‘มศว’ จับมือ ‘มติชน’ จัดประชุมสันติภาพโลก หมอประเวศแนะต้องเชื่อว่าสันติภาพสร้างได้

31.01.20 | 14:32 น.

‘มศว’ จับมือ ‘มติชน’ จัดประชุมสันติภาพโลก หมอประเวศชี้ ‘สันติภาพโลก’ สำคัญที่สุด แนะต้องเชื่อว่าสันติภาพสร้างได้

เมื่อวันที่ 31 มกราคม ที่อาคารนวัตกรรม ศ.ดร.สาโรช บัวศรี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) มีการจัดการประชุมวิชาการระดับชาติ และระดับนานาชาติด้านสันติภาพโลก ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้สนใจเข้าร่วมจำนวนมากจนเต็มหอประชุมโดยมีนายชลวิทย์ เจียรจิตต์ คณบดี คณะสังคมศาสตร์ มศว และคณาจารย์ให้การต้อนรับ เริ่มต้นพิธีเปิดด้วยการขับร้องเพลงมาร์ชศรีนครินทรวิโรฒ โดยตัวแทนนิสิตคณะสังคมศาสตร์ จากนั้นเป็นการเปิดวีทีอาร์คำกล่าวเปิดงานของ รศ.ดร.สมชาย สันติวัฒนกุล อธิการบดี มศว มีเนื้อหาโดยสรุปกล่าวถึงบทบาทของ มศว ในฐานะสถาบันการศึกษาที่มีจุดมุ่งหมายในการรับใช้สังคม ท่ามกลางความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในโลก มศว ให้ความสำคัญในประเด็นสันติภาพมากขึ้น เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่สังคมไทย

จากนั้น ศาสตราจารย์ ดร.ปานสิริ พันธุ์สุวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และนางสาวปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ขึ้นกล่าวต้อนรับผู้ให้เกียรติร่วมปาฐกถาและผู้ร่วมการประชุม

นางสาวปานบัวกล่าวว่า มีความยินดีอย่างยิ่งที่ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ได้มีส่วนร่วมในการจัดการประชุมครั้งนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ทำร่วมกับทางมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยถือเป็นเป้าหมายของมติชนในฐานะองค์กรสื่อที่จะสื่อสารและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ผู้คน

Advertisement

“ความแพร่หลายของอินเตอร์เน็ตและเครือข่ายสังคมออนไลน์ ได้เชื่อมต่อเรากับเครือข่ายสื่อสารทั่วโลก ดังนั้น อิทธิพลของสื่อบนโลกจึงเพิ่มความสำคัญมากยิ่งขึ้น

บนโลกของความขัดแย้ง เราคิดว่าจะสามารถช่วยสนับสนุนสันติภาพและความเข้าใจได้อย่างไร โดยมติชนได้ร่วมกับคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลับศรีนครินทรวิโรฒ ในการจัดสัมมนาและการประชุม ที่หวังว่าจะสร้างแรงบันดาลใจขึ้นมา

วันนี้ เราได้ร่วมกับที่ประชุมสันติภาพโลกแห่งชาติและระหว่างประเทศ มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนในการสร้างสันติภาพและหลีกเลี่ยงการนำไปสู่ความขัดแย้ง ในฐานะสื่อ ดิฉันยินดีที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนให้ผู้คนต่อสู้เพื่อสันติภาพโลก

ท้ายที่สุด ขอขอบคุณอย่างยิ่ง ที่ท่านทูตและแขกผู้มีเกียรติทุกคนมาร่วมในงานนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะพึงพอใจและได้ข้อมูลจากการพูดคุยกัน และแน่นอนว่าจะมีกิจกรรมเช่นนี้อีกในอนาคต” นางสาวปานบัวกล่าว

ต่อมา เป็นการกล่าวปาฐกถา เรื่อง ‘บทบาทของส้งคมไทยต่อการรักษาสันติภาพโลก’ โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี ประธานกรรมการที่ปรึกษามูลนิธิสันติภาพ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประเวศกล่าวว่า สันติภาพโลก คือสิ่งสำคัญที่สุด เพราะสันติภาพ เป็นสิ่งสูงสุดของมนุษยชาติทั้งปวง โดยไม่เพียงหมายถึงการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับคน แต่รวมถึงคนกับธรรมชาติด้วย โลกที่ขาดสันติภาพ ส่งผลกระทบต่อคนทุกคน ทุกประเทศในโลก ปัจจุบันมีทั้งความรุนแรงอย่างโจ่งแจ้ง เช่น การทำสงครามที่คร่าชีวิตมนุษย์ และความรุนแรงอีกประเภทหนึ่งคือ ความรุนแรงอย่างเงียบ คือ ความยากจน ความอยุติธรรมในสังคม ซึ่งเป็นความรุนแรงที่กระทบชีวิตมนุษย์มากกว่าความรุนแรงอย่างโจ่งแจ้งหลายเท่า สิ่งเหล่านี้ก่อเกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจ การเมือง

“การก่อการร้ายสากลเป็นเรื่องใหญ่ ล่าสุด อเมริกาฆ่านายพลอิหร่าน สะท้อนว่าสมัยนี้สามารถใช้เทคโนโลยีฆ่าใครก็ได้ อเมริการวยที่สุด วิชาการสูงสุด แต่มีปัญหาความเหลื่อมล้ำ คนอย่างทรัมป์ ซึ่งสื่อของอเมริกาเองบอกว่าเป็นคนปฏิปักษ์ต่อศีลธรรมกลับได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี สำหรับประเทศไทยก็เหลื่อมล้ำติดอันดับโลก”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประเวศกล่าวอีกว่า ท่ามกลางความรุนแรง ไม่ว่าปัญหาจะใหญ่แค่ไหน สิ่งที่ใหญ่กว่านั้น คือ ต้องจินตนาการอย่างไม่มีขอบเขต ไม่มีที่สิ้นสุดถึงการสร้างสันติภาพ ต้องเชื่อว่าสันติภาพสร้างได้ เหมือนเจ้าชายสิทธัตถะที่มีจินตนาการว่าคนพ้นทุกข์ได้ อาร์คิมิดิส นักคณิตศาสตร์ชาวกรีก เคยพูดว่า ‘ถ้าหาที่ยืนให้ผม มีจุดศูนย์กลางรองรับน้ำหนัก แล้วมีคานที่ยาวพอ ผมงัดโลกทั้งใบได้’ ประเด็นของคำกล่าวนี้คือจุดยืน ดังนั้น การสร้างสันติภาพ ต้องมี 1.จุดยืนเหมาะ 2.หาคานงัดที่ยาวพอ โดยมีหลักการ อาทิ การเปลี่ยนตัวตั้งของการพัฒนา การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การสร้างสมดุล รวมถึงหลักการ ‘ประชาชนเพื่อสันติภาพ’ เนื่องจากภาคส่วนองประชาชนเป็นมิตรกันมากกว่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในตอนหนึ่ง ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประเวศ ยังย้อนเล่าถึงเมื่อครั้งที่ตนเขียนจดหมายถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับประเทศไทยที่ติดอยู่ในหลุมดำ มีปัญหาเชิงโครงสร้าง และเต็มไปด้วยความขัดแย้ง

จากนั้น ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สภาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ขึ้นปาฐกถาหัวข้อ ‘บทบาทของมหาวิทยาลัยต่อการรักษาสันติภาพโลก’

ผศ.นพ.เฉลิมชัยกล่าวว่า หัวข้อที่จะกล่าวในวันนี้มีความสำคัญ และคาดหวังว่าจะเกิดประโยชน์ทั้งต่อในและนอกห้องประชุม โดยประกอบด้วย 4 หัวข้อ ได้แก่
1. โลกและมนุษย์
2. การอยู่ร่วมกันของมนุษย์และปัญหาที่เกิดขึ้น
3. แนวทางของสันติภาพ
4. บทบาทของมหาวิทยาลัย

“หนึ่งในสิ่งที่ทำให้เกิดความขัดแย้งได้อย่างรวดเร็วและง่าย คือ สีผิว และเชื้อชาติ เนื่องจากสามารถมองเห็นได้ด้วยตา จึงเกิดมากกว่าความขัดแย้งที่มาจากสิ่งที่มองไม่เห็น เช่น ความคิดความเชื่อ สำหรับสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหา ได้แก่ 1. การมีความคิดเป็นของตนเอง ซึ่งจริงๆแล้วเป็นสิ่งที่ดี แต่หากเป็นไปเพื่อประโยชน์ของตนเองเป็นสำคัญ ย่อมก่อให้เกิดปัญหา 2. มีทรัพยากรจำกัด 3. มีอคติมาก 4. ขาดการบริการจัดการที่สมบูรณ์แบบ” ผศ.นพ.เฉลิมชัย กล่าว ทั้งยังยกสถานการณ์ในสภาซึ่งในการอภิปรายนั้นต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลในมุมมองของตน โดยบางครั้งเป็นการยกเหตุผลเพื่อสนับสนุนแนวคิดของตนเอง

ผศ.นพ.เฉลิมชัยกล่าวว่า บทบาทของมหาวิทยาลัย ในวิชาศึกษาทั่วไป ควรมุ่งหมายสร้างคนดี สร้างพลเมืองคุณภาพ ส่วนวิชาเฉพาะจึงค่อยมุ่งสร้างคนเก่ง มหาวิทยาลัยต้องสร้างสำนึกในความจริง ยอมรับความแตกต่าง หลากหลาย ต้องมีปัญญาอันจะนำมาซึ่งความดี และทักษะอีกด้วย

ต่อมา เป็นการกล่าวปาฐกถาโดย นางสุจิตรา ดูไร เอกอัครราชทูตอินเดีย ประจำประเทศไทย
ในหัวข้อ ‘บทบาทของอินเดียต่อการรักษาสันติภาพโลก’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสุจิตราได้กล่าวย้อนถึงประวัติศาสตร์อินเดียที่มีความเชื่อมโยงต่อประเด็นการสร้างสันติภาพ ตั้งแต่ยุคพระเจ้าอโศกมหาราช ผู้ทรงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ ทำสงครามสู้รบกับแคว้นกลิงคะ ซึ่งทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ต่อมา ทรงยอมรับนับถือพุทธศาสนา และมีแนวคิดที่จะยุติความรุนแรง มีการสร้างเสาหิน และศิลาจารึก ทรงดำเนินบนพื้นฐานตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาซึ่งปราศจากความรุนแรง มีการส่งสมณทูตมาเผยแผ่ศาสนาพุทธยังลังกา ไทย รวมถึงซีเรียและอียิปต์ นับเป็นปรัชญายิ่งใหญ่ของโลกที่เกี่ยวกับสันติภาพ ในธงชาติอินเดียเองก็มีธรรมจักร ซี่งกมายถึงกงล้อแห่งธรรมที่หมุนไปปรากฏอยู่ด้วย

ต่อมา นางสุจิตรากล่าวถึงประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของอินเดียซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นสันติภาพ อาทิ การเคลื่อนไหวอย่างสันติ ของ มหาตมะ คานธี รวมถึงการมีส่วนร่วมของอินเดียในการประชุมระดับนานาชาติซึ่งมีขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน อาทิ Asian Relation Conference เมื่อปี 1947 Afro-Asian Conference ที่บันดุง อินโดนีเซีย เมื่อปี 1955 และ  Belgrade Non-Aligned Summit ในปี 1961 เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีพันธมิตรด้านสันติภาพ มีการฝึกอบรมในประเด็นที่เกี่ยวข้อง มีการวางแนวทางความสันติ ปราศจากความรุนแรง รวมถึงโยคะเพื่อความสามัคคีและสันติภาพ ในวันที่ 21 มิถุนายนของทุกปี

จากนั้น นายฐากูร บุนปาน รองประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวในหัวข้อ ‘สันติภาพกับสื่อมวลชน’

นายฐากูร กล่าวว่าตามตำราแล้ว สันติภาพแบ่งออกได้เป็นสองอย่าง คือสันติภาพภายใน กับสันติภาพภายนอก แต่เนื่องจากวันนี้เรามาพูดกันในเรื่องของสังคมศาสตร์ จึงขอยกเรื่องสันติภาพภายในที่เป็นเรื่องของมนุษยศาสตร์-ปรัชญาเอาไว้ ไม่พูดถึง โดยขอเน้นแต่ที่สันติภาพภายนอก ซึ่งเป็นเรื่องปฏิสัมพันธ์ของบุคคลต่อบุคคล ชุมชนต่อชุมชน สังคมต่อสังคม หรือประเทศต่อประเทศ

“ถ้าระดับภาพกว้าง ระดับประเทศ ก็คือการปราศจากสงคราม ถ้าระดับที่ย่อลงมา ระดับสังคม ระดับชุมชน ก็คือความสงบสุข หรือความสามารถในการจัดการกับความขัดแย้ง-ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ด้วยสันติวิธี หรือด้วยความเป็นอารยะไม่ใช้กำลัง ไม่ใช้อำนาจที่มากกว่าเข้าตัดสินปัญหาหรือความขัดแย้งนั้น

มติชนเป็นเพียงสื่อในประเทศ ไม่ได้มีบทบาทในระดับนานาชาติ แต่สงครามหรือสันติภาพระดับโลก-ระดับประเทศที่นั้นผลกระทบต่อสันติภาพภายในซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัว รู้สึก จับต้อง และสัมผัสได้เพียงแต่วันนี้ขออนุญาตจำกัดขอบเขตการพูดถึงสันติภาพในระดับสังคม หรือภายในประเทศ อันเป็นเรื่องที่พอจะมีความรู้และประสบการณ์อยู่บ้าง

เฉพาะในชั่วอายุของเรา หมายถึงของผมและของสื่อในเครือ เราผ่านประสบการณ์ความรุนแรงครั้งใหญ่ในสังคมไทยมาแล้วหลายหน ตั้งแต่เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม 2553

ความรุนแรงที่ถึงขั้นผลาญชีวิตกันโดยไม่เห็นคุณค่าชีวิตของอีกฝ่าย บอกอะไรกับเรา

บอกว่าสันติภาพนั้นเกิดขึ้นลอยๆ กลางอากาศไม่ได้ แต่จะต้องประกอบด้วยปัจจัยอื่นๆ อีกหลายข้อ สันติภาพจึงจะเกิดขึ้นจริงในสังคมได้ อย่างน้อยต้องมีปัจจัยสำคัญ 2-3 ประการที่คอยค้ำยันไว้

ประการแรกคือ ความเป็นธรรม และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค เพราะในสังคมใดก็ตาม ยิ่งความเหลื่อมล้ำไม่ว่าจะทางเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคมถ่างกว้างออกไปเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสะสมความเครียด เหมือนแผ่นโลกรอวันเป็นแผ่นดินไหว มากขึ้นเท่านั้น

ประการต่อมา คือกระบวนการในการจัดการกับความขัดแย้งอย่างสันติวิธี ตัวอย่างจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อยาวนานมาเกือบ 20 ปีแล้ว ตราบเท่าที่ยังไม่มีขบวนการในการนั่งลงเจรจาหาทางออกร่วมกัน ก็ยังจะต้องมีเหตุการณ์ความรุนแรง มีคนตายคนเจ็บ มีการผูกอาฆาตเพราะการใช้ความรุนแรงต่อกันเรื่อยไปอย่างไม่สิ้นสุด”

นายฐากูร กล่าวว่า ส่วนใหญ่แล้วกระบวนการจัดการกับความขัดแย้งโดยสันติวิธีนี้ จะเกิดขึ้นในประเทศหรือสังคมที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย อย่างที่เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล เคยกล่าวไว้ว่า

“ประชาธิปไตยไม่ใช่รูปแบบการปกครองที่ดีที่สุดแต่เป็นรูปแบบการปกครองที่เลวน้อยที่สุด” เพราะในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนก็มีพื้นที่ในการแสดงออก หรือเสียงของประชาชนถูกรับฟังบ้าง-ไม่มากก็น้อย เว้นแต่การปกครองนั้นจะเป็นประชาธิปไตยเพียงแต่เปลือก” นายฐากูรกล่าว และว่า ไม่ว่าในฐานะปัจเจกบุคคลก็ดี ไม่ว่าโดยหลักการและหน้าที่ก็ดีหนังสือพิมพ์หรือสื่อชนิดใดก็ตามจึงต้องสนับสนุนความเป็นธรรม ความเสมอภาค และประชาธิปไตย

เพราะปราศจากปัจจัยเหล่านี้แล้ว ก็ยากที่เห็นสันติภาพเกิดขึ้นจริงได้สังคมที่ไม่มีสันติภาพ มีแต่จะก้าวเดินไปสู่ความล่มสลายไม่อยากให้เกิดความล่มสลาย ไม่ต้องการเห็นการเสียเลือดเนื้อของเพื่อนร่วมชาติร่วมสังคมเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกก็จะต้องยืนหยัดในหลักการว่าจะต้องเชิดชู รักษาค่านิยมเหล่านี้ไว้

“อะไรที่ผิดไปครรลองคลองธรรมนี้ อะไรที่บั่นทอนความเป็นธรรม ความเสมอภาค และประชาธิปไตย คือสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับหลักการวิชาชีพของสื่อที่ดี จึงกราบขอความกรุณาจากทุกท่านในที่นี้ หรือท่านที่ติดตามรับชมรับฟังการถ่ายทอดสดทางเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียของมติชน ข่าวสด หรือสื่ออื่นๆ ในเครือว่า

เมื่อใดที่เห็นเครือมติชนทั้งหมด ออกนอกลู่นอกทางที่กล่าวนี้ ขอให้ช่วยกันทักท้วง ทวงถาม ติติง ไปจนถึงขั้นประณาม ว่าเราได้ละทิ้งหลักการ อุดมการณ์ ที่สื่อผู้มีความรับผิดชอบพึงยึดถือไปแล้ว และเช่นกัน หากท่านเห็นด้วยกับสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น

กรุณาช่วยกันประคับประคอง ยืนยัน และแสดงความต้องการว่าอยากจะเห็นความเป็นธรรม ความเสมอภาค และประชาธิปไตย หยั่งรากลงในสังคมไทยอย่างแท้จริง

เฉพาะแค่กำลังของสื่อเท่านั้น สร้างสันติภาพในสังคมขึ้นมาไม่ได้ ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนหรือแสดงความปรารถนานั้นออกมา ขอสันติจงมีแด่ทุกท่าน” นายฐากูรกล่าว