หนุนทบทวนคูปองครู หลังอบรม2ปีไม่คุ้มทุน

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการกพฐ. มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ไปดูปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการจัดการศึกษา ทั้งการรับนักเรียนและการอบรมครูผ่านโครงการพัฒนาครูรูปแบบครบวงจร หรือ คูปองพัฒนาครู เพื่อให้สพฐ. ปรับปรุงให้เหมาะสมนั้น ตนยังไม่ได้หารือเรื่องนี้กับนายสุเทพ ส่วนตัวคิดว่า นายสุเทพ คงรอฟังความเห็นของผู้อำนวยการสพท.ก่อน โดยโครงการคูปองพัฒนาครูไม่มีงบประมาณดำเนินการมาแต่แรก แต่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปรวบรวมงบพัฒนาครูจากสำนักต่าง ๆ ในสพฐ. มาบริหารจัดการ ซึ่งก่อนที่นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีตรัฐมนตรีว่าการศธ. จะลาออกไปเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ได้มีการประชุม และย้ำให้ดำเนินโครงการนี้ในช่วงปลายปีงบประมาณ เพื่อจะคำนวณได้ว่ามีงบเหลือในการดำเนินการเท่าไร
“ที่นายสุเทพ ขอให้เขตพื้นที่ฯ ไปพิจารณาปัญหานี้ อาจเพราะยังไม่กล้าตัดสินใจเรื่องงบ เนื่องจากเหลืออีกเพียง 4 เดือนก็จะเกษียณ คงต้องรอให้รัฐมนตรีว่าการศธ. คนใหม่ตัดสินใจ ส่วนตัวคิดว่าควรทำโครงการนี้ต่อ แต่ต้องปรับปรุงให้มีระบบมากขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้ครูอยากอบรมอะไรก็ได้ แต่ควรให้เข้ารับการอบรมในส่วนที่ขาด โรงเรียนสามารถรวมตัวเสนอหลักสูตรอบรมมาให้สพฐ. พิจารณาได้ และหลักสูตรใดที่ศึกษานิเทศก์ และส่วนราชการจัดอบรมเองได้ เช่น หลักสูตรการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ หรือ PLC ไม่ควรให้เอกชนจัด ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหา อย่างปีที่ผ่านมา เอกชนเปิดอบรมหลักสูตร PLC แต่จ้างศึกษานิเทศก์ เป็นวิทยากร วิธีการนี้ไม่ถูกต้อง เอกชนควรจัดอบรมในหลักสูตรที่รัฐไม่สามารถจัดได้เท่านั้น” นายเอกชัย กล่าว
นายเอกชัย กล่าวต่อว่า โครงการอบรมครู ใช้งบปีละ 4,000 ล้านบาท หากเทียบกับจำนวนครูที่มีกว่า 4 แสนคน ก็ถือว่าไม่มาก แต่เมื่อดูความคุ้มค่า ก็ยังไม่คุ้ม การดำเนินการปีแรก เหมือนให้ครูภาคเหนือเดินทางมาเที่ยวภาคใต้ เกิดปัญหา ปีที่ 2 สพฐ. ปรับระบบได้ดีมากขึ้น แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งหากปรับปรุงพัฒนาก็เชื่อว่าจะเป็นโครงการที่มีประโยชน์
นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า โครงการคูปองพัฒนาครูมีทั้งข้อดี ข้อเสีย แต่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มีข้อร้องเรียน และมีการพูดกันหนาหูว่า เป็นการใช้งบไม่คุ้มค่า ดังนั้นส่วนตัวเห็นด้วยที่ต้องทบทวนโครงการ และให้ประเมินโดยให้บุคคลภายนอกเข้ามาช่วยพิจารณาข้อดี ข้อเสีย โดยเฉพาะผลการอบรมที่เกิดขึ้นกับตัวเด็ก ที่ยังมีผลกระทบค่อนข้างน้อย ไม่คุ้มค่ากับงบที่เสียไปจำนวนมาก กลายเป็นแหล่งแสวงหาประโยชน์ของกลุ่มคนซึ่งคิดว่านายสุเทพ อาจจะเห็นอะไรผิดสังเกต จึงสั่งให้เขตพื้นที่ฯ ไปดูปัญหาต่าง ๆ

บทความก่อนหน้านี้วงเสวนา ห่วงกงล้อปวศ.ไทย กำลังหมุนกลับ หลังคสช.ไม่ยอมลงจากอำนาจ ปท.ยิ่งถดถอย
บทความถัดไป‘กฤษฎา’ งัดไม้เด็ดส่งท้ายรัฐบาล ‘บิ๊กตู่’ ทำถ.ยางพารา 3 แสนกม. ลดสวนยางปีละ 5 แสนไร่ รักษาสมดุลทำราคาพุ่ง