จากกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอแก้ไขเพิ่มร่างกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา (ฉบับที่ …) พ.ศ. … หลังกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 มีผลใช้บังคับมานาน โดยแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับความประพฤติของนักเรียน และนักศึกษาให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อส่งเสริมความประพฤติที่เหมาะสม มีความรับผิดชอบต่อสังคม และคำนึงถึงความปลอดภัยแก่นักเรียน และนักศึกษา โดยเฉพาะห้ามการรวมกลุ่ม มั่วสุม ห้ามกระทำเกี่ยวกับการแสดงพฤติกรรมทางชู้สาวอันไม่เหมาะสมโดยไม่จำกัดสถานที่ และห้ามออกนอกสถานที่พัก เพื่อเที่ยวเตร่ หรือรวมกลุ่ม อันเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเอง หรือผู้อื่น โดยไม่จำกัดเวลา นั้น
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม นายชลำ อรรถธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) รักษาการแทนเลขาธิการ กช.ในฐานะโฆษก ศธ.เปิดเผยว่า กฎกระทรวงฉบับนี้ ครอบคลุมการกำหนดความประพฤติของนักเรียน และนักศึกษา โดยให้อำนาจเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา (พสน.) ซึ่งเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงระดับอุดมศึกษา เข้ามาร่วมเป็นเจ้าพนักงาน โดยจะกำหนดหน้าที่ชัดเจนว่าแต่ละคนมีหน้าที่เฝ้าระวังพฤติกรรมของนักเรียน และนักศึกษาในระดับใด ซึ่งในส่วนของระดับอุดมศึกษา จะมีเจ้าหน้าที่คอยสอดส่องดูแล เพียงแต่ปัญหาส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับนักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมากกว่า
“ที่นักศึกษากังวลว่ากฎดังกล่าวจะไปลิดรอนสิทธินั้น ผมไม่อยากให้กังวล เพราะกฎกระทรวงฉบับนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นการปรับปรุงกฎกระทรวงฉบับเดิมที่มีอยู่ในครอบคลุม โดยเฉพาะในส่วนของการกำกับดูแลพฤติกรรมมั่วสุมนั้น จะไม่กระทบกับการจัดกิจกรรมต่างๆ ของนักศึกษา แต่จะเข้าไปดูแลการรวมกลุ่มมั่วสุมทำสิ่งที่สุ่มเสี่ยงต่อผิดกฎหมาย เช่น รวมกลุ่มมั่วสุมยาเสพติด หรือการรวมกลุ่มของเด็กแว้น เป็นต้น” นายชลำ กล่าว
นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ภาพรวมเห็นด้วยกับการแก้ไขกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว เชื่อว่าจะสามารถเฝ้าระวัง โดยขณะนี้มีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ และเหตุการณ์ที่สุ่มเสี่ยงก่อให้เกิดอันตรายในสังคมจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการปรับแก้กฎกระทรวงดังกล่าวให้ครอบคลุม แต่ก็ขึ้นอยู่กับการบังคับใช้ว่ามีความจริงจังมากน้อยแต่ไหน รวมถึง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติ ซึ่งมีอยู่น้อย จะสามารถดูแลเฝ้าระวังได้ครอบคลุมมากน้อยแค่ไหน
“ดังนั้น ในทางปฏิบัติควรจะบูรณาการงานเฝ้าระวังกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นต้น เพื่อให้การดำเนินการเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง เพราะปัญหาของเด็กและเยาวชน จะแก้ไขโดยหน่วยงานใด หน่วยงานหนึ่งไม่ได้” นายสมพงษ์ กล่าว
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความสัมพันธ์ชู้สาว ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ได้จากการลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลเบื้องต้น พบว่า มีเด็กและเยาวชน ประมาณ 1.1 แสนคน อายุระหว่าง 11-15 ปี ต่ำสุด 8 ปี ที่มีปัญหาท้อง แท้ง ทิ้ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ ขณะที่ข้อมูลสำคัญที่ได้จากการสอบถามนักเรียน พบว่า การเรียนการสอนเรื่องเพศศึกษาในโรงเรียนยังมีความล้าหลัง เป็นการสอนแบบอนุรักษ์นิยม เหมือนชี้โพรงให้กระรอก ขณะที่ครูยังมีความเขินอายที่จะอธิบายรายละเอียดการมีเพศสัมพันธ์ที่ถูกต้อง รวมครูยังมองว่าเรื่องเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องสกปรก ที่เมื่อโตขึ้นเด็กสามารถเรียนรู้ได้เอง ดังนั้น หากการเรียนการสอนยังไม่ปรับเปลี่ยนให้ทันสมัย และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เชื่อว่าการแก้ไขเรื่องนี้จะทำได้ลำบาก
น.ส.สวรรยาก์ วสุรัตนานนท์ นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าการปรับแก้กฎดังกล่าว น่าจะแก้ปัญหาได้บางส่วน แต่คงไม่ครอบคลุม และเป็นการออกกฎมากำกับดูแลนักเรียน นักศึกษาที่กว้างเกินไป อาจทำให้เกิดปัญหาในการตีความ ยกตัวอย่างเช่น ข้อแรก ห้ามการรวมกลุ่ม มั่วสุม อันน่าจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน จะตีความอย่างไร จึงจะเรียกว่ามีพฤติกรรมมั่วสุม ก่อให้เกิดความไม่สงบ การออกกฎดังกล่าว จึงดูเกินกว่าเหตุ ทำให้นักเรียน นักศึกษาถูกลิดรอนสิทธิ ส่วนถ้าถามว่าระเบียบในการกำกับดูแลนักเรียน นักศึกษา แบบใดจึงจะเหมาะสม และพอดี คงตอบไม่ได้ เพราะสังคมไทยมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
“กฎที่ออกมาดูเกินกว่าเหตุ และไม่แน่ใจว่าต้องการสื่อสาร และกำกับดูแลในเรื่องใด ที่สำคัญ การออกกฎนี้ได้สอบถามความคิดเห็นผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง เช่น นักเรียน นักศึกษา ครู ผู้ปกครอง และผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือไม่ ดังนั้น ส่วนตัวจึงอยากให้มีการทบทวน และสอบถามความความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อน อีกทั้ง การแก้ปัญหานี้ควรเป็นความร่วมมือของทุกฝ่าย” น.ส.สวรรยาก์ กล่าว

