สพฐ.กำชับเขตพื้นที่ฯเฝ้าระวังน้ำท่วม-ดินถล่ม เร่งฉีดวัคซีนน.ร. ครู ย้ำต้องยินยอมกว่า 85%  

สพฐ.กำชับ เขตพื้นที่ฯเฝ้าระวังน้ำท่วม-ดินถล่ม เร่งฉีดวัคซีนน.ร.-ครู ย้ำต้องยินยอมกว่า 85%  

เมื่อวันที่ 29 กันยายน นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผ่านระบบ Video Conference เพื่อซักซ้อมความเข้าใจในสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  หรือโควิด- -19 และสาธารณภัยจากเหตุอุทกภัย โดยพายุ “เตี้ยนหมู่” ว่า ได้กำชับให้เฝ้าระวังภัยในช่วงฤดูฝน พร้อมทั้งสำรวจและรายงานความเสียหายที่ได้รับ โดยเรื่องสำคัญที่อยากให้ ทำอย่างเร่งด่วนคือการดูแลตรวจสอบหลังจากเกิดอุทกภัย ว่ามีความเสียหายในพื้นที่อย่างไรบ้าง หรือมีอะไรที่ต้องปรับปรุงซ่อมแซม และอยากให้ทุกเขตฯ รายงานสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันให้ สพฐ. ได้รับทราบ เพื่อจะได้เป็นข้อมูลในการดูแลช่วยเหลือได้ทันท่วมที นอกจากเรื่องของอุทกภัยแล้วให้ระวังเรื่องของดินถล่มด้วย หากประเมินสถานการณ์ว่าไม่ปลอดภัยก็ให้นักเรียนเรียนอยู่ที่บ้านได้

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ส่วนการฉีดวัคซีนให้นักเรียน อายุ 12-17 อยู่ในระหว่างการสำรวจรายชื่อนักเรียนที่ประสงค์จะฉีดวัคซีน ซึ่งเราจำเป็นต้องได้รับความประสงค์ฉีดวัคซีนถึง 85%  จึงจะทำให้มีความปลอดภัยสูงเพียงพอสำหรับการเปิดเรียนแบบ On Site  นอกจากนักเรียนแล้ว คุณครูก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องได้รับการฉีดวัคซีนให้ได้ตามเป้าคือ 85% เช่นเดียวกัน ดังนั้นต้องติดตามกำกับทั้งนักเรียน คุณครู และบุคลากรในโรงเรียน ให้ได้รับวัคซีนอย่างครบถ้วน โดยต้องประสานกับสาธารณสุขจังหวัดในการดำเนินการฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคมเป็นต้นไป ส่วนการให้บริการวัคซีนสำหรับนักเรียนที่เรียนในกรุงเทพฯ แต่กลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด นักเรียนสามารถยื่นความประสงค์ขอฉีดวัคซีนนอกเขตบริการได้ และวัคซีนที่จะฉีดให้นักเรียนมีตัวเดียวคือไฟเซอร์ ดังนั้นขอให้โรงเรียนทำความเข้าใจกับผู้ปกครองในส่วนนี้

“ส่วนจังหวัดใดที่เกิดเหตุน้ำท่วมแล้วสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายภายในวันที่ 4 ตุลาคม ขอให้ทางเขตพื้นที่ฯวางแผนการฉีดวัคซีนร่วมกับศึกษาธิการจังหวัดและสาธารณสุขจังหวัดอย่างใกล้ชิด พร้อมกับรณรงค์ให้คำแนะนำนักเรียนว่าเมื่อฉีดวัคซีนแล้ว นักเรียนต้องปฏิบัติตนอย่างไร หรือต้องมีการเตรียมตัวก่อนฉีดอย่างไร จึงจะทำให้การฉีดวัคซีนบรรลุวัตถุประสงค์ตามเราที่ตั้งใจไว้ ซึ่งตอนนี้กระแสสังคมเรียกร้องการเปิดเรียนแบบ On Site อย่างมาก การฉีดวัคซีนจึงถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ ดังนั้นคนที่มีความสำคัญกับเด็กมากที่สุดคือครูประจำชั้นและครูที่ปรึกษาที่จะให้คำแนะนำกับนักเรียนได้ดีที่สุด ด้วยความร่วมมือกับผู้ปกครองของนักเรียน”เลขาธิการกพฐ. กล่าว

เลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อว่า เป็นที่แน่นอนว่าเราจะไม่เลื่อนการเปิดภาคเรียนที่ 2 โดยจะเปิดเรียนตามปกติในวันที่ 1 พฤศจิกายน ขอให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯทำตารางเวลาสำหรับการเตรียมพร้อมเปิดภาคเรียน ว่าจะมีขั้นตอนกระบวนการในการเตรียมพร้อมอย่างไรบ้าง เช่น สัปดาห์ที่ 1 วางแผนว่าจะทำอะไรบ้าง และสัปดาห์ต่อๆ ไปจะทำอะไร โดยจะเชื่อมโยงกับแผนการฉีดวัคซีน พร้อมกับการยื่นขออนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัด ซึ่งเชื่อว่าทุกคนมีแผนอยู่แล้วแต่อยากให้เขียนออกมาให้ชัดเจนว่าโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ของเราจะสามารถเปิดเรียนได้กี่โรงเรีย การเปิดเรียนในเดือนพฤศจิกายนนี้ มี 2 แบบ คือ โรงเรียนพักนอน ซึ่งเด็กกับครูอยู่ในโรงเรียนทั้งหมด ให้ดำเนินการในลักษณะของโรงเรียน sandbox100% ส่วนแบบที่ 2 คือ โรงเรียนไป-กลับ จะต้องใช้จำนวนการฉีดวัคซีนเป็นตัวตั้ง ซึ่งกำหนดไว้อยู่ที่ 85% ทั้งในส่วนของนักเรียน ครู และบุคลากร รวมถึงพ่อค้าแม่ค้าที่มาขายของในโรงเรียนด้วย แต่ในส่วนของโรงเรียนระดับประถมศึกษา จากข้อมูลการวิจัยพบว่าเด็กอนุบาลถึงระดับประถมศึกษา มีโอกาสยากมากที่จะติดเชื้อแล้วเกิดอาการร้ายแรง ดังนั้นการเปิดเรียนของเด็กชั้นอนุบาลและประถมศึกษา จึงไม่อยู่ในเงื่อนไขของการฉีดวัคซีนให้ถึง 85% แต่จะเป็นเงื่อนไขด้านความปลอดภัยเป็นที่ตั้ง จึงขอให้ทางโรงเรียนทำการประเมินตนเองและวางแผนการเปิดได้เลย

“มีคำถามจากสังคมว่าเราจะมีวิธีการดูแลช่วยเหลือเยียวยาเด็กเหล่านั้นอย่างไร จึงต้องไปดูเรื่องการจ่ายเงินเยียวยา 2,000 บาท ซึ่งการจ่ายเงินตรงนี้จะสามารถประเมินได้ว่านักเรียนมีชื่อในทะเบียนหรือไม่ หรือหากจัดสรรไปแล้วหาตัวเด็กไม่เจอ ก็จะพบเด็กที่หายไปจากระบบ รวมถึงเด็กที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนแต่ไม่เคยมาโรงเรียน เป็นข้อมูลให้ผู้อำนวยการ โรงเรียนหรือครูประจำชั้นได้ทำการสำรวจและประเมินความเสี่ยงของนักเรียน ว่ามีเด็กกี่คนที่อยู่ในกลุ่มปลอดภัยสามารถมาเรียนได้ปกติ มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดี หรือมีเด็กกี่คนที่อยู่ในความยากลำบาก ต้องได้รับการช่วยเหลือจึงจะสามารถมาเรียนได้ และมีอีกกี่คนที่อยู่ในห้วงอันตรายต้องได้รับการเข้าไปแก้ไขโดยเร่งด่วน ซึ่งเราสามารถช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ได้อย่างหลากหลายวิธีโดยการร่วมมือกันของทุกฝ่าย” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สภา กทม.เห็นชอบกันเงินเหลื่อมปี’ 64 เบิกจ่ายปี’ 65 จำนวน 481 โครงการ
บทความถัดไปราชกิจจาฯ ประกาศแล้ว คลายล็อกฟื้นเศรษฐกิจ มีผล 1 ตุลาคม