สพฐ.เผยตัวเลข 1.2 หมื่น ร.ร. พร้อมเปิดสอน 1 มิ.ย.
เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ตนได้ลงนามในประกาศป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 โดยแบ่งเป็นพื้นที่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ซึ่งจำนวนผู้ติดเชื้อยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขอให้หน่วยงานในสังกัด ศธ.ไม่ใช่สถานศึกษา จัดบุคลากรหมุนเวียนมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงาน ไม่เกิน 10% ส่วนพื้นที่อื่นๆ ให้จัดบุคลากรหมุนเวียนมาปฏิบัติงานตามความเหมาะสม ส่วนอีก 73 จังหวัด หากจะเปิดภาคเรียน ต้องได้รับอนุญาตจากศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ต่อไป
นายสุภัทรกล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษานั้น ขณะนี้หลายพื้นที่ได้มีการฉีดวัคซีนนำร่องไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งรัฐและเอกชน และจะมีการปูพรมฉีดทั่วประเทศวันที่ 7 มิถุนายน เฉพาะกรุงเทพฯ จัดให้ฉีดที่สถานีกลางบางซื้อ กว่า 3 หมื่นคน โดยจะมีการจัดเป็นรอบๆ เพื่อไม่ให้เกิดความแออัด และทยอยฉีดจนครบทุกคน ส่วนในจังหวัดต่างๆ ได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัด และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เพื่อประสานให้ครูได้รับการฉีดวัคซีน โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) จะทำหน้าที่รวบรวมรายชื่อและจัดตาราง การฉีดให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อลดการแออัด
นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดำเนินการสำรวจโรงเรียนที่พร้อมจัดการเรียนการสอน รวมทั้งสิ้น 28,698 แห่ง ไม่รวมสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) โดยมีโรงเรียนที่พร้อมเปิดเรียน วันที่ 1 มิถุนายน จำนวน 12,571 แห่ง แบ่งเป็นการเรียนแบบ On site จำนวน 5,865 แห่ง On air 2,377 แห่ง on demand 2,187 แห่ง on line 2,926 แห่ง และ on hand 8,603 แห่ง เปิดเรียน วันที่ 14 มิถุนายน 15,951 แห่ง และเปิดเรียน วันที่ 2-13 มิถุนายน 171 แห่ง สำหรับการเรียนการสอนจะมี 5 รูปแบบ คือ 1.On Site ให้มาเรียนตามปกติได้ในพื้นที่ที่ไม่ใช่สีแดง แต่ต้องเว้นระยะหรือลดจำนวนนักเรียนต่อห้องลง 2.On Air คือการออกอากาศผ่าน DLTV เป็นตัวหลักในการกระจายการสอน 3.On line ให้ครูเป็นผู้จัดการเรียนการสอน ผ่านเครื่องมือที่ทางโรงเรียนกระจายไปสู่นักเรียน 4.On Demand เป็นการใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ครูกับนักเรียนใช้ร่วมกัน และ 5.On Hand หากจัดในรูปแบบอื่นๆ ที่กล่าวมาไม่ได้ ให้โรงเรียนจัดแบบ On Hand คือจัดใบงานให้กับนักเรียน เป็นลักษณะแบบเรียนสำเร็จรูป ให้นักเรียนรับไปเป็นชุดไปเรียนด้วยตัวเองที่บ้าน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับบริบทของโรงเรียนแต่ละแห่ง โรงเรียนสามารถจัดสอนแบบคละรูปแบบและวิธีการเรียนการสอนได้ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียนและผู้ปกครองเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างสำรวจจำนวนครูและนักเรียนที่เรียนผ่านระบบออนไลน์เพื่อประสานกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ช่วยเหลือดูแลค่าอินเตอร์เน็ตให้กับครูและนักเรียนต่อไป
“การจัดการเรียนการสอนครั้งนี้ ไม่ได้ใช้ครูหรือโรงเรียนเป็นฐาน แต่ให้โรงเรียนปรับแบบการเรียนให้เหมาะสม สามารถนำวิธีการแต่ละรูปแบบมาจัดสอนแบบคละกันได้ โดยยึดความพร้อมและความสมัครใจของนักเรียนเป็นสำคัญ เมื่อนักเรียนเลือกช่องทางใดก็ให้สื่อสารกับครู และจัดสอนตามรูปแบบที่นักเรียนต้องการ ส่วนโรงเรียนประจำได้ประสานกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อให้เข้าไปช่วยดูแลสุขอนามัยของนักเรียนในการเตรียมการการเปิดภาคเรียนในการคัดกรองและแนะนำการปฏิบัติตัวภายในโรงเรียน พร้อมทั้งให้คำแนะนำกับครูอนามัยในโรงเรียนประจำ โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนราชประชานุเคราะห์และโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ ที่มีนักเรียนเดินทางมาจากหลากหลายพื้นที่ จะต้องดูแลเป็นพิเศษโดยหากเดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง ต้องจัดเป็นกลุ่มและประเมินสถานการณ์ 14 วัน หลังจากนั้นค่อยเข้าสู่ระบบการเรียนปกติ” นายอัมพรกล่าว

