แจงบริหาร ‘โอเน็ต’ เพื่อประโยชน์ ‘สพฐ.’ยันใช้ผลสอบพัฒนาเด็ก-ร.ร.

21.12.20 | 11:28 น.
แจงบริหาร’โอเน็ต’เพื่อประโยชน์ ‘สพฐ.’ยันใช้ผลสอบพัฒนาเด็ก-ร.ร. บิ๊กร.ร.หนุนยกเลิก-หาเครื่องมือใหม่

นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่นายอดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา (มร.นม.) ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ออกมาชี้แจงกรณีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เตรียมพิจารณายกเลิกการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในปีการศึกษา 2564 ส่วนชั้นม.6 นั้นให้คงไว้ก่อนและจะไปยกเลิกในปีการศึกษา 2565 เนื่องจากต้องใช้คะแนนในการการคัดเลือกเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยด้วยระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือทีแคส โดยระบุว่า สาเหตุที่มีการยกเลิกโอเน็ต เกิดจากความผิดพลาดทางการบริหารของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นำโอเน็ตไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ทำให้เกิดปัญหา ทั้งการกวดวิชา ทำให้เด็กมีความเครียดและผู้ปกครองมีค่าใช้จ่ายสูง นั้น ยืนยันว่า สพฐ.บริหารจัดการสอบโอเน็ตเพื่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุดต่อผู้เรียนและการจัดการศึกษา ทั้งนี้การจัดสอบโอเน็ต ดำเนินการโดยสทศ.ตั้งแต่ปีการศึกษา 2548 มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความรู้ และความคิดรวบยอดของนักเรียนในแต่ละช่วงชั้น ได้แก่ ป.6ม.3และม.6 ที่สะท้อนคุณภาพของผู้เรียนในภาพรวมของประเทศ ซึ่งผู้เรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการทดสอบคือ ผู้เรียนที่มาจากสถานศึกษาในสังกัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ประกอบด้วย สพฐ. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงกลาโหม กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร สำนักการศึกษาเมืองพัทยา และการจัดการศึกษาโดยครอบครัวหรือโฮมสคูล

“ยืนยันว่า สพฐ.บริหารจัดการโอเน็ตเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียนและการพัฒนาการเรียนการสอน ดังนั้นเพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญของการสอบโอเน็ต จึงส่งเสริมให้หน่วยงานต่างๆ นำผลการทดสอบ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นที่มาให้ศธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงกำหนดให้ใช้ผลการทดสอบโอเน็ต เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินผลการเรียนของผู้เรียนที่จบการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพ.ศ. 2551 ระดับชั้น ป.6 ม.3 และ ม.6 โดยศธ.ได้จัดทำประกาศกระทรวง จำนวน 2 ฉบับ คือ ประกาศศธ. พ.ศ. 2555 กำหนดให้ใช้ผลการทดสอบโอเน็ตในการจบการศึกษา ในสัดส่วน 80 : 20 ประกาศศธ. พ.ศ. 2559 กำหนดให้ใช้สัดส่วนผลการทดสอบโอเน็ตมามีส่วนต่อการจบการศึกษาในสัดส่วน 70 : 30 พร้อมกันนั้น ยังได้มีการส่งเสริมสนับสนุนให้สถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และ สพฐ. วิเคราะห์ผลการทดสอบโอเน็ต เพื่อวางแผนงานโครงการยกระดับผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและสภาพบริบทของหน่วยงานอีกด้วย”เลขาธิการกพฐ.กล่าว

นายวิสิทธิ์ ใจเถิง ผู้อำนวยการโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) รักษาการนายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ได้มองว่า สพฐ.บริหารโอเน็ตผิดพลาด แต่เพราะโจทย์การพัฒนาการเรียนการสอนโอเน็ตในขณะนั้นกำหนดมาแบบนี้ แต่ปัจจุบันบริบทเปลี่ยนแปลงไป การนำผลโอเน็ตไปใช้ในรูปแบบเดิมอาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้นการยกเลิกโอเน็ตแล้ว หาเครื่องมือประเมินผลโรงเรียน ครูและเด็กใหม่ที่เหมาะสม จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาการเรียนการสอน
นายวิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้การสอบโอเน็ต มีทั้งข้อดี คือเป็นเครื่องมือประเมินคุณภาพครู โรงเรียนและเด็ก เพราะเป็นข้อสอบกลางระดับชาติ แต่ที่ผ่านมา มีการนำโอเน็ตไปใช้ในแนวทางหลากหลาย ทั้งใช้เป็นองค์ประกอบในการเข้ามหาวิทยาลัย ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการโยกย้ายผู้บริหารโรงเรียนและครู ทำให้เกิดปัญหา ดังนั้นหากยกเลิกโอเน็ตและหาเครื่องมือมาประเมินคุณภาพโรงเรียน ครูและนักเรียนใหม่จริง ก็ควรแยกการประเมินคุณภาพออกจากเรื่องอื่น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในรูปแบบเดิมอีก โดยเครื่องมือประเมินใหม่นี้ควรจะสามารถประเมินได้รอบด้าน หลากหลายทั้งคนตรี กีฬา ศิลปะ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการสอน และทักษะการใช้ชีวิต ที่สำคัญต้องสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ด้วย