จุฬาฯ ถกปม ‘ถ้ำหลวง’ วิเคราะห์ปรากฏการณ์หลากมิติ ถอดบทเรียนช่วย 13 ชีวิต ชี้เพิ่งผ่านมาครึ่งทาง

6.07.18 | 17:19 น.

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 6 กรกฎาคม ที่ห้องประชุมสารนิเทศ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการจัดเวทีจุฬาฯ เสวนา ครั้งที่ 14 เรื่อง “วิเคราะห์ปรากฏการณ์ถ้ำหลวงจากหลากมิติ” เพื่อนำเสนอองค์ความรู้จากนักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อถอดบทเรียนจากการช่วยชีวิตผู้ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย รวม 13 ชีวิต ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน

ผศ.ดร. สมบัติ อยู่เมือง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภูมิสารสนสนเทศเพื่อประเทศไทย ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า แนวทางการบริหารจัดการธรณีพิบัติภัยจากกรณีศึกษา ถ้ำขุนหลวงขุนน้ำนางนอน เพื่อลดผลกระทบในอนาคต ยกตัวอย่าง ความสำเร็จในการบริหารจัดการธรณีพิบัติภัย เพื่อลดความเสี่ยง จำเป็นต้องคำนึงปัจจัยหลัก 3 ประการ คือ 1.องค์ความรู้ของสาเหตุของการเกิดพิบัติภัยธรรมชาติ 2.หลักการและแนวทางในการสร้างระบบเฝ้าระวังและเตือนภัย 3.การกำหนดมาตราการที่เหมาะสมลักษณะรูปแบบและผลกระทบจากประเภทของพิบัติภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น

“ทางเรามีหน้าที่เพียงช่วยกันระดมความคิด และหาทางช่วยเหลือเพื่อส่งข้อมูลไปให้กับทางผู้ว่าฯ แต่สิ่งที่เราอยากแนะนำคืออยากให้หน่วยซีลที่อยู่ด้านในถ้ำ ช่วยเดินสำรวจถ้ำบริเวณนั้นอีกสักหน่อย เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าบริเวณนั้นอาจจะมีพื้นที่กว้างกว่าที่เป็นอยู่รึเปล่า อยากให้ช่วยผ่อนคลายอารมณ์ของผู้ประสบภัยทั้ง 13 คน ให้ได้มากที่สุด หากเป็นอย่างที่คาดไว้ อยากให้ส่งลูกฟุตบอลเข้าไป เพื่อให้พวกเขาได้มีกิจกรรมทำ ซึ่งการที่ผมคิดแบบนั้น เพราะพวกเขาอาจต้องติดอยู่ในนั้นอีกเป็นเดือนก็ได้” ผศ.ดร.สมบัติ กล่าว

ผศ.พิจิตรา สึคาโมโต้ หัวหน้าภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า หลายครั้งข่าวถ้ำหลวงออกมาในลักษณะเบรคกิ้งนิวส์ ถ้าพูดตรงๆ ก็เน้นเป็นข่าวที่ขายได้ ซึ่งปรากฏการณ์นี้เป็นข่าวที่ทั่วโลกจับตามอง ในส่วนของการทำเบลคกิ้งนิวส์ ในทวิตเตอร์จะเห็นค่อนข้างมาก จากวันที่เกิดเหตุการณ์ ทีมหมูป่าติดถ้ำหลวง 24 มิ.ย.- 6 ก.ค. 61 สร้างให้เกิดกระแสในโลกออนไลน์รวมทั้งสิ้น 559,810 ข้อความ และสร้างการ เอ็นเกจเม้นท์ รวมทั้งสิ้นกว่า165 ล้านเอ็นเกจเม้นท์ โดยกระแสมีความพีคสูงสุดในวันที่ 2-3 ก.ค. 61 ซึ่งเป็นวันที่ทีมสำรวจจากประเทศอังกฤษและหน่วยซีลของไทยพบตัวผู้ศูนย์หายทั้ง 13 คน และวันที่ 3 ก.ค.61 เป็นวันที่มีเอ็นเกจเม้นท์ สูงสุดถึง 23 ล้าน เอ็นเกจเม้นท์

Advertisement

“อีกด้านหนึ่งสื่อต่างประเทศได้หยิบยกไปนำเสนอตามรูปแบบวัฒนธรรมของการเสพข่าวในประเทศของตนซึ่งนำมาถูกเปรียบเทียบระหว่างการทำข่าวของนักข่าวไทย ที่มุ่งเน้นไปด้านการแสวงหา แพะ, ฮีโร่ และเรื่องทางไสยศาสตร์ สิ่งศักดิ์เหนือธรรมชาติต่างๆ ซึ่งแตกต่างกับนักข่าวต่างประเทศที่ไม่เน้นการทำข่าวร้อน เน้นเป็นการเล่าเรื่องและคลี่คลายสถานการณ์และเก็บข้อมูลครบถ้วน เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับคนในประเทศเขาได้ครบถ้วนมากขึ้น ตอนนี้อยู่ในช่วงที่ต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน รวมถึงพิบัติภัยในครั้งนี้ หลายประเทศต่างให้ความสนใจและได้ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่มาอย่างล้นหลาม หากพูดในฐานะสื่อ คิดว่าอยากให้ดูสื่อญี่ปุ่นเป็นตัวอย่าง ประชาชนล้วนแต่อยากได้ข่าวที่ครบและเข้าใจง่าย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้อยากบอกว่า ข่าวที่เร็วที่สุดไม่ได้เป็นผู้ชนะในเหตุการณ์นี้” ผศ.พิจิตรา กล่าว

รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า จากที่เคยคุยกับเพื่อนที่แพทย์ ทุกคนมีความหวัง และคิดว่าผู้ประสบภัยที่อยู่ในถ้ำก็มีความหวังเช่นกัน ดังนั้น ต้องย้อนมาดูว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพื่อถอดบทเรียน ตอนนี้เพิ่งผ่านมาเพียงแค่ครึ่งทางเท่านั้น จึงอยากให้คิดหาวิธีพาน้องๆ ทั้ง 13 คน ออกมาจากถ้ำด้วยวิธีอื่น ที่ไม่ใช่การดำน้ำพาน้องออกมา ซึ่งเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากเกินไป อยากให้หน่วยซีลที่ปฏิบัติงานอยู่ในถ้ำ ช่วยสำรวจบริเวณนั้นอีกแรงหนึ่ง เพื่อเป็นการ ช่วยเพิ่มช่องทางในการลำเลียงทั้ง 13 คน ออกมาได้อย่างปลอดภัย

“ในส่วนของร่างทรง สะท้อนให้เห็นว่า ในช่วงแรกยังไม่มีการจัดการไม่ดีพอ กรณีนี้ถือเป็นกรณีตัวอย่างในเรื่องของการปิดพื้นที่ไม่ให้คนนอกเข้าไปก่อกวน ของประเทศไทยรู้สึกว่าจะมีการจัดการช้าได้ช้าไปหน่อย เพราะร่างทรงที่เข้ามาได้พูดบั่นทอนจิตใจของทั้งญาติและประชาชนเหล่านั้นไปแล้ว ครั้งต่อไปจึงอยากขอให้มีมาตราการจัดการพื้นที่เกิดเหตุให้ดีกว่านี้ อีกสิ่งหนึ่งที่อยากให้สื่อได้นำเสนอ ในเรื่องของการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้ง 13 คน หลายกระแสบอกว่าจะส่งข้าวเหนียวหมู หรือบางแหล่งบอกว่าจะส่งอาหารอวกาศเข้าไปให้ทั้ง 13 คน ทาน แต่รู้หรือไม่ว่า หากทำเช่นนั้น จะทำให้เกิดอาการถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย แต่เนื่องจากได้มีผู้เชี่ยวชาญได้เข้าไปช่วยเหลือทั้ง 13 คน โดยการปรับสมดุลร่างกาย ด้วยการให้น้ำเกลือก่อน ถึงจะค่อยๆ ให้กินอาหารอ่อนๆ เพื่อเป็นการปรับสมดุลในร่างการ จึงทำให้พวกเขาเริ่มมีอาการที่ดีขึ้น” รศ.ดร.เจษฎากล่าว