ชี้โอมิครอนทำเด็กหลุดระบบเพิ่ม นักวิชาการเผย 50% ออกซ้ำหลังกลับเข้า ร.ร.

ชี้โอมิครอนทำเด็กหลุดระบบเพิ่ม นักวิชาการเผย 50% ออกซ้ำหลังกลับเข้า ร.ร.จี้รัฐบาลแก้ปัญหาจริงจังอย่าแค่เซ็นเอ็มโอยู

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า จากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการส่งเสริมโอกาส ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน” โดยมี 12 หน่วยงาน ร่วมมือกันดึงเด็กตกหล่นเข้าสู่ระบบการศึกษานั้น ถือเป็นโครงการ และนโยบายที่ดี แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีความตั้งใจที่จะดึงเด็กด้อยโอกาสให้กลับเข้ามาเรียน โดยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้รายงานสถิตินักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาปี 2564 ไว้ดังนี้ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 78,003 คน สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) 50,592 คน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 55,599 คน และผู้พิการในวัยเรียนสังกัด กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) 54,513 คน รวม 238,707 คน หลังจากทำงานกว่า 2 เดือน ตามนักเรียนกลับมาเรียนได้ 127,952 ราย แต่ยังมีเด็กที่หลุดจากระบบอีก 110,755 ราย

“แม้นโยบายดี และตามเด็กกลับมาเรียนได้จำนวนหนึ่ง แต่มองว่าไม่ใช่ตามเด็กกลับมาเรียนเพียงอย่างเดียว ควรจะหาวิธีที่ไม่ให้เด็กออกจากระบบการศึกษา ต้องมีมาตรการช่วยเหลือ และเยียวยา ที่ผ่านมาจะพบปัญหาวนซ้ำ คือตามเด็กกลับเข้าสู่ระบบได้แล้ว แต่เด็กกว่า 50% กลับออกซ้ำอีก และเด็กที่ยังตามกลับเข้าสู่ระบบไม่ได้อีก 110,755 คน ควรเร่งติดตามเด็กเหล่านี้ให้ได้ภายใน 1 เดือน เพราะหากช้ากว่านี้ เด็กเหล่านี้จะหลุดจากระบบการศึกษาแน่นอน และเด็กจะเริ่มเข้าสู่ความเสี่ยง และเข้าสู่การเป็นยุวอาชญากร เพราะพบว่าเด็ก 6 ใน 10 จะมีความเสี่ยงเข้าสู่การเป็นยุวอาชญกร คือมีปัญหาเรื่องพฤติกรรม ติดเพื่อน ติดเกม เป็นต้น” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า การทำให้เด็กมีคุณภาพ และอยู่ในระบบการศึกษาได้ ต้องช่วยเหลือ และเยียวยาใน 4 องค์ประกอบ คือ 1.เด็กยากจน หรือเด็กยากจนพิเศษ ที่พ่อแม่ตกงาน และมีรายได้ต่ำ คือมีรายได้ไม่ถึง 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรหาอาหารเช้าให้กับเด็ก เพราะพบข้อมูลว่าเด็กที่ยากจนมากๆ 40% ไม่ได้กินข้าวเช้า ทำให้เด็กไม่มีสมาธิในการเรียน จากการศึกษา หากเด็กได้รับอาหารเช้า จะเพิ่มไอคิวเด็กได้อีกด้วย 2.ให้ความสำคัญกับครูที่ต้องติดตามเด็กที่ยากจนพิเศษ เข้าไปดูสภาพแวดล้อมของเด็ก ดูปัญหาที่พ่อแม่เด็กกำลังเผชิญอยู่ พร้อมกับให้คำแนะนำที่ถูกต้องกับพ่อแม่ว่าถ้าลูกหลุดจากระบบการศึกษาไปแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น สร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็ก และติดตามช่วยเหลือเด็กอย่างต่อเนื่อง 3.ให้ทุนการศึกษากับเด็กที่ยากจนพิเศษ เช่น ให้เงิน 3,000 บาทต่อคนต่อปี เพื่อช่วยเหลือเยียวยาเด็ก เบื้องต้น ถ้าเด็กอยู่ช่วงรอยต่อ ไม่ว่าจะเป็นอนุบาลขึ้น ป.1, ป.6 ขึ้น ม.1 และ ม.3 ขึ้น ม.4 ควรเพิ่มเงินเป็น 3,800 บาทต่อคนต่อปี เพื่อให้เด็กเหล่านี้อยู่ได้ และ 4.ต้องหางานให้เด็กทำ หาหลักสูตรระยะสั้นให้เด็กเข้าฝึก เพื่อให้เด็กมีรายได้ระหว่างเรียน เพราะถ้าเด็กไม่มีงาน ไม่มีเงิน อาจทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาได้

“4 ปัจจัยที่พูดถึง หากทำได้ จะทำให้เด็กมีคุณภาพ และสามารถอยู่ในโรงเรียนได้อย่างมีคุณภาพ ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องของการตามเด็กกลับมาเรียนเท่านั้น จะต้องช่วยเหลือ เยียวยา ให้กำลังใจ หางานให้ทำ ถึงจะทำให้เด็กอยู่รอด เข้าเรียนได้อย่างมีคุณภาพ แม้ 12 หน่วยงานทำบันทึกข้อตกลงทำงานร่วมกัน แต่ผมกังวลว่าจะไม่บูรณาการการทำงาน จึงอยากให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง และต้องเอาทรัพยากร งบประมาณ ระบบข้อมูลต่างๆ มาแลกเปลี่ยนกัน ว่าจะใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร ถ้าต่างคนต่างทำ จะไม่เกิดประโยชน์กับเด็ก ไม่ใช่แค่ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันเพื่อตอบโจทย์ที่นายกฯ ตั้งไว้ แล้วแยกกันทำงานเหมือนเดิม ดังนั้น นายกฯ ต้องกำชับทุกหน่วยงานว่าต้องทำงานร่วมกัน ต้องแชร์ทรัพยากร แชร์ข้อมูลร่วมกัน และมีระบบส่งต่อเด็กระหว่างหน่วยงานด้วย” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า ปัจจุบันเด็กจะออกจากระบบการศึกษาเยอะมากขึ้น ดังนั้น ขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน จะทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาเพิ่มขึ้น คิดว่าปีการศึกษา 2564 จะมีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาอย่างรุนแรง เพราะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ประกอบกับคนยากจน คนตกงานจากสถานการณ์โควิด-19 มากกว่า 2 ปี จะทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษามากขึ้น ดังนั้น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่บันทึกข้อตกลงร่วมกัน แต่ท้ายสุดก็แยกกันทำงานเหมือนที่ผ่านมา

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon