กรณีนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ปฏิเสธที่จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 ที่คำสั่งที่ 39/2559 สั่งการให้สภามหาวิทยาลัยรัฐที่เป็นส่วนราชการ ปลดอธิการบดี/รักษาการอธิการบดีที่อายุเกิน 60 ปี ตามที่นักวิชาการเสนอ แต่กลับโยนเผือกร้อนไปให้สภาเป็นผู้พิจารณาโดยให้ยึดคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเป็นบรรทัดฐานกรณีพิพากษามหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)กาญจนบุรี ว่าอธิการบดี/รักษาการอธิการบดีจะอายุเกิน 60 ปีไม่ได้ ด้วยเหตุผลทำนองว่าเป็นผู้แต่งตั้ง ก็ต้องเป็นผู้ถอดถอนเอง
เป็นที่มาที่นักวิชาการติงว่านพ.ธีระเกียรติ ลอยตัวเหนือปัญหา
ขณะที่สภาเองก็ไม่กล้าที่จะถอดอธิการบดีเพราะหวั่นว่าจะถูกอธิการบดีฟ้องกลับ นายกสภาจึงอยู่ในฐานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ด้วยอธิการบดีอ้างว่ามาตามกระบวนการสรรหาที่ถูกต้อง ถ้าไม่ถูกต้องสภาก็คงไม่แต่งตั้ง ฉะนั้นถ้าต้องมาถูกปลดในภายหลังโดยที่พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏก็ไม่มีมาตราเกี่ยวกับขาดคุณสมบัติเรื่องอายุมาเป็นเงื่อนไขการปลด อาจเป็นมูลเหตุให้อธิการบดีหยิบยกมาฟ้องกลับ ด้วยเหตุนี้สภาหลายแห่งจึงไม่กล้าปลด ขณะนี้จึงเกิดปัญหาจะไปต่อก็ไม่ได้ จะถอยกลับก็ไม่ได้ นายกสภาส่วนหนึ่งจึงเลือกแก้ปัญหาโดยการลาออกจากตำแหน่ง
เช่นดังกรณีของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ นายกสภามรภ.พระนคร ที่ลาออกจากตำแหน่งนายกสภามรภ.พระนคร ในการประชุมสภาเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561 แม้ให้เหตุผลเรื่อง “ภาระชาติผมเยอะ” แต่หลายคนเชื่อว่าเหตุผลหนึ่งที่ผลักดันให้นายมีชัย ทิ้งเก้าอี้น่าจะมีประเด็น “อธิการบดีจากผู้เกษียณ” ร่วมด้วย เพราะสภามรภ.พระนคร แต่งตั้งอธิการบดีจากผู้เกษียณ คือ รศ.ดร.เปรื่อง กิจรัตน์ภร ซึ่งปัจจุบันอายุ 74 ปี จัดเป็นอธิการบดีจากผู้เกษียณที่อายุมากเป็นลำดับ 2 ของมรภ.ทั่วประเทศ รองจาก ผศ.จรูญ ถาวรจักร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี (มร.อด.) ที่อายุ 76 ปี
นอกจากนี้ ผศ.ไพฑูรย์ เจริญพันธุวงศ์ อุปนายกสภามรภ.มหาสารคาม/กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภามรภ.มหาสารคาม รักษาการนายกสภามรภ.มหาสารคาม ก็ได้ลาออกจากตำแหน่งอุปนายกสภาและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภาในการประชุมสภาเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561 เช่นกัน ด้วยว่ากรรมการสภาส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับที่นายไพฑูรย์เสนอให้ชะลอกระบวนการสรรหาแต่งตั้งรองอธิการบดีออกไป 2-3 เดือน แต่อยากให้สรรหาแต่งตั้งให้แล้วเสร็จ ขณะที่นายไพฑูรย์มองว่าศาลปกครองสูงสุดเพิ่งรับคำฟ้องอุทธรณ์กรณีสภาแต่งตั้งอธิการบดีจากผู้เกษียณหลังจากที่โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายนิรุต ถึงนาค อายุ 65 ปี เป็นอธิการบดี มรภ.มหาสารคาม เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561 ได้ไม่กี่วัน เมื่อกระบวนการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดยังคาราคาซัง นายไพฑูรย์จึงเสนอให้ชะลอกระบวนการสรรหาแต่งตั้งรองอธิการบดีไปอีก 2-3 เดือนจนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำวินิจฉัย แต่เมื่อกรรมการส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วย นายไพฑูรย์ ไม่อยากลงนามเพราะจะมีผลผูกพัน เลยตัดสินใจประกาศลาออกจากตำแหน่งอุปนายกสภา/กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภา ในที่ประชุมสภา
กรณีที่นายไพฑูรย์ ตัดสินใจทิ้งเก้าอี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้และน่าเห็นใจ เพราะกรณีมรภ.มหาสารคาม ศาลปกครองชั้นต้นสั่งยกฟ้อง แต่มาถึงศาลปกครองสูงสุดกลับคำร้องอุทธรณ์ ซึ่งไม่ต่างจากกรณีของมรภ.กาญจนบุรี ที่ศาลปกครองชั้นต้นสั่งยกฟ้องเช่นกัน แต่พอมาถึงศาลปกครองสูงสุดกลับพิพากษาให้เพิกถอนมติแต่งตั้งอธิการบดีจากผู้เกษียณหรืออายุเกิน 60 ปี
ย้อนไปดูคำพิพากษาของมรภ.กาญจนบุรี ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 ว่า แม้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ 37/2560 เรื่องการแก้ไขปัญหาการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษา ในข้อ 2 ที่กำหนดให้ “สถาบันอุดมศึกษามีอำนาจแต่งตั้งบุคคลใดที่มิได้เป็นข้าราชพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาหรือเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา มาดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้” แต่คำสั่ง คสช.ไม่ได้ยกเว้นเรื่องคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามในเรื่องอายุ ด้วยระบุว่า “คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ยังต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา(ก.พ.อ.)และกฎหมายจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษานั้นๆ” คำสั่งคสช. จึงเป็นเพียงการรองรับให้ผู้ที่ไม่ได้เป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา/พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา สามารถเป็นอธิการบดีได้เท่านั้น แต่คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ยังต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา(ก.พ.อ.)และกฎหมายจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษานั้นๆ และแม้พ.ร.บ.มรภ.และพ.ร.บ.ก.พ.อ.ไม่ได้กำหนดคุณสมบัติเรื่องอายุไว้ชัดเจน แต่พ.ร.บ.ก.พ.อ.กำหนดเรื่องข้าราชการพลเรือน/พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาต้องออก/พ้นจากราชการในกรณีใดบ้าง จึงโยงไปยังพ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์เรื่องอายุไว้ว่าข้าราชการ/พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้วเป็นอันพ้นจากราชการ จึงถือว่าคุณสมบัติเรื่องอายุที่ต้องไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ เป็นคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการบดีและรักษาการอธิการบดี ที่จำเป็นต้องมี
ขณะที่ในส่วนของมทร.อีสาน เคยมีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในลักษณะคล้ายกับมรภ.กาญจนบุรี โดยศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 ให้ยืนตามคำตัดสินของศาลปกครองชั้นต้น ที่ให้เพิกถอนคำสั่งสภา มทร.อีสาน ที่แต่งตั้ง นายวินิจ โชติสว่าง ซึ่งอายุเกิน 60 ปี ดำรงตำแหน่งรักษาการอธิการบดี โดยศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่มีสถานภาพเป็นข้าราชการหรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา นอกจากนี้ศาลปกครองชั้นต้นได้เคยพิพากษากรณีของมทร.ศรีวิชัย เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 โดยให้เพิกถอนคำสั่งสภามทร. ศรีวิชัย ที่แต่งตั้งนายประชีพ ชูพันธ์ ซึ่งอายุเกิน 60 ปี ดำรงตำแหน่งรักษาการอธิการบดี โดยศาลวินิจฉัยว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะรักษาการอธิการบดีต้องเป็นข้าราชการพลเรือนหรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา หรือต้องไม่เกิน 60 ปี อย่างไรก็ตามในชั้นศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดี เนื่องจากนายประชีพ ได้ลาออกจากตำแหน่งรักษาการอธิการบดีก่อน
แต่ในเคสของมทร. เนื่องจากผู้ฟ้องฟ้องประเด็นอื่นพ่วงด้วย ทำให้ฝ่ายที่เสนอแต่งตั้งอธิการบดี/รักษาการอธิการบดี ไม่ยอมรับกับเรื่องอธิการบดีมาจากผู้ที่อายุเกิน 60 ไม่ได้ ด้วยอ้างว่าศาลปกครองสั่งเพิกถอนมติแต่งตั้ง ก็ด้วยประเด็นฟ้องอื่นเป็นหลักมากกว่า
ต้องจับตาดูว่าที่สุดแล้วสภามหาวิทยาลัยเหล่านี้จะหาทางออกอย่างไร รวมถึงสภาอื่นๆ ด้วยที่กำลังทยอยประชุมสภานัดแรกหลังหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2561 ก็ต้องรอดูฟีดแบ็กเช่นกันว่าจะออกมาในรูปแบบเดียวกับมรภ.พระนครและมรภ.มหาสารคามหรือไม่
ที่สำคัญต้องจับตาดูว่านายมีชัย จะทิ้งเก้าอี้นายกสภามรภ.ฉะเชิงเทราและนายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)สุวรรณภูมิ ที่นายมีชัย นั่งตำแหน่งนายกสภาด้วยหรือไม่
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
– เปิดรายชื่อ ‘อธิการบดีจากผู้เกษียณ’ 21 สถาบัน ลุ้นอีก 11 สถาบันเข้าข่าย ‘หลุด-ไม่หลุด’ เก้าอี้อธิการ

