สพฐ.ย้ำใช้ไฟเซอร์ฉีด น.ร.คาดวัคซีนเข้า 28 ก.ย.นี้ ศธ.พร้อมฉีดตามกำหนด   

เดินหน้าชน : แผนฉีดวัคซีนน.ร. ตามแผนการของกระทรวงศึกษาธิการ

สพฐ.ย้ำใช้ไฟเซอร์ฉีด น.ร. คาดวัคซีนเข้า 28 ก.ย.นี้ ศธ.พร้อมฉีดตามกำหนด

นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการดำเนินการฉีดวัคซีนให้นักเรียนอายุ 12-18 ปีนั้น จากการทำความเข้าใจเบื้องต้นทราบผู้ปกครองกว่า 90% ที่ยินดีให้ลูกฉีดวัคซีน ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แจ้งว่าวัคซีนจะเข้ามาวันที่ 28 กันยายนนี้ ดังนั้นคาดว่านักเรียนจะได้รับการฉีดวัคซีนตามวันและเวลาที่กำหนดแน่นอน

นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อยู่ระหว่างสร้างความเข้าใจถึงข้อดีของการได้รับวัคซีนเพื่อให้ผู้ปกครองใช้ประกอบการตัดสินใจ ในใบแจงความประสงค์ยินยอม หรือไม่ยินยอม ซึ่งตรงนี้ เป็นสิ่งที่ สพฐ. กำลังรอตัวเลขที่ชัดเจนเช่นเดียวกัน เพราะยังไม่ถึงช่วงเวลาที่เปิดให้ผู้ปกครองแสดงความประสงค์ โดยจะเริ่มเปิดให้ยื่นความประสงค์ต่อสถานศึกษาในวันที่ 21-24 กันยายน จากนั้นสถานศึกษาจะส่งข้อมูลให้ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ก่อนส่งให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เพื่อจัดส่งให้สาธารณสุขจังหวัด ดำเนินการจัดสรรวัคซีนต่อไป คาดว่าขึ้นตอนต่างๆ จะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ โดยวัคซีนที่จะจัดฉีดให้นักเรียนจะเป็นไฟเซอร์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากเป็นวัคซีนที่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้การรับรอง

นายอัมพรกล่าวต่อว่า กรณีผู้ปกครองที่ไม่ยินยอมให้บุตรหลานฉีดวัคซีน และเมื่อมีการเปิดเทอม2 เด็กที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนจะสามารถเรียนร่วมกับเด็กที่ได้รับการฉีดวัคซีนได้หรือไม่นั้น การให้เด็กเรียนออนไซต์ หรือให้มาเรียนที่โรงเรียนไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่า เด็กทุกคนต้องได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว จึงจะเปิดให้เรียนออนไซต์ได้  แต่เวลามาเรียนอาจต้องมีมาตรการดูแลที่แตกต่างกัน หรือหากผู้ปกครองยังไม่มั่นใจที่จะให้เด็กกลับมาเรียนที่โรงเรียนและประสงค์ให้เรียนออนไลน์เช่นเดิม ก็สามารถทำได้

“ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อยู่ระหว่างทำแผนเปิดเรียนให้ในแต่ละพื้นที่ โดยจะมีแนวทางการเปิดเรียนทั้งในพื้นที่ปลอดภัยและไม่ปลอดภัย รวมถึงมีข้อแนะนำว่า ต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง รวมถึงการกำหนดจำนวนนักเรียนต่อห้องที่เหมาะสม ทั้งหมดเป็นมาตรการที่จะต้องออกมาจาก สธ. ส่วน สพฐ. มีหน้าที่นำไปปฏิบัติ เบื้องต้นจากการหารือร่วมกับ สธ. มีความคิดเห็นตรงกันว่า แต่ละจังหวัดไม่ควรใช้มาตรการเดียวกันทุกโรงเรียน ควรยึดพื้นที่ตำบล หรืออำเภอเป็นฐานในการเปิดเรียน” นายอัมพรกล่าว

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ร้านอาหารญี่ปุ่นช่วยเหลือผู้ประกอบการรถม้า จัดแคมเปญ ‘ทานซูชิบนรถม้า’ พาชมตัวเมือง
บทความถัดไปRISC by MQDC จับมือ EEC เปิดตัวนวัตกรรม ห้องฉุกเฉินความดับลบ 100% Fresh Air ช่วยเหลือ รพ.ฝ่าโควิด