แต่งตั้ง ‘สังฆราช’ เหลือ 3 ทางออก

การเคลื่อนไหวผลักดันให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เสนอนาม สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ จากฝ่ายสนับสนุน ยังคงเดินหน้าต่อไป ขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็ยังเดินหน้าคัดค้านเช่นเดียวกัน

ความขัดแย้งดังกล่าวเริ่มภายหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2558 เพียงไม่กี่วัน มีกระแสข่าวหนาหูว่ามหาเถรสมาคม (มส.) เตรียมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะขึ้นทูลเกล้าฯ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20

เมื่อมีผู้ถามไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะที่เป็นเลขาธิการ มส.กลับได้คำตอบเหมือน “ไม่มีอะไรในกอไผ่” จากนั้นไม่นานมีผู้ยืนยันว่ากรรมการ มส. 17 รูป ได้จัดประชุม “ลับ” เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2559 ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช

เห็นว่าท่านมีความเหมาะสมทุกประการ อ้างความตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 ที่ระบุว่า “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชพระองค์หนึ่ง ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของ มส.เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช”

Advertisement

วันเดียวกันที่มีการประชุมลับ มีสมเด็จพระราชาคณะ 3 รูปไม่เข้าประชุม เนื่องจาก สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม และ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (วีระ ภทฺทจารี) เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม ในขณะนั้นอาพาธ ส่วนสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ไม่เข้าร่วมประชุม เพราะเกรงว่าถ้าเข้าร่วมประชุมแล้วกรรมการ มส.จะโหวตให้ด้วยความเกรงใจ

กระทั่งการประชุม มส.ในวันที่ 11 มกราคม โฆษก พศ.กลับแถลงว่า มส.มีการประชุมลับจริง แต่ พศ.ไม่ทราบว่า มส.ประชุมเรื่องอะไร และมีมติอย่างไร จากนั้นไม่นานมีข่าวหลุดออกมาว่าการประชุม มส. เมื่อวันที่ 11 มกราคม เป็นการรับรองมติการประชุมลับวันที่ 5 มกราคม จากนั้นเพียง 3 วัน ผู้อำนวยการ พศ.ได้นำมติ มส.เรื่องเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ส่งถึงมือนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่กำกับดูแล พศ.เพื่อเสนอเรื่องให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ

การประชุมในครั้งนั้น ทำให้มีกลุ่มบุคคลหลายกลุ่มออกมาคัดค้านการเสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช โดยระบุว่า มส.ทำผิดขั้นตอน เร่งรีบเสนอชื่อจนเกินไป

อีกทั้งเมื่อดูบทบัญญัติตามกฎหมายมาตรา 7 แล้วต้นเรื่องน่าจะมาจากนายกฯ ไม่ใช่ มส. ดังนั้น เพื่อไขข้อสงสัย นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จึงเข้ายื่นหนังสือให้ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าว

นอกจากนี้ฝ่ายที่คัดค้านยังมองว่าสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ช่วยให้ พระเทพญาณมหามุนี (พระธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย รอดจากคดีพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช ที่มีพระลิขิตให้พระธัมมชโยปาราชิก จึงไม่เหมาะสมกับตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช

ประกอบกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าตรวจสอบรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทะเบียน ขม 99 มีชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็นผู้ครอบครอง จดประกอบ หรือนำเข้าอย่างถูกกฎหมายหรือไม่ พร้อมทั้งยึดรถเบนซ์ของกลางไปตรวจสอบ

ฝ่ายสนับสนุนสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้ฝ่ายคัดค้านยุติเรื่องนี้ โดย พระเมธีธรรมจารย์ (เจ้าคุณประสาร) เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (ศพศ) ได้นัดพระสงฆ์ทั่วประเทศร่วมชุมนุมในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม ระดมทั้งพระทั้งโยมเรือนหมื่นประกาศสังฆามติ 5 ข้อ เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตั้งสมเด็จพระสังฆราชตามมติ มส. ซึ่งผู้แทนรัฐบาลได้ตกปากรับคำ แต่ไม่นานเรื่องก็เงียบ

เมื่อฝ่ายสนับสนุนออกมาเรียกร้องทวงถามการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายค้านก็หยิบคดีพระธัมมชโยขึ้นมาปลุกกระแสต้านอีก ทำให้รัฐบาลระบุว่าถ้าความขัดแย้งยังไม่ยุติลง จะไม่มีการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เด็ดขาด

นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่นายไพบูลย์ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้วินิจฉัยตีความมาตรา 7 ว่า ต้นเรื่องในการดำเนินการควรมาจากนายกฯ หรือ มส.

ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยว่าต้นเรื่องในการนำเสนอรายชื่อสมเด็จพระสังฆราชต้องมาจากนายกฯ จากนั้นรัฐบาลได้ส่งเรื่องดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยอีกครั้ง

นายสุวพันธุ์ได้ออกมาแถลงผลการวินิจฉัยมาตรา 7 ของคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า “ก่อนที่นายกฯจะเสนอนามสมเด็จพระสังฆราช ต้องได้รับความเห็นชอบจาก มส.ก่อน และต้องเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะที่อาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ตามกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าการเสนอรายชื่อนั้นจำเป็นต้องริเริ่มจากนายกฯ ดังนั้น

การส่งความเห็น มส.มา จึงไม่ขัดกับมาตรา 7 หนังสือฉบับนั้นจึงยังมีผลอยู่ และกฤษฎีกายังได้ตีความอีกว่านายกฯ ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่สามารถนำมาประกอบการใช้ดุลยพินิจได้”

นายสุวพันธุ์กล่าวว่า ดังนั้น ตนจะยึดแนวทางตามนี้ โดยจะกราบเรียนให้นายกฯ รับทราบ เฉพาะเรื่องความเห็นของกฤษฎีกา และแนวทางปฏิบัติตามมติ ครม.เพื่อให้นายกฯพิจารณาต่อไป

ขณะที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นามของผู้ที่จะได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ต้องเป็นผู้ที่มีสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุด สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ จะเป็นอำนาจของ มส.ที่จะต้องเป็นผู้ระบุว่าสมเด็จที่มีคุณสมบัติคือใคร หากจะตั้งก็ต้องตั้งตามที่ มส.เสนอ จะตั้งนอกเหนือจากนี้ไม่ได้

นอกจากนี้ในประเด็นเกี่ยวกับว่าใครจะเป็นผู้ริเริ่มก่อนนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกาชี้ว่า การที่ มส.จะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา จะให้นายกฯ เป็นผู้ขอไป หรือ มส.อาจจะเป็นผู้พิจารณายกขึ้นมาเอง และส่งชื่อมาให้นายกฯ ก็ได้ สามารถทำได้ทั้ง 2 อย่าง

หาก มส.เห็นว่ารัฐบาลทำช้า มส.ก็อาจหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเองได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ มติ มส.ที่เสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ถือเป็นไปตามเจตนารมณ์ของมาตรา 7 วรรคสอง

แม้คณะกรรมการกฤษฎีกาจะตีความว่าต้นเรื่องการเสนอนามสมเด็จพระสังฆราชจะมาจากนายกฯ หรือ มส.ก็ได้ แต่ดูเหมือนการต่อสู้ระหว่างฝ่ายผู้สนับสนุนสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ และผู้คัดค้าน จะไม่มีทีท่าจบลงง่ายๆ

จนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ประกาศจุดยืนชัดเจนอีกครั้งว่า ถ้าความขัดแย้งต่างๆ ยังไม่ยุติลง จะไม่มีการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เด็ดขาด

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่า “ทางออก” ของเรื่องนี้ อาจมี 2-3 แนวทาง อาทิ 1.ชะลอเรื่องไปเรื่อยๆ 2.เสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดโดยสมศักดิ์ รองจากสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช เพื่อคลี่คลายปัญหาความขัดแย้ง

และ 3.เสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นสมเด็จพระสังฆราช

รัฐบาลจะเลือกทางออกไหน พอจะมองเห็นแนวโน้มอยู่ในขณะนี้!

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image