อ้างโควิด! องค์การค้าเลิกจ้าง 961 คน สหภาพฯ ซัดบิ๊กศธ. ไม่มีธรรมาภิบาล เล็งถก 2 ก.ค. ฟ้องเอาผิด

อ้างโควิด! องค์การค้าเลิกจ้าง 961 คน สหภาพฯ ซัดบิ๊กศธ. ไม่มีธรรมาภิบาล เล็งถก 2 ก.ค. ฟ้องเอาผิด

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน นายนิวัติชัย แจ้งไพร ประธานสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา เปิดเผยว่า ขณะนี้พนักงานองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) จำนวน 961 คน ถูกลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ผู้อำนวยการองค์การค้าฯ ลงนามในคำสั่งองค์การค้าของ สกสค. ที่ 75/2563 เรื่อง ขยายระยะเวลาให้เจ้าหน้าที่หยุดงานต่อเนื่อง โดยให้เหตุผลเรื่องการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ที่ส่งผลต่อสภาพคล่องทางการเงินขององค์การค้าฯ จึงกำหนดให้มีการขยายระยะเวลาการหยุดงานโดยไม่ถือเป็นวันลา เพื่อลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 และเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินขององค์การค้าฯ ซึ่งพนักงานที่หยุดงานไปให้รับค่าจ้างในอัตรา 75% ของเงินเดือนปัจจุบันจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563

นายนิวัยชัย กล่าวต่อว่า จากคำสั่งองค์การค้าที่ 75/2563 ระบุว่าให้เจ้าหน้าที่หยุดงานโดยไม่นับเป็นวันลา ได้รับค่าจ้าง 75% ตั้งแต่วันที่ 1-30 มิถุนายนนั้น แต่ต่อมาในวันที่ 19 มิถุนายน กลับมีหนังสือจากผู้อำนวยการองค์การค้าฯ ถึงรองผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. ผู้อำนวยการสำนักบริหารการเงินและบัญชี ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารกลาง และหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและวินัย ให้งดการจ่ายเงินจ่ายค่าจ้างในเดือนมิถุนายน 2563 นี้ โดยระบุให้ปฏิบัติตามกฎกระทรวงแรงงาน ที่กำหนดการได้รับประโยชน์ทดแทนจากการว่างงาน จากเหตุสุวิสัยอันเกิดจากโรคระบาดของโรคติดต่ออันตราย ว่าให้ลูกจ้างที่ไม่ได้รับค่าจ้าง ไปติดต่อรับสิทธิจากกับสำนักงานประกันสังคม (สปส.) แทน ในกรณีว่างงานในอัตรา ร้อยละ 62 แทน จึงระงับการจ่ายเงินเดือนในเดือนมิถุนายนไป

นายนิวัตชัย กล่าวต่อว่า ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน มีประกาศองค์การค้าของ สกสค. ที่ 84/2563 เรื่องให้พนักงานเจ้าหน้าที่หยุดงาน โดยในคำสั่งระบุว่า อาศัยอำนาจตามกฎกระทรวงกรณีการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย อันเกิดจากการแพร่ระบาดของโรคติดต่ออันตราย ตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ พ.ศ.2563 และ ตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 และมาตรา 79/1 แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉบับ 4) พ.ศ.2558 และอาศัยอำนาจตามความในข้อ 16 (4) แห่งข้อบังคับคณะกรรมการ สกสค. ว่าด้วยการบริหารงานองค์การค้า (ฉบับ2 ) พ.ศ.2556 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่องค์การค้า ของสกสค. หยุดงานโดยไม่ถือเป็นวันลา และให้ใช้สิทธิประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน ในอัตราร้อยละ 62 ของค่าจ้างรายวัน ให้ได้รับตลอดระยะเวลาที่นายจ้างหยุดประกอบกิจการ แต่ไม่เกิน 90 วัน กับ สปส. ทั้งนี้ให้เริ่มหยุดงานตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

“และเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน องค์การค้าออกคำสั่ง ที่ 85/2563 เรื่อง เลิกจ้างพนักงานเจ้าหน้าที่องค์การค้าของ สกสค. โดยระบุว่า ด้วยองค์การค้า เป็นองค์กรจัดหาผลประโยชน์ให้แก่ สกสค. มีหน้าที่บริการส่งเสริมอำนวยความสะดวกในการจัดระบบการศึกษาของชาติในด้านการพิมพ์ หนังสือเรียน เอกสารทางการศึกษา ผลิตอุปกรณ์การศึกษา ตามที่ สกสค.มอบหมาย ประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลามากกว่า 15 ปี องค์การค้า จึงมีความจำเป็นที่ต้องเลิกจ้างพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อปรับปรุงอัตรากำลังและผลประโยชน์ตอบแทนขององค์การค้า ให้สอดคล้องกับภารกิจ จึงอาศัยอำนาจตามความในข้อ 16 (5) แห่งข้อบังคับคณะกรรมการ สกสค. ว่าด้วยการบริหารองค์การค้า ประกอบกับมติคณะกรรมการบริหารองค์การค้า ของ สกสค. วันที่ 23 มิถุนายน จึงให้เลิกจ้างพนักงานเจ้าหน้าที่ จำนวน 961 ราย ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2563” นายนิวัตชัย กล่าว

นายนิวัตชัยกล่าวว่า ตนมองว่าองค์การค้าฯ นั้น มีหนี้สินสะสมจริง แต่ไม่ถึงจะล้มละลายหรืออยู่ไม่ได้ ตนขอตั้งคำถามว่าการกระทำเช่นนี้ถูกกฎหมายหรือไม่ ผิดตามที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานกำหนดหรือไม่ และการเลิกจ้างเช่นนี้มีธรรมาภิบาลและเป็นธรรมกับพนักงานเจ้าหน้าที่หรือไม่ จำเป็นที่ต้องเลิกจ้างงานในขณะที่องค์การค้าฯ มีหนี้สินเยอะ แต่งานและภารกิจต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ศธ. ก็มีจำนวนมากเช่นกันไม่ว่าจะเป็นภารกิจการพิมพ์หนังสือ จะดำเนินการอย่างไรต่อ หรือจะไปเอื้อผลประโยชน์ให้กับเอกชนในการจัดพิมพ์หนังสือต่อ และเมื่อประกาศว่าเลิกจ้างพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยจะจ่ายตามกฎหมายนั้น องค์การค้าฯ จะนำเงินจากไหนมาจ่าย จะนำเงินสกสค.มาจ่ายหรือไม่ หากทำเช่นนั้น จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

“เรื่องดังกล่าวสร้างความเดือดร้อนให้แก่พนักงานอย่างมาก และมองว่ายิ่งแก้ไขปัญหายิ่งผิด เดิมทีรัฐบาลกำหนดว่าจะต้องส่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาฟื้นฟูองค์การค้าฯ แต่การกระทำเช่นนี้เรียกว่าฟื้นฟูองค์กรหรือไม่ แม้จะไม่ยุบองค์การค้าฯ ก็ตาม แต่ภารกิจที่องค์การค้าฯ รับผิดชอบนั้นใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ เมื่อเลิกจ้างพนักงานเช่นนี้ แล้วผู้ปกครอง นักเรียนจะได้รับความเสียหายหรือไม่ เพราะต่อไปจะซื้อหนังสือเรียนราคาเท่าไหร่ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าการบริหารงานของคณะกรรมการบริหารองค์การค้า และรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ไม่มีธรรมาภิบาล ต่อไปทางสหภาพแรงงานฯ จะไปดูว่ามติที่ออกมานั้นชอบด้วยกฎหมาย เป็นธรรมกับลูกจ้างหรือไม่ และขัดต่อกฎหมายใดบ้าง ขณะนี้สหภาพกำลังปรึกษาผู้รู้ด้านกฎหมาย และนำเรื่องนี้เข้าหารือในการประชุมวิสามัญสหภาพแรงงานฯ ในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้ เพื่อหาข้อสรุปในการดำเนินการครั้งต่อไป เพื่อเอาผิด หรือฟ้องร้องกับผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อองค์กร และประเทศชาติต่อไป” นายนิวัตชัยกล่าว

นายนิวัตชัย กล่าวต่อว่า ผลกระทบที่ได้รับคือ หนังสือที่จะพิมพ์ในปีถัดไปจะดำเนินการอย่างไร นักเรียน ผู้ปกครองก็กังวลว่าเมื่อองค์การค้าฯ เลิกจ้างพนักงานไป การจัดพิมพ์ คุณภาพหนังสือ และราคาขายจะได้ราคาที่เป็นธรรมและเป็นกลางเพื่อช่วยเหลือผู้ปกครองหรือไม่ และพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ได้รับความเดือดร้อนแน่นอน ที่บางคนมีภาระต้องหาเลี้ยงครอบครัวเมื่อถูกเลิกจ้างในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ พนักงานจะทำอย่างไร

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ชาวบ้านแห่มุง “เห็ดดาวดิน” หายาก ขึ้นรอบซากมะพร้าว กราบไหว้ขอโชคลาภ
บทความถัดไป‘กรุงศรีวิไล’ลั่น พร้อมลงเลือกตั้งซ่อม​อีกครั้ง มั่นใจชนะอีก บอกจะระวังตัวมากขึ้น