Digital Twin แผนที่ 3 มิติ จำลองแผนอารักขา ‘ผู้นำ-คนสำคัญ’

Digital Twin แผนที่ 3 มิติ จำลองแผนอารักขา ‘ผู้นำ-คนสำคัญ’

หลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีแนวโน้มเผชิญกับภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนครอบคลุมเชื่อมโยงหลายมิติ อาทิ ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ปัญหาความมั่นคงทางทะเล และปัญหาโรคอุบัติใหม่ หน่วยงานความมั่นคงในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลัก และรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาความมั่นคง จึงได้ทบทวนแผนให้มีความก้าวทันต่อสถานการณ์

กอปรกับนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ หรือไทยแลนด์ 4.0 ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ลงนามอนุมัติแผน โครงการสมาร์ทซิตี้จังหวัดขอนแก่น (Smart City) ในปี 2559 ที่มีเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดขอนแก่นให้อัจฉริยะตามมาตรฐานสากล 6 สาขา ได้แก่ การเดินทางและขนส่ง (Smart Mobility) พลเมือง (Smart People) ระบบเศรษฐกิจและบริหารจัดการ (Smart Economy) สิ่งแวดล้อม (Smart Environment) การบริหารจัดการภาครัฐ (Smart Governance) และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของพลเมือง (Smart Living)

Advertisment

โจทย์ของหน่วยงานความมั่นคง และการนำพาเมืองไปสู่ความอัจฉริยะ ประชาชนมีความปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี ส่งผลให้ศูนย์ปฏิบัติการ Smart City หรือ SCOPC (Smart City Operation Center) มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เกิดแนวคิดการนำเทคโนโลยี Digital Twin แผนที่ 3 มิติ มาใช้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงได้ฝึกฝน เพิ่มศักยภาพในการป้องกันให้มีความปลอดภัยต่อทั้งผู้ปฏิบัติงาน ประชาชน และรับมือสถาการณ์ที่ไม่คาดคิดให้เกิดความแม่นยำมากที่สุด

Advertisement

รศ.ดร.รวี หาญเผชิญ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ นักวิจัยศูนย์ปฏิบัติการ Smart City มข.เปิดเผยว่า Digital Twin เป็นแผนที่ 3 มิติ ที่มีความละเอียดสูง เหมือนกับคู่แฝดเสมือนจริงของพื้นที่จริง เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้ให้โจทย์มา จากนั้นนักวิจัย มข.จะเป็นผู้สร้างสถานการณ์จำลองลงไปในพื้นที่ในโมเดล และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำไปใช้ในการวางแผนระงับเหตุ

“ขณะนี้ได้ทดลองนำไปใช้แล้วในหลายเหตุการณ์ เช่น ในกรณีที่มีการอารักขาผู้นำ รวมไปถึงบุคคลสำคัญระดับประเทศ จะใช้แผนที่ 3 มิติ ในการวางแผนกระจายกำลัง และกำหนดจุดรักษาความปลอดภัย รวมถึง ใช้ในการวางแผนสร้างสถานการณ์ต่างๆ โดยจะสร้าง simulation เหมือนเกมลงไปในโมเดลเพื่อเป็นการจำลองสถานการณ์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำไปวางแผนการปฏิบัติงานในแต่ละเหตุการณ์” รศ.ดร.รวี กล่าว

โดยหลักการการทำงานของเทคโนโลยี Digital Twin คือการทำสำเนา หรือแบบจำลองของสิ่งต่างๆ ทางกายภาพให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ทั้งในรูปแบบของภาพ และข้อมูล มีกลไกเชื่อมต่อกับวัตถุของจริง ผ่านระบบเซ็นเซอร์ที่คอยเก็บข้อมูลสถานะทางกายภาพของวัตถุแบบ Real-time ทำให้แบบจำลองนั้นเป็นเสมือนการย้ายวัตถุไปไว้ในโลกดิจิทัล ซึ่ง Digital Twin เป็นการผสมผสานของเทคโนโลยีหลายชนิด ได้แก่ เทคโนโลยีผลิตภาพ 3 มิติ หรือ VR และ AR ทำหน้าที่สร้างรูปร่างของวัตถุในโลกดิจิทัล เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ และ Internet of Things (IoT) ทำหน้าที่เชื่อมต่อข้อมูลระหว่างโลกแห่งความเป็นจริง และโลกดิจิทัล

Advertisement

รวมทั้ง การอัพเดตข้อมูลแบบ Real-time เข้ามาใน Digital Twin เทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น Machine Learning เพื่อทำนายเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และ Software Analytics เพื่อดูแลการทำงานของซอฟต์แวร์ในระบบเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสื่อสารเชื่อมต่อระบบเข้าด้วยกัน เช่น Cloud, Edge Computing, Automation, และ ระบบรักษาความปลอดภัย ซึ่งช่วยให้เทคโนโลยีทั้งหมดทำงานร่วมกันได้ด้วยดี

การผสานความอัจฉริยะเหล่านี้ นำมาซึ่งความสามารถในการตรวจสอบสถานะของวัตถุอย่างละเอียด กระทั่งสามารถจำลองได้ว่า หากสภาพแวดล้อม หรือสถานะจุดใดจุดหนึ่งภายในตัววัตถุเปลี่ยนไป จะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้างกับวัตถุ คือผู้ใช้งานสามารถจำลองสถานการณ์ และทำนายความเป็นไปได้ในภาพที่สมบูรณ์มากขึ้น

แม้จะเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัย ตอบโจทย์การบริหารจัดการความเรียบร้อยของเมือง แต่ Digital Twin กลับไม่ได้นำมาใช้งานกับภารกิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอย่างแรก เพราะจุดเริ่มต้นที่แท้จริงในการใช้งานเกิดจากความต้องการของ มข.ที่มุ่งสร้างฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัยในรูปแบบของแผนที่ 3 มิติ เพื่อที่จะได้ทราบทรัพยากรของ มข.อย่างละเอียด

โดย รศ.ดร.รวี ระบุว่า จุดเริ่มต้นของการนำ Digital Twin มาใช้ เกิดจากการที่ มข.ได้ขานรับนโยบายโครงการสมาร์ทซิตี้ จ.ขอนแก่น นำไปสู่การมีคณะกรรมการ Smart City รวมไปถึงการตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการ Smart City ขอนแก่น โดยศูนย์นี้มีอธิการบดี มข.เป็นประธาน พร้อมด้วย รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ และคณาจารย์จากหลากหลายคณะที่ทำงานร่วมกัน มีคณะกรรมการผู้ดูแลโครงการวิจัยต่างๆ มากมาย เพื่อขับเคลื่อนให้ขอนแก่นเป็นเมืองอัจฉริยะตามวัตถุประสงค์

การนำเทคโนโลยี Digital Twin มาใช้ เป็นความต้องการของ มข.ที่ต้องการสร้างฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัยในรูปแบบของแผนที่ 3 มิติ และต้องการเปลี่ยนแผนที่ 3 มิติให้กลายเป็นข้อมูล ทำให้เห็นทรัพยากรของ มข.ทั้งหมด ตั้งแต่ตัวตึก อาคารเรียน ไปจนถึงถนน เสาไฟฟ้า ถังขยะ โดยสามารถใช้แอพพลิเคชั่นเข้าไปทำงานควบคู่กับหน่วยงานรักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัย รวมถึง จำลองพื้นที่ในการวางแผนสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ทำให้มองเห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น

“เราตั้งเป้าหมายไว้ว่า มข.จะเป็นมหาวิทยาลัยแรกที่มีระบบดูแลทรัพยากรของตัวเอง ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้บริหาร อาจารย์ และนักศึกษา รวมถึง ผู้ปกครอง โดยเฉพาะผู้ปกครอง ควรจะได้รับรู้ว่ามหาวิทยาลัยมีอะไรบ้าง สามารถดูได้ผ่านมือถือ เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองที่จะส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนใน มข.โดยผู้ปกครองมั่นใจได้ว่าบุตรหลานที่เข้ามาเรียน จะมีชีวิตที่สะดวกสบาย และปลอดภัย ความคืบหน้าตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการสแกนพื้นที่ของมหาวิทยาลัย คาดว่าจะนำไปใช้ได้จริงในปีหน้า” นักวิจัยศูนย์ SCOPC กล่าว

การเดินทางของ digital twin จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้เทคโนโลยีตอบโจทย์การบริหารจัดการภายในมหาวิทยาลัย และได้ขยายผลในการนำเทคโนโลยีไปใช้ในระดับเมือง แนวทางที่เกิดขึ้น นับเป็นผลดีอย่างยิ่งที่การใช้เทคโนโลยีไม่ได้ขับเคลื่อนความก้าวหน้าเพียงแค่องค์กร แต่ยังขยายไปสู่ภาพกว้างอย่างการตอบสนองนโยบายเมือง

นอกจากนี้ การพัฒนาที่ขยายเป็นวงกว้างยังเป็นไปตามนิยามเมืองอัจริยะ ที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเมือง มีการบริหารจัดการเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิตของประชาชนในเมืองดีขึ้นอย่างยั่งยืน ภายใต้การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ชาญฉลาดทันสมัย

Eurolastcontent
QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image