สพฐ.แจงยิบเกณฑ์ใหม่ ร.ร.ดังรับ ม.1/ม.4 พท.บริการ 100%

18.07.18 | 16:19 น.

จากกรณีที่ผู้บริหารโรงเรียนดังกังวลกับแนวทางการรับนักเรียนชั้น ม.1 และชั้น ม.4 ในปีการศึกษา 2562 ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีแนวทางให้โรงเรียนยอดนิยม หรือโรงเรียนดังทั่วประเทศ ต้องรับเด็กในเขตพื้นที่บริการ 100% ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างแบ่งเขตพื้นที่บริการใหม่ และเด็ก 1 คน จะมีสิทธิเลือก 1 โรงเรียน แต่อยากให้เปิดช่องสำหรับโรงเรียนที่มีคุณลักษณะพิเศษ เพราะถ้าโรงเรียนไม่มีโอกาสคัดเด็กหัวกะทิเพื่อพัฒนาศักยภาพ จะทำให้โรงเรียนมีคุณภาพเท่ากัน แต่เท่ากันแบบต่ำลง ขณะที่โรงเรียนประจำจังหวัด จะถูกลดเกรดเป็นโรงเรียนประจำอำเภอนั้น

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า เรื่องดังกล่าวเป็นแนวคิดหนึ่ง และอยู่ระหว่างการรวบรวมความคิดเห็น หลักการคือลดการสอบเพื่อเข้าเรียนต่อ โรงเรียนทั่วไปควรรับเด็กในพื้นที่บริการ 100% แต่ในโรงเรียนอัตราการแข่งขันสูง หรือโรงเรียนที่เน้นการเรียนการสอนเฉพาะทาง จะต้องมีวิธีการอีกอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ หลักการอยู่ที่การประกาศเขตพื้นที่บริการ เบื้องต้นจะกำหนดเขตพื้นที่บริการใหม่ แบ่งเป็น เขตพื้นที่บริการระดับชุมชนโดยรอบโรงเรียน เขตพื้นที่บริการระดับอำเภอ เขตพื้นที่บริการระดับจังหวัด เขตพื้นที่บริการกลุ่มจังหวัดที่มีพื้นที่ต่อเนื่อง หรือมีเป้าหมาย เช่น กลุ่มโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย และสุดท้ายคือเขตพื้นที่บริการระดับประเทศ เช่น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งเปิดรับนักเรียนจากทั่วประเทศเข้าเรียน

นายบุญรักษ์กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ การพิจารณาจะต้องดูว่าโรงเรียนแต่ละประเภทควรกำหนดเขตพื้นที่บริการในลักษณะใด ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ในอนาคตจะกระจายอำนาจในการรับเด็กเข้าเรียน ให้คณะกรรมการรับนักเรียนของจังหวัด และโรงเรียน เป็นผู้ดูแลว่าโรงเรียนใดควรมีเขตพื้นที่บริการแค่ไหน โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะเป็นเพียงผู้กำหนดนโยบาย

“จริงๆ โรงเรียนในกรุงเทพฯ ทั้งหมด จะมีรูปแบบการบริหารงานที่พิเศษ โรงเรียนยอดนิยมหลายโรง เขตพื้นที่บริการของตัวเองไม่มีเด็ก แต่มีเด็กที่อื่นมาเรียน ก็ต้องมาดูว่าปัจจุบันมีเด็กจากที่ไหนมาเรียนบ้าง กรณีแบบนี้สามารถประกาศเขตพื้นที่บริการเป็นกลุ่มจังหวัดได้ แต่ต้องไปดูความเป็นจริงในพื้นที่ ไม่ใช่ประกาศตูมลงไป โดยไม่ดูว่าเด็กมีภูมิลำเนามาจากที่ใด เช่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 กรุงเทพมหานคร (สพม.เขต 1 กทม.) มีเด็กน้อยกว่า สพม.เขต 2 กทม.ก็ต้องประกาศเขตพื้นที่บริการออกมานอกเขต ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการรับนักเรียนของแต่ละจังหวัด เรื่องนี้ต่อไปผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องเป็นประธานในการพิจารณา เพราะอาจต้องดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย” นายบุญรักษ์ กล่าว

นายบุญรักษ์กล่าวต่อว่า ที่หลายฝ่ายกังวลว่าการกำหนดเขตพื้นที่บริการใหม่ จะทำให้เกิดปัญหา เพราะขณะนี้มีความซ้ำซ้อน บ้านเลขที่หนึ่งอาจอยู่ในหลายเขตพื้นที่บริการ รวมถึง อาจทำให้เกิดการฟ้องร้อง เพราะผู้ปกครองในพื้นที่เดิมอาจเสียสิทธิจากการแบ่งพื้นที่ใหม่นั้น ข้อกังวลเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรารับรู้ และต้องไปแก้ในรายละเอียด อะไรก็ตามที่เป็นปัญหาต้องพูดคุย เพราะครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงในหลักการ จากเดิมที่เอาความพร้อมของโรงเรียนเป็นตัวตั้ง แล้วกำหนดว่าจะรับเด็กกี่ห้อง กี่คน มาเป็นเอาความต้องการของประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก เพื่อให้การจัดการศึกษาตอบสนองความต้องการของประชาชน

Advertisement

นายบุญรักษ์กล่าวอีกว่า เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะไม่กระทบมาก เพราะจำนวนเด็กลดลง ดังนั้น จะไม่ไปล้นในบางพื้นที่มากเกินไป หรือหากจำนวนเด็กมากเกินไป โรงเรียนสามารถขยายห้องเรียน รวมถึง สพฐ.มีนโยบายจะเพิ่มโรงเรียน ซึ่งที่ชัดเจนแล้วที่ จ.ปทุมธานี 1 โรง เป็นโรงเรียนที่จัดตั้งไว้แล้ว เปิดสอน 1-2 ห้องในพื้นที่โรงเรียนอื่น ยังไม่มีสถานที่ตั้ง และอาคารเรียนเป็นของตัวเอง ขณะนี้หาสถานที่ตั้งได้แล้วประมาณ 20 ไร่ สาเหตุที่สร้างโรงเรียนเพิ่ม เพราะพบว่ามีการอพยพประชากรออกมาอยู่ด้านนอกมากขึ้น เนื่องจากการขนส่งมวลชนสะดวกมากขึ้น

“นอกจากนี้ ยังให้เขตพื้นที่ฯ ทั่วประเทศ จัดทำข้อมูลว่าหากประกาศเขตพื้นที่บริการใหม่แล้ว จำนวนเด็กในพื้นที่บริการในปี 2562 จะมีจำนวนเท่าไร และหากเกินไปในพื้นที่ใกล้เคียงจำนวนเท่าไหร่ ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน เพื่อให้รู้จำนวนประชากรวัยเรียนที่ชัดเจน การรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ต่างจากที่ผ่านมา ที่ไม่ทราบตัวเลข ตรงนี้จะเป็นการปลดทุกข์ให้ประชาชน ในการหาที่เรียนให้ลูก” นายบุญรักษ์ กล่าว

นายบุญรักษ์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม แนวทางการรับนักเรียนดังกล่าว จะต้องสอบถามความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้อง ก่อนเสนอให้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พิจารณา ที่สำคัญจะต้องเสนอให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เห็นชอบ ซึ่งถ้าจัดทำรายละเอียดได้ทันภายในเดือนธันวาคม จะได้เริ่มใช้ในการรับนักเรียนปีการศึกษา 2562 แต่ถ้าไม่ทัน จะใช้ในปีถัดไป แต่การเปลี่ยนแปลงใดๆ จะต้องสร้างความเข้าใจให้ประชาชนเป็นสำคัญ

นายบุญรักษ์กล่าวว่า ส่วนที่สมาคมคณะกรรมการประสานงานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ส.ปส.กช.) กังวลว่า จะกระทบ ทำให้เด็กเข้าเรียนโรงเรียนเอกชนน้อยลงนั้น ไม่อยากให้กังวล เร็วๆ นี้ จะเชิญตัวแทนจากโรงเรียนเอกชน เข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาเรื่องนี้ด้วย

ด้านนายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การปรับหลักเกณฑ์รับนักเรียนในเขตพื้นที่บริการ 100% มีข้อดี คือได้กระจายนักเรียนให้ไปสู่โรงเรียนรัฐ ไม่ว่าจะขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็กได้ทั่วถึง แต่ข้อเสีย คือเนื่องจากแต่ละโรงเรียนมีคุณภาพการจัดการศึกษาต่างกัน โรงเรียนรัฐขนาดใหญ่ย่อมมีคุณภาพต่างจากโรงเรียนรัฐขนาดกลาง และขนาดเล็ก เพราะทรัพยากรทั้งหลายไปจมอยู่กับโรงเรียนรัฐขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนครู เงินงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ สพฐ.ต้องจัดการให้โรงเรียนรัฐขนาดกลาง และขนาดเล็กมีคุณภาพ และน่าเชื่อถือ ให้เท่าเทียมกับโรงเรียนรัฐขนาดใหญ่ อีกทั้ง ผู้ปกครองมีค่านิยมที่ต้องการส่งลูกไปเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐชื่อดังอยู่ ถ้าไม่แก้ไขปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมกัน และค่านิยมส่งลูกเรียนโรงเรียนดังไม่ได้ ไม่มีทางที่จะทำนโยบายนี้สำเร็จ และคิดว่าควรจะทำในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า ไม่ควรเร่งปฏิบัติทันที

“การออกนโยบายใด ควรจะนำผู้ปกครอง นักเรียน ผู้อำนวยการ และส่วนจัดการศึกษาที่เกี่ยวข้องทุกส่วน มาปรึกษาหารือกันก่อนจะออกนโยบายออกมา ที่เป็นประเด็นอีกเรื่องหนึ่งคือ โรงเรียนเอกชน นโยบายรับนักเรียนในเขตพื้นที่บริการ 100% จะกระทบต่อโรงเรียนเอกชนอย่างมาก โรงเรียนเอกชนจะปิดตัวเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน รัฐควรจะช่วย และสนับสนุนโรงเรียนเอกชน เพื่อให้ยืนหยัดอยู่ได้ ผมคิดว่าขณะนี้ นโยบายการจัดการศึกษาของรัฐที่ออกมา ไปรังแกเอกชนมากขึ้นทุกวัน รัฐควรเคารพโรงเรียนเอกชนในเรื่องของการมีส่วนร่วมจัดการศึกษา และมองว่าโรงเรียนเอกชนเป็นกลไกหนึ่งที่จะทำให้การศึกษาดีขึ้น” นายสมพงษ์ กล่าว

นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า การปรับหลักเกณฑ์ และแนวทางการรับนักเรียนในเขตพื้นที่บริการ 100% และแนวคิดที่จะสร้างโรงเรียนเพิ่มในพื้นที่มีโรงเรียนสังกัด สพฐ.น้อยนั้น เป็นแนวคิดที่ไม่ได้แก้ปัญหาอะไร มีแต่จะขยายปัญหาเพิ่มขึ้นในอนาคต ทั้ง 2 นโยบาย เป็นนโยบายกำหนดจากส่วนกลางท็อปดาวน์ลงไป เป็นนโยบายที่อันตราย และสุ่มเสี่ยงทำให้เกิดผลกระทบอื่นตามมาอีกหลายเรื่องโดยที่เราไม่คาดคิด ท้ายสุดต้องมานั่งแก้ ปรับเปลี่ยนนโยบายเหมือนที่ผ่านมา การกำหนดนโนบายจากส่วนกลาง ที่ขาดการศึกษาข้อมูล ขาดการวิจัย และขาดบุคลากรที่จะลงพื้นที่ศึกษาอย่างจริงจัง ถือว่าจุดอ่อนอย่างหนึ่งของภาครัฐที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หากมีนโยบายที่ไม่อิงงานวิจัย หรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นของแต่ละพื้นที่ จะได้ผลเสียมากกว่าผลดีแน่นอน