IMF แถลงนโยบายเศรษฐกิจโลก ชี้ไทยเป็นแนวหน้าได้รับประโยชน์การลงทุน AI
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แถลงนโยบายเศรษฐกิจโลกว่า เศรษฐกิจโลกยังคงมีความสามารถในการรับมือกับอุปสรรคและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ความสามารถดังกล่าวกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัด โดยเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจทั้งในด้านพลังงานและการคลังได้เปราะบางลง ผนวกกับอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศยังคงอยู่ในระดับที่สูง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลางถ่วงรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ กระแสการลงทุนปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ได้กระตุ้นให้เศรษฐกิจพัฒนาขึ้นในเวลาเดียวกัน
กอร์เกียวากล่าวว่า เศรษฐกิจโลกจะเติบโตประมาณร้อยละ 3.1 ในปี 2026 ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากประมาณการเมื่อเดือนเมษายน แต่ก็ต่ำกว่าอัตราการเติบโตร้อยละ 3.4 ในปี 2025 อย่างไรก็ตาม การเติบโตของแต่ละประเทศนั้นมีความไม่เท่าเทียมกัน โดยประเทศที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้าน AI ซึ่งห่วงโซ่อุปทานกระจุกตัวกันอยู่ในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงไทย มาเลเซีย เกาหลีใต้และสิงคโปร์ ขณะที่ประเทศส่งออกพลังงานและไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามก็กำลังมีผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าเช่นกัน ทั้งนี้ ประเทศรายได้ต่ำ และประเทศเปราะบางซึ่งได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง โดยเฉพาะประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงาน และที่ไม่สามารถเข้าถึงโอกาสจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจในทิศทางตรงกันข้าม
พร้อมกล่าวว่า จากข้อมูลเมื่อเดือนเมษายน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรในประเทศที่มีความก้าวหน้าในด้านเศรษฐกิจปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ อันเป็นผลมาจากปัจจัยหลายประการ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง อุปสงค์ของการลงทุนที่แข็งแกร่งขึ้น การคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตที่สูงขึ้นจากการพัฒนา AI รวมถึงปัจจัยพื้นฐานทางการคลังด้วย กระนั้นก็ดี ประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศรายได้ต่ำยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและอาหารที่สูงขึ้น ท่ามกลางความช่วยเหลือจากต่างชาติในด้านการพัฒนาที่ลดลง และความซบเซาของการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง
กอร์เกียวาระบุว่า IMF ขอเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ เร่งปรับนโยบายด้านการคลัง โดยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ ปรับการใช้จ่ายภาครัฐอย่างเหมาะสมและพัฒนาการบริหารจัดการการเงินการคลังภาครัฐ ก่อนที่รอยร้าวจะขยายตัวจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ และย้ำว่า เมื่อราคาพลังงานและอาหารปรับตัวสูงขึ้น หลักการสำคัญคือ ให้ความช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่ตรึงราคา โดยต้องให้ความช่วยเหลือชั่วคราวและมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลือมาก สำหรับในด้านนโยบายการเงินนั้น ขอเรียกร้องให้ธนาคารกลางมุ่งมั่นในการรักษาเสถียรภาพด้านราคาสินค้า
และกล่าวว่า IMF ตระหนักดีกว่า AI มีศักยภาพในการส่งเสริมผลิตภาพทางเศรษฐกิจและทำให้เศรษฐกิจเจริญก้าวหน้ามากขึ้น ทั้งนี้ AI ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน กล่าวคือนักลงทุนอาจจะไม่ได้รับผลลัพธ์ที่คาดหวังไว้สูงจากการลงทุนด้าน AI ในระยะสั้น ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่ตลาดจะไร้ระเบียบอย่างรุนแรง พร้อมกันนี้ การโจมตีทางไซเบอร์โดยอาศัย AI ก็เกิดขึ้นแล้วด้วย ซึ่งการโจมตีระบบการเงิน อาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ และควรนำ AI มาใช้เพื่อสร้างโอกาสและตำแหน่งงานใหม่ๆ
กอร์เกียวากล่าวว่า จำเป็นต้องมีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ส่งเสริมการแข่งขัน ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและพลังงาน ตลอดจนดำเนินนโยบายตลาดแรงงานเชิงรุก เพื่อช่วยให้แรงงานสามารถปรับตัวและคว้าโอกาสใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นได้ พร้อมย้ำว่า IMF ตระหนักถึงความรับผิดชอบในการช่วยให้ประเทศสมาชิกสามารถรับมือกับกระแสความเปลี่ยนแปลงในเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะประสบความสำเร็จที่สุดเมื่อแต่ละประเทศร่วมมือกัน
ในช่วงถามตอบกอร์เกียวากล่าวว่า ไทยเป็นประเทศแนวหน้าที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้าน AI และสามารถริเริ่มแนวทางรับมือกับความเสี่ยงด้าน AI ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมเอ่ยชมว่า ไทย ซึ่งเป็นเจ้าภาพที่สวยงาม ให้การต้อนรับเราอย่างอบอุ่น ขอขอบคุณสำหรับการจัดเตรียมงานที่ยอดเยี่ยม การต้อนรับอย่างอบอุ่น และการจัดการประชุมที่ทำให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่

