส.โรงแรมชี้ต่างชาติวูบ 20 % รับไฮซีซั่น ผลพวงน้ำท่วม พร้อมร่อนจดหมายค้านเก็บค่าธรรมเนียม
นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่า แนวโน้มช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ การท่องเที่ยวดูจะทรงตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่ประเมินเป็นรายตลาด คาดว่าตลาดระยะไกลน่าจะดีกว่า ส่วนตลาดระยะใกล้น่าจะต่ำกว่า เนื่องจากยอดจองล่วงหน้าที่เริ่มเห็นเข้ามาจะมีในกลุ่มโรงแรมระดับ 4-5 ดาวเท่านั้นที่ค่อนข้างดูดีอยู่ แต่ระดับดาวที่ต่ำลงมาซึ่งเป็นโรงแรมส่วนใหญ่ยังไม่ได้ดีมากนัก โดยเฉพาะกลุ่มอาเซียน ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อต้นทุนการท่องเที่ยว มีจำนวนลดลงไปแล้วประมาณ 20% สะท้อนถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เป็นตลาดระยะไกลเพราะนิยมจองโรงแรมระดับดาวสูงๆ มากกว่า รวมถึงตลาดระยะใกล้มีผลกระทบเรื่องความเชื่อมั่นในด้านการเดินทาง เนื่องจากเกิดน้ำท่วมที่ยังเหลืออยู่หลายพื้นที่ยังท่วม แม้น้ำปรับลดลงบ้างแล้ว แต่ยังเหลือการซ่อมทำความสะอาดอยู่ ยังดีที่เมืองท่องเที่ยวหลักคลี่คลายลง ทำให้ในภาพรวมตลาเเที่ยวในประเทศของคนไทยก็ชะลอตัวลง เนื่องจากปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ทำให้ประชาชนต้องเก็บเงินไว้ซ่อมแซมบ้านและยานพาหนะ
“เรื่องการกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่นนี้ คงทำไม่ทันแล้ว แต่อยากให้มีการประสานงานที่ดีในส่วนของสนามบิน อาทิ การท่าอากาศยาน ตรวจคนเข้าเมืองและการขนกระเป๋า ให้นักท่องเที่ยวไม่ติดอยู่ในสนามบินนานเกินไป ซึ่งมักจะเกิดเหตุการณ์นี้ทุกครั้งในช่วงไฮซีซั่น จึงไม่อยากเห็นภาพแบบนั้นแล้ว” นายเทียนประสิทธิ์ กล่าว
นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลในตอนนี้คือ การที่รัฐบาลจะจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว หรือค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยทางอากาศ และรวมการจัดเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศอีก 1,000 บาท ที่จะจัดเก็บทุกสัญชาติแล้ว ขณะเดียวกันเมื่อรวมกับค่าธรรมเนียมสนามบินที่ปรับราคาขึ้นอีกก็จะทำให้ภาระค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวพุ่งสูงถึง 2,570 – 3,000 บาท ซึ่งเป็นการซ้ำเติมภาคการท่องเที่ยว และทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม หรือฮ่องกง ทำให้ตั๋วเครื่องบินจะแพงขึ้นทันที นักท่องเที่ยวต่างชาติบ่นอยู่แล้วว่ามาเที่ยวไทยแพง หากบวกภาระตรงนี้เพิ่ม นักท่องเที่ยวจะเลี้ยวไปประเทศอื่นแทน ขณะเดียวกันหากคนไทยบินน้อยลง สายการบินก็อาจอยู่ไม่ได้จนต้องลดเที่ยวบิน ซึ่งจะส่งผลกระทบย้อนกลับมายังจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะบินเข้าไทย ทำลายสมดุลการท่องเที่ยวแบบ Two-way tourism โดยเฉพาะชาติต่างๆ เช่น มาเลเซีย ที่เดินทางเข้าไทยจำนวนมากก็อาจหดหายไป” นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าว
นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวว่า ขอขยายประเด็นการเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขนำข้อมูลมาชี้แจงว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามารักษาพยาบาลในไทยไม่จ่ายค่ารักษาพยาบาลสูงถึงปีละประมาณ 7,000 ล้านบาท ด้านสมาคมโรงแรมไทยจึงตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อตรวจสอบสถิติ 3 อันดับแรก กลับเป็นสัญชาติเมียนมา กัมพูชา และลาว ซึ่งชัดเจนว่าเป็นกลุ่มแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทย ไม่ใช่กลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางระยะสั้น เนื่องจากแรงงานเหล่านี้ควรเข้าไปใช้สิทธิในระบบประกันสังคมมากกว่า โดยการนำตัวเลข 7,000 ล้านบาทดังกล่าวมาเป็นฐานตั้งต้น เพื่อหวังจะนำเงินจากการเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน ซึ่งคาดว่าเก็บได้เต็มที่ราว 8,000–10,000 ล้านบาท ไปมอบให้สาธารณสุขทั้งหมด ถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและเงินจะไม่มีทางพอใช้ อีกทั้งภาครัฐยังไม่มีรายละเอียดโครงสร้างการบริหารจัดการเงิน สัดส่วนที่จะนำไปใช้ หรือการระบุความคุ้มครองของประกันภัยที่ชัดเจนให้กับนักท่องเที่ยว
นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวว่า สมาคมโรงแรมไทย ส่งหนังสืออธิบดีกรมสรรพากร คัดค้านหลักการร่าง พ.ร.บ.ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร หลังกรมสรรพากรเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอจัดเก็บภาษีผู้เดินทางออกนอกประเทศทางอากาศทุกสัญชาติ เบื้องต้นครั้งละ 1,000 บาท และกำหนดเพดานไม่เกินครั้งละ 5,000 บาทนั้น เพราะมีความกังวลในเรื่องดังกล่าวมาก เนื่องจากอาจเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้เดินทาง ส่งผลกระทบต่อความต้องการเดินทางทางอากาศ และบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจโรงแรม สายการบิน บริษัทนำเที่ยว ร้านอาหาร ร้านค้า และผู้ประกอบการในท้องถิ่น
สมาคมโรงแรมไทยขอแสดงความกังวลและคัดค้านหลักการดังกล่าว เนื่องจากอาจเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้เดินทาง ส่งผลกระทบต่อความต้องการเดินทางทางอากาศ และบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจโรงแรม สายการบิน บริษัทนำเที่ยว ร้านอาหาร ร้านค้า และผู้ประกอบการในท้องถิ่น โดยมีเหตุผลสำคัญดังต่อไปนี้
1. ภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มขึ้น และอาจกระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย หากมีการจัดเก็บภาษีตามร่างกฎหมายดังกล่าว นักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีภาระค่าธรรมเนียมและภาษีที่เกี่ยวข้องรวมสูงถึง 2,570 บาทต่อคนต่อการเดินทางหนึ่งครั้ง โดยประกอบด้วย
• ค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) จำ นวน 1,120 บาท ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569
• ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ จำนวน 450 บาท ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมดำเนินการ
• ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร จำนวน 1,000 บาท ตามร่างกฎหมายที่เสนอ
ทั้งนี้ ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติและภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรยังเป็นข้อเสนอที่อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา มิใช่ภาระที่เรียกเก็บครบทั้งสามรายการแล้วในปัจจุบัน
ภาระดังกล่าวอาจทำให้ครอบครัวนักท่องเที่ยว 4 คนมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นรวม 10,280 บาท โดยยังไม่รวมค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ภายในประเทศ ตลอดจนค่าธรรมเนียมบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัดจากผู้เข้าพักโรงแรมในบางพื้นที่ ซึ่งอาจเพิ่มภาระให้ผู้เดินทางและทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบจุดหมายปลายทางคู่แข่งในภูมิภาค
2. ผลกระทบต่อการเดินทางแบบสองทิศทาง (Two-Way Tourism) และความเชื่อมโยงของเที่ยวบินระหว่างประเทศ
การเดินทางระหว่างประเทศมีความสัมพันธ์กันทั้งขาออกและขาเข้า หากภาษีดังกล่าวทำให้คนไทยเดินทางไปต่างประเทศลดลง ความต้องการเดินทางโดยรวมอาจลดลง และส่งผลต่อความคุ้มค่าในการเปิดให้บริการเที่ยวบินของสายการบิน
โดยเฉพาะเส้นทางที่มีผู้โดยสารไม่มากเพียงพอเมื่อความต้องการเดินทางลดลง สายการบินอาจพิจารณาปรับลดความถี่เที่ยวบินหรือชะลอการเปิด เส้นทางใหม่ ซึ่งจะทำให้จำนวนที่นั่งและทางเลือกในการเดินทางมายังประเทศไทยลดลงตามไปด้วย นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้าไทยจึงอาจมีทางเลือกน้อยลง ค่าโดยสารสูงขึ้น หรือเปลี่ยนไป เลือกประเทศอื่นที่เดินทางได้สะดวกและคุ้มค่ากว่า
ผลกระทบดังกล่าวมิได้จำกัดอยู่เพียงการเดินทางของคนไทยไปต่างประเทศ แต่ยังอาจกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ รายได้จากการเข้าพักโรงแรม และการใช้จ่ายในธุรกิจท่องเที่ยวตลอดห่วงโซ่อุปทาน
3. ซ้ำเติมภาวะการท่องเที่ยวที่ยังเปราะบางในช่วงที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์เศรษฐกิจ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น การเพิ่มภาษีอีก 1,000 บาทต่อครั้งอาจกระทบการตัดสินใจเดินทาง โดยเฉพาะตลาดระยะใกล้และกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ซึ่งอาจเลือกจุดหมายปลายทางอื่นที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ส่งผลต่อรายได้และการจ้างงานของผู้ประกอบการโรงแรมและธุรกิจที่ เกี่ยวข้อง
4. ขอให้พิจารณาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวมอย่างรอบด้าน สมาคมโรงแรมไทยเห็นว่า การประเมินมาตรการดังกล่าวควรพิจารณามากกว่ารายได้ภาษีที่รัฐจะได้รับ โดยต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อจำนวนผู้เดินทาง ความคุ้มค่าของเส้นทางบิน รายได้จากนักท่องเที่ยว
การจ้างงาน และรายได้ภาษีที่เกิดจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่การท่องเที่ยว พร้อมเปรียบเทียบ กับมาตรการของประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เพื่อให้มั่นใจว่าประโยชน์ที่ได้รับคุ้มค่ากับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ข้อเสนอของสมาคมโรงแรมไทย
ด้วยเหตุผลข้างต้น สมาคมโรงแรมไทยขอให้กรมสรรพากรและกระทรวงการคลังพิจารณาดังนี้
1. ทบทวนและยุติการผลักดันร่างพระราชบัญญัติภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. …. ใน หลักการปัจจุบัน เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางระหว่างประเทศและความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย
2. หากยังมีความจำเป็นต้องดำเนินการต่อ ขอให้เปิดเผยผลการศึกษาผลกระทบและประมาณการรายได้อย่างชัดเจน ครอบคลุมทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ สายการบิน ธุรกิจโรงแรม และ
เศรษฐกิจโดยรวม ก่อนนำเสนอเพื่อพิจารณา
3. ขอให้พิจารณามาตรการทางเลือกที่ไม่เพิ่มภาระให้ผู้เดินทางเกินความจำเป็น และไม่สร้างอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะการทบทวนขอบเขตผู้เสียภาษี อัตราภาษี และเพดานภาษีที่เสนอไว้
สมาคมโรงแรมไทยสนับสนุนการดำเนินนโยบายการคลังที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน แต่เห็นว่าการกำหนดมาตรการด้านภาษีควรคำนึงถึงผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม และรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ

