มธบ.แนะรัฐปรับมาตรการภาษีช่วยดึงโชห่วยเข้าระบบ ก่อนเพิ่มขีดความสามารถแข่งโมเดิร์นเทรด

ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ มธบ.ได้ร่วมหารือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ โดยเสนอหาแนวทางในการพัฒนาร้านค้าโชห่วย พร้อมยกระดับ และเพิ่มขีดความสามารถโชห่วยรูปแบบเดิมให้เป็นสมาร์ทโชห่วย เพื่อให้แข่งขันกับโมเดิร์นเทรดได้ อย่างไรก็ตาม ในการพัฒนาร้านค้าโชห่วยซึ่งมีอยู่กว่า 3 หมื่นกว่าร้านค้าทั่วประเทศ โดยในหนึ่งตำบลมีร้านค้าโชห่วยประมาณ 1-3 ร้าน ในจำนวนนี้มีที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานภาครัฐจำนวนไม่มากนัก ซึ่งอาจเป็นปัญหา และอุปสรรคในการเข้าไปพัฒนา เนื่องจากหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเพื่อเข้าไปพัฒนา และยกระดับขีดความสามารถให้กับร้านค้าโชห่วยเหล่านี้ มีข้อจำกัดคือ ต้องเป็นร้านที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการค้าภายในเท่านั้น หลายร้านอาจกลัวเรื่องของภาษีที่อาจตามมาเมื่อเข้าสู่ระบบภาครัฐ เหตุนี้จึงทำให้มีร้านโชห่วยอยู่ในระบบจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณที่มีอยู่จริง ดังนั้น หากรัฐบาลมีมาตรการในการลดหย่อนภาษี หรือมาตรการด้านภาษี หรือแม้แต่มาตรการด้านอื่นๆ เพื่อจูงใจร้านค้าโชห่วยเข้ามาสู่ระบบภาครัฐมากขึ้น จะทำให้ร้านโชห่วยของไทยมีโอกาสรับการพัฒนายกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันกับโมเดิร์นเทรดได้มากขึ้น “อยากฝากถึงรัฐบาล หากต้องการพัฒนาโชห่วยเล็กๆ ให้เป็นสมาร์ทโชห่วยได้ น่าจะมีมาตรการด้านภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจในการเข้าระบบภาครัฐมากขึ้น จะทำให้เขามีโอกาสได้รับการช่วยเหลือในด้านต่างๆ จากหน่วยงานรัฐ ซึ่งจะทำให้ร้านโชห่วยพัฒนาศักยภาพของตนเองสู้กับโมเดิร์นเทรดได้ โชห่วยมีจุดแข็งที่เป็นร้านดั้งเดิมที่อยู่ในชุมชนมีความคุ้นชินกับคนในชุมชน มีปฏิสัมพันธ์กับคนในชุมชน หรือลูกค้ามากกว่า ดังนั้น เพื่อให้โชห่วยอยู่ได้ เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องหามาตรการร่วมกันในการช่วยเหลือ ไม่เช่นนั้นโชห่วยก็แข่งขันกับโมเดิร์นเทรดไม่ได้ และจะหายไปในที่สุด” ดร.ศิริเดช กล่าว ดร.ภูมิพัฒณ์ พงศ์พฤฒิกุล นักวิจัยอาวุโส วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี มธบ.กล่าวว่า จากการหารือกับกรมการค้าภายใน ในแนวคิดการพัฒนาต้นแบบของสมาร์ทโชห่วย เพื่อให้แข่งขันกับโมเดิร์นเทรดแบรนด์ดังซึ่งมีจำนวนมากมาย จนส่งผลกระทบให้ร้านโชห่วยไทยปิดตัวลงไปจำนวนไม่น้อยนั้น มธบ.ได้สำรวจร้านค้ากว่า 218 ร้าน จาก 7 จังหวัด ระยะเวลา 1 เดือน พบว่าแนวทางพัฒนาร้านโชห่วยให้แข่งขันกับโมเดิร์นเทรดได้นั้น เบื้องต้นร้านค้าเหล่านี้ต้องปรับปรุงพื้นที่ร้านใหม่ และจัดผังของร้านให้มีรูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้น รวมถึง การจัดระเบียบการวาง และเรียงสินค้าที่ต้องเป็นหมวดหมู่สวยงาม แสงสว่างภายในร้านมากเพียงพอ เพื่อดึงดูดลูกค้าเข้ามาในร้าน การบันทึกรายการสินค้าขายดี ซึ่งจะเป็นข้อมูลในการจัดวางสินค้าให้ลูกค้าสามารถหยิบจับได้โดยง่าย ทั้งนี้ เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยชอบจับจ่ายซื้อของจากร้านโมเดิร์นเทรดที่ทันสมัยมากขึ้น “นอกจากนี้ มาตรการที่ภาครัฐเข้าไปช่วยเหลือร้านโชห่วย เช่น บัตรสวัสดิการธงฟ้าประชารัฐ เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ยอดขายของร้านโชห่วยกระเตื้องขึ้นมาได้ รวมถึงการทำความร่วมมือกับภาคบริการต่างๆ เช่น เครือข่ายโทรศัพท์มือถือค่ายต่างๆ ตู้ชำระเงิน ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ของภาครัฐ ให้ร้านค้าโชห่วยที่เข้าร่วมโครงการกับกรมการค้าภายใน รับบริการชำระเงินค่าบริการต่างๆ ได้ จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเพิ่มรายได้ของร้านค้าโชห่วย และยกระดับขึ้นเป็นสมาร์ทโชว์ห่วยได้ โดยข้อมูลที่ มธบ.สำรวจทั้งหมด จะสรุป และรวบรวมเสนอให้กับกรมการค้าภายใน และวางแผนในการดำเนินงานพัฒนาร้านค้าเล็กๆ สู่สมาร์ทโชห่วยในอันดับถัดไป” ดร.ภูมิพัฒน์กล่าว

บทความก่อนหน้านี้‘อุตตม’เปิดชิมช้อปใช้เฟส2ไม่เกิน 5 ล้านคน ชงครม ต.ต.นี้ เน้นใช้จ่ายเมืองรอง
บทความถัดไป“ชบาแก้ว” แข็งแรงดี กรมอุทยานแห่งชาติฯ เล็งหาหน่วยงานดูแลต่อ