ส.ซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า เผยครึ่งปีแรกยอดรับซื้อของเก่าหด 30% น้ำมันแพง-ค่าขนส่งพุ่ง กดราคารับซื้อ จับตานำเข้าขยะรีไซเคิล วอนรัฐคุมเข้มศุลกากร
นายชัยยุทธิ์ พลเสน นายกสมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจรีไซเคิลในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ในภาวะทรงตัว ปริมาณรับซื้อของเก่าลดลงประมาณ 30% เมื่อเทียบกับปี 2568 หรือเหลือประมาณ 70% ของปีก่อน ครอบคลุมวัสดุรีไซเคิลหลักทั้งเหล็ก กระดาษ พลาสติก และแก้ว โดยสาเหตุสำคัญมาจากราคาน้ำมันและต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับกำลังซื้อประชาชนชะลอตัว ทำให้ปริมาณวัสดุเหลือใช้ที่เข้าสู่ระบบรีไซเคิลลดลง โดยเฉพาะเมื่อร้านรับซื้อของเก่าไม่สามารถปรับราคารับซื้อขึ้นตามต้นทุนได้ เพราะโรงงานอุตสาหกรรมปลายทางยังรับซื้อในราคาเดิม ผู้ประกอบการจึงต้องลดราคารับซื้อจากประชาชนเพื่อชดเชยต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้น
“ถ้าเราซื้อแพงขึ้น เราจะไปเจอค่าขนส่งที่แพง กลายเป็นต้นทุนก็ซื้อมาแพง ราคาค่าขนส่งก็แพงกลายเป็น 2 แพง แต่ในขณะเดียวกันโรงงานไม่ได้ขึ้นราคา โรงงานซื้อราคาเดิม เราก็ต้องลดราคาซื้อให้ถูกลง จะได้ไปชดเชยกับค่าขนส่งที่แพงขึ้น”นายชัยยุทธิ์กล่าว
นายชัยยุทธิ์ กล่าวว่า เมื่อราคารับซื้อลดลง ประชาชนก็ขาดแรงจูงใจในการนำของเก่ามาขาย ขณะเดียวกันในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้ประชาชนมีเงินใช้จ่ายน้อยลง โดยการบริโภคส่วนใหญ่จำกัดอยู่เฉพาะสินค้าจำเป็น ส่งผลให้ปริมาณวัสดุเหลือใช้ที่เข้าสู่ระบบรีไซเคิลลดน้อยลงตามไปด้วย
นายชัยยุทธิ์ กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจรีไซเคิลในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เริ่มมีสัญญาณดีขึ้น โดยเฉพาะไตรมาส 3 หลังประชาชนและผู้ประกอบการเริ่มปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต้นทุน ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลซึ่งก่อนหน้านี้ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ร้านรับซื้อของก็กังวลว่าอาจพุ่งขึ้นถึง 50 บาทต่อลิตร แต่ปัจจุบันปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 38-39 บาทต่อลิตร ก็ช่วยบรรเทาภาระค่าขนส่ง นอกจากนี้ หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อาทิ โครงการไทยช่วยไทยพลัส ช่วยให้ประชาชนกลับมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ก็จะส่งผลดีต่อธุรกิจรีไซเคิล เนื่องจากเมื่อมีการบริโภคมากขึ้น ปริมาณขยะและวัสดุเหลือใช้ก็จะเข้าสู่ร้านรับซื้อของเก่ามากขึ้น เปิดโอกาสให้ราคารับซื้อปรับตัวดีขึ้นตามกลไกตลาด
นายชัยยุทธิ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ราคารับซื้อของเก่าไม่ได้ขึ้นลงตามราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความต้องการของโรงงานอุตสาหกรรมปลายทาง และปริมาณวัตถุดิบที่เข้าสู่ตลาด โดยเฉพาะเศษกระดาษและเศษเหล็ก หากมีการนำเข้าจากต่างประเทศจำนวนมาก ก็อาจทำให้ราคาวัสดุรีไซเคิลในประเทศลดลง แม้ปริมาณวัตถุดิบภายในประเทศจะมีเพียงพอก็ตาม
นายชัยยุทธิ์ มองว่าในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ธุรกิจรีไซเคิลยังเคลื่อนไหวตามภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อประชาชน หากเศรษฐกิจดี ธุรกิจก็มีโอกาสขยายตัว แต่หากเศรษฐกิจชะลอตัว ธุรกิจก็จะชะลอตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือการนำเข้าเศษวัสดุจากต่างประเทศมากเกินความจำเป็น ซึ่งเปรียบเสมือน “ยาฆ่าแมลง” ของธุรกิจรีไซเคิลไทย เพราะทำให้วัตถุดิบในประเทศขายได้ยากขึ้นและราคาสินค้าตกลง อาทิ เศษกระดาษอัดก้อนที่นำเข้าจากต่างประเทศ หากตรวจสอบอย่างเข้มงวด อาจพบวัสดุหรือขยะชุมชนปะปนอยู่ภายใน ซึ่งบางส่วนเป็นขยะที่ประเทศต้นทางต้องการกำจัด หากโรงงานนำเข้าแล้วแยกกระดาษด้านนอกไปรีไซเคิล ส่วนที่เป็นขยะด้านในอาจถูกส่งต่อไปกำจัดหรือใช้เป็นเชื้อเพลิงขยะในโรงปูน กลายเป็นภาระด้านสิ่งแวดล้อมของไทย
“ข้างนอกเหมือนกระดาษ แต่ข้างในอาจจะเป็นเศษขยะชุมชน เศษนู่นนี่นั่นที่เขาไม่สามารถจัดการภายในประเทศเขาได้ เขาก็ฝากมาทิ้งในประเทศไทยเรา” นายชัยยุทธิ์กล่าว
นายชัยยุทธิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ การตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์นำเข้าจำนวนมากยังทำได้ยาก หากใช้วิธีสุ่มตรวจเพียงบางตู้ก็อาจไม่สามารถตรวจพบสิ่งปนเปื้อนได้ทั้งหมด จึงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและป้องกันการสำแดงข้อมูลสินค้าไม่ตรงกับของจริง
นายชัยยุทธิ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ รัฐบาลควรกำหนดมาตรการนำเข้าเศษวัสดุรีไซเคิลให้สอดคล้องกับปริมาณวัตถุดิบและความต้องการใช้ภายในประเทศ โดยวัสดุที่ไทยมีเพียงพออยู่แล้วควรจำกัดหรือห้ามนำเข้า ขณะที่วัสดุที่จำเป็นต้องนำเข้าเพื่อเติมเต็มความต้องการของอุตสาหกรรม ควรกำหนดสัดส่วนให้เหมาะสมเป็นรายประเภท อาทิ เศษกระดาษลัง ควรให้ใช้วัตถุดิบในประเทศอย่างน้อย 70% และนำเข้าได้ไม่เกิน 30% ส่วนเศษเหล็กควรใช้วัตถุดิบรีไซเคิลภายในประเทศอย่างน้อย 60% และนำเข้าได้ประมาณ 40% สำหรับโลหะมีค่า เช่น ทองแดงและสเตนเลส สามารถนำเข้าได้ในสัดส่วนที่เหมาะสม ขณะที่เศษแก้วนั้นไม่ควรนำเข้า เนื่องจากไทยมีวัตถุดิบเพียงพอและสามารถนำกลับมาหลอมใช้ใหม่ได้อยู่แล้ว.ส่วนเศษวัสดุอิเล็กทรอนิกส์ ก็ไม่ควรนำเข้า เพราะอาจมีการนำแผงวงจรเข้ามาแยกโลหะมีค่า โดยกระบวนการเผาหลอมก่อให้เกิดมลพิษในประเทศ ขณะที่ผลประโยชน์จากการนำโลหะกลับไปใช้ประโยชน์อาจตกอยู่กับผู้ประกอบการต่างประเทศ
นายชัยยุทธิ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม กรมศุลกากรควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าตั้งแต่ด่านแรก เพื่อป้องกันขยะและวัสดุอันตรายปะปนเข้ามา เพราะการจำกัดการนำเข้าอย่างเหมาะสมจะช่วยให้วัตถุดิบในประเทศหมุนเวียนเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณภาครัฐจำนวนมากเพื่ออุดหนุนราคาหรือพยุงตลาด อย่างในช่วงที่โรงงานหันไปใช้วัตถุดิบนำเข้า จนลดการรับซื้อกระดาษในประเทศต่อเนื่องหลายเดือน สมาคมฯ เคยทำหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์ ก่อนมีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเสนอให้ชะลอการนำเข้าเป็นการชั่วคราว หลังจากนั้นราคากระดาษในประเทศก็ปรับตัวสูงขึ้น
“แค่เบรกว่าอย่านำเข้า เงินก็ไม่เสียออกนอกประเทศ วัสดุภายในก็ได้รับการรีไซเคิลอย่างสมบูรณ์แบบด้วย” นายชัยยุทธิ์กล่าว
นายชัยยุทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือจากรัฐบาล กระทรวงที่เกี่ยวข้อง และกรมศุลกากร ซึ่งเป็นด่านแรกในการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความต้องการวัตถุดิบของโรงงานกับการปกป้องผู้ประกอบการรีไซเคิลในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าที่เป็นส่วนสำคัญของระบบจัดเก็บและหมุนเวียนวัสดุให้กลับมามีประโยชน์

