‘บิ๊กตู่’ เปิดโครงการพาน้องกลับบ้าน ยาหอม ‘อย่าท้อ อุปสรรคมีไว้ฝ่าฟัน’ หนุนศธ.ทำร.ร.ดีมีคุณภาพ

‘บิ๊กตู่’ เปิดโครงการพาน้องกลับบ้าน ยาหอม ‘อย่าท้อ อุปสรรคมีไว้ฝ่าฟัน’ หนุนศธ.ทำร.ร.ดีมีคุณภาพเพิ่มโอกาสการศึกษา จี้ครูสอนปวศ.ใหม่ ลดขัดแย้ง-เด็กคิดเป็น คุมงบปฏิรูปการศึกษา อะไรไม่คุ้มตัดออก เลือกที่จำเป็น

เมื่อวันที่ 17 มกราคม ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังเป็นประธานในพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการส่งเสริมโอกาสความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน” ระหว่าง กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กับ 11 พันธมิตร โดยมีน.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการศธ. นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. พร้อมด้วยผู้บริหารองค์กรหลัก ให้การต้อนรับ ว่า การปฏิรูปการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องพัฒนาคน ให้พร้อมสำหรับการพัฒนาในศตวรรษที 21 กิจกรรมนี้สอดคล้องกับการสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ดีใจที่เห็นความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่พยายามให้โอกาสเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา และเด็กที่ยังไม่ได้รับการศึกษาเลย ทั้งเด็กปกติและเด็กพิการได้รับโอกาสทางการศึกษาอีกครั้ง หลังจากนี้ เราจะคืนโอกาสให้กับเด็ก ๆ และสร้างโอกาสให้กับสังคม โดยตั้งเป้าตัวเลขเด็กหลุดระบบนอกระบบต้องเป็นศูนย์

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า หลายคนออกจากระบบการศึกษาเพราะความจำเป็น ไม่ใช่แค่สถานการณ์โควิด เป็นบริบทโดยรวมที่เราต้องช่วยกันหาข้อมูลเพื่อแก้ปัญหา โดยเฉพาะตอนนี้มีการเรียนที่หลายรูปแบบทั้งออนไลน์ ออนไซต์ สิ่งสำคัญต้องดูแลความพร้อมผู้ปกครอง ว่ามีค่าใช้จ่ายที่เพียงพอหรือไม่ เพราะบางครอบครัวแม้มีค่าเล่าเรียนให้ให้แต่ผู้ปกครองขาดแรงงานในบ้าน เป็นปัญหาลึกซึ้งที่ต้องลงไปช่วยดูแล โครงการนี้เป็นโอกาสหนึ่งที่ช่วยกันสร้างทรัพยากรที่สำคัญของประเทศในทางตรง มีหลายหน่วยงานเข้าร่วมแต่การใช้เงินแก้ปัญหาอย่างเดียวคงไม่เพียงพอและเราไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้น แต่ละหน่วยงานต้องช่วยกันดูแลใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า ความร่วมมือครั้งนี้ ตนถือว่า เป็นของขวัญสำคัญที่รัฐบาลจะทำเพื่อคนไทย การให้โอกาสทางการศึกษาเรื่องใหญ่ ต้องหาวิธีการที่เหมาะสม ทำอย่างไรให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ปัจจุบันเรามีกองทุนฯหลายประเภท แต่การให้เงินกองทุนฯแล้วเด็กยังเรียนในสถ่านศึกษาเดิมที่ไม่มีคุณภาพ ก็ต้องไปคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผมจำได้ว่า ศธ.มีนโยบาย ทำโรงเรียนดีมีคุณภาพ ลดโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อกระจายการใช้จ่ายงบให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งหมดนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้าใจร่วมกัน ทำให้เกิดความสำเร็จ

“สิ่งที่กังวล คือ ต้องสอนให้นักเรียนมีความคิดที่ดี มีการเรียนรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เพื่อช่วยคิดและเตรียมพร้อมพัฒนาตัวเอง และสังคม เพราะไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ต้องพูดกับเด็กให้เข้าใจ ว่าสิ่งที่ได้มานั้น ไม่ได้ง่าย ไม่เช่นนั้นก็จะคิดกันง่ายๆ ทำให้เกิดปัญหา เรียนมาจบแล้วยังไม่ทำงานก็สร้างหนี้สิน วันนี้มีหลายอย่างที่ทำรายได้เข้าประเทศ ไม่ว่าจะเป็นท่องเที่ยว กีฬา ส่งออก ฯลฯ นั่นคือโอกาสและช่องทาง แต่ทำอย่างไรจะมีคนเข้าไปช่วยพัฒนาตรงจุดนั้น ต้องเร่งสร้างความคิด สร้างแรงบันดาลใจ สร้างแนวความคิดนี้ให้เกิดขึ้นในเด็กให้ได้ ว่า โตขึ้นจะช่วยตัวเอง และดูแลพ่อแม่อย่างไร ไม่เป็นภาระของครอบครัวและสังคมในอนาคต ไม่สร้างความเดือดร้อน ตั้งใจเรียนหนังสือ การสร้างโอกาสทางการศึกษาต้องเน้นทั้งโอกาส คุณภาพ และความพร้อมผู้ปกครอง สิ่งสำคัญที่รัฐบาลกำลังคือ การแก้ปัญหาความยากจนรายครัวเรือน ซึ่งผมได้ให้แนวทางปฏิบัติไปแล้ว ต้องลงไปดูให้คำปรึกษาสนับสนุนในทางที่ถูกต้อง ฝากไว้ว่า อุปสรรค มีไว้ฝ่าฟัน ปัญหามีไว้แก้ไข อย่าท้อแท้ อะไรที่ไม่ดี อะไรเป็นประวัติศาสตร์ที่ดีก็เรียนรู้ อย่าบอกว่าประวัติศาสตร์ไม่สำคัญ

ผมให้แนวคิด ถ้าเราจะสอนเรื่องประวัติศาสตร์ต้องรู้ว่า ทำไมเขาถึงทำอย่างนั้น ถ้าสอนวิทยาศาสตร์ก็ต้องรู้ว่า จะเกิดประโยชน์อย่างไร ดัดแปลงให้สอดคล้องกับความต้องการของมนุษย์ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เรียนรู้ทั้งประวัติศาสตร์ไทย ประวัติศาสตร์โลก ความขัดแย้ง สงคราม และทำความเข้าใจว่า ทำไมเขาถึงไม่ทะเลาะกัน เพราะเห็นแล้วว่า ความขัดแย้งทำให้ประเทศเสียหาย ทุกอย่างเกิดจากความไม่สามัคคีกลายเป็นความขัดแย้งระดับต่ำจนถึงระดับสูง ครูต้องสอนใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ประวัติศาสตร์ชาติไทย บทเรียนแต่ละเรื่อง ต้องรู้ว่าเรียนไปเพื่ออะไร ตัวเอง สังคม ประเทศชาติได้อะไร ทั้งหมดนี้เป็นการปฏิรูปการศึกษา ศธ. ต้องไปดูว่าจะปฏิรูปอย่างไรที่ไม่ต้องใช้งบจำนวนมาก ระมัดระวังค่าใช้จ่าย เพราะนายกฯต้องคุมงบทั้งหมดให้อยู่ในวินัยการเงินการคลัง โครงการที่ไม่คุ้มค่าต้องถูกตัดออก ช่วงนี้อยู่ระหว่างการจัดทำงบประมาณ 2566 ต้องจัดระบบให้ดี จะไม่เกิดความเสียดาย เพราะทั้งหมดคงไม่มีเงินให้ เพราะรัฐบาลตั้งวงเงินงบไว้ 3.1 ล้านล้านบาท ดังนั้นต้องลำดับความสำคัญให้ดี ไม่ใช่เลือกแต่โครงการใหญ่ๆ เพราะบางครั้งโครงการเล็กๆ ก็มีความสำคัญ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ศธ.เล็งเห็นถึงปัญหานี้ จึงได้มีการแก้ปัญหาเชิงรุกผ่าน โครงการพาน้องกลับมาเรียนที่จะบูรณการร่วมกัน เพื่อให้ทราบถึงจำนวนเด็กในปัจจุบัน ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา และจะมีการลงติดตามถึงบ้าน เพื่อตามเด็กเหล่านี้กตับสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง จากสถิติจำนวนนักเรียนที่หดุดออกจากระบบการศึกษาปี 2564 โดยแบ่งตามสังกัด ได้แก่ สังกัดสำนักวานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 78,003 คน สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) จำนวน 50,592 คน สังกัดสำนักวานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จำนวน 55,599 คน และผู้พิการในวัยเรียนสังกัด พม. จำนวน 54,5 13 คน รวมแล้ว มีนักเรียนหลุดจากระบบการศึกษามากถึง 238,707 คน ซึ่งหลังจากดำเนินการเชิงรุกตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา สามารถตามนักเรียนกลับมาเรียนได้ 127,952 ราย ยังมีเด็กที่หลุดจากระบบจำนวน 110,755 ราย

“ศธ.มีการพัฒนาเครื่องมือติดตามนักเรียนเหล่านี้ ด้วยแอพพลิเคชันที่ชื่อ ตามน้องกลับมาเรียน เพื่อให้เกิดการทำงานที่สะดวกรวดเร็ว และยังสามารถเก็บเป็นฐานข้อมูลของปัญหาที่เกิดกับแต่ละครอบครัวได้อย่างละเอียด และจะได้เป็นแนวทางในการให้ความช่วยเหลืออย่างตรงจุดกับทุกเคสทุก กรณีกันต่อไป เบื้องต้นจะให้โรงเรียนต้นสังกัดติดตามนักเรียน จากนั้นศธ. จะเข้าช่วยเหลือและสนับสนุนให้กลับเข้าสู่สถานศึกษาที่เหมาะสม แต่หากโรงเรียนตันสังกัดติดตามไม่ได้ ก็จะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรที่ได้มีการทำ MOU ในวันนี้ ให้ช่วยติดตาม เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนให้กลับเข้าสู่สถานศึกษาที่เหมาะสมต่อไป เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กไทยได้กลับมามีโอกาสที่ดีในชีวิตกันอีกครั้ง” น.ส.ตรีนุช กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon