วช.จับมือ ร.ร.นายร้อยตำรวจ หยุด ‘เด็ก-เยาวชน’ กระทำผิดซ้ำซาก

26.05.22 | 15:12 น.

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ที่โรงแรมมารวย การ์เด้น กรุงเทพ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดเสวนา “นวัตกรรมการอำนวยความยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน” ภายใต้แผนงานขยายผลการวิจัยสู่การปฏิบัติเพื่อการเปลี่ยนแปลงการอำนวยความยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต่อยอดและขยายผลนวัตกรรมการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของการอำนวยความยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนสู่การประยุกต์ใช้ในเชิงปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงประเมินผลสำเร็จของการนำนวัตกรรมการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของการอำนวยความยุติธรรมสู่การปฏิบัติจริง และเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะด้านการอำนวยการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนผ่านการบูรณาการในเชิงกฎหมาย การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยทางนิติวิทยาศาสตร์ และการสร้างเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้มแข็ง ภายในงานนอกจากการรายงานผลการวิจัย การเสวนา ยังได้มีการจัดนิทรรศการนวัตกรรมการอำนวยความยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน ภายใต้ 3 แฟลตฟอร์ม 8 โครงการ โดยมีผู้เข้าร่วมการเสวนากว่า 200 คน

ศาสตราจารย์ พลตำรวจตรีหญิง ดร.พัชรา สินลอยมา ที่ปรึกษาคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ และผู้บริหารจัดการโครงการวิจัย กล่าวว่า ปี 2563 กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน รายงานสถิติการกระทำผิดของเด็กและเยาวชนประจำปี พบว่ามีจำนวนถึง 19,470 คดี ซึ่งคดีส่วนใหญ่เป็นฐานความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำนวน 9,600 คดี หรือคิดเป็นร้อยละ 49.31 ของคดีทั้งหมด จึงสะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าปัญหาการกระทำผิดในคดียาเสพติดของเด็กและเยาวชนต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 วช. จึงร่วมกับโรงเรียนนายร้อยตำรวจขับเคลื่อนนวัตกรรมยุติธรรมท้าทายไทย ภายใต้แผนงานขยายผลการวิจัยสู่การปฏิบัติเพื่อการเปลี่ยนแปลงการอำนวยความยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

ศาสตราจารย์ พลตำรวจตรีหญิง ดร.พัชรา กล่าวต่อว่า โดยกรอบการวิจัยในครั้งนี้ ได้มีการพิจารณาถึงการนำนวัตกรรมที่เกิดจากการบริหารจัดการโครงการวิจัยดังกล่าวมาสู่การต่อยอดและขยายผลในเชิงปฏิบัติการ โดยการเชื่อมโยงผลผลิตที่เด่นชัด (Best Practice) จากกรอบการวิจัยทางด้านกฎหมาย นิติวิทยาศาสตร์ และฐานข้อมูล เพื่อให้สามารถสะท้อนถึงผลสัมฤทธิ์ที่พึงประสงค์เกี่ยวกับการอำนวยการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนที่มีการบูรณาการ ทั้งในเชิงกฎหมาย การใช้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยทางนิติวิทยาศาสตร์ และการสร้างเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้มแข็ง

ศาสตราจารย์ พลตำรวจตรีหญิง ดร.พัชรา กล่าวต่อไปว่า แนวคิดการดำเนินงานสามารถแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของแต่ละกรอบการวิจัยได้อย่างชัดเจน โดยการดำเนินงานในระยะนี้ มุ่งเน้นให้เกิดการขยายผลและต่อยอดนวัตกรรมยุติธรรมท้าทายไทยสู่การปฏิบัติในเชิงรูปธรรม เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน ทั้งการเปลี่ยนแปลงในเชิงกฎหมายที่จะเกิดการบูรณาการเครือข่ายผู้บังคับใช้กฎหมายในการอำนวยความยุติธรรมแก่เด็กและเยาวชนโดยมุ่งประโยชน์สูงสุดของตัวเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ ควบคู่ไปกับการประยุกต์ใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา ซึ่งถือเป็นการผสมผสานระหว่างมาตรการทางกฎหมายและมาตรการทางสังคมในการแก้ไขปัญหาการกระทำผิดของเด็กและเยาวชนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

“การเปลี่ยนแปลงในมิติต่อมาคือการเปลี่ยนแปลงในเชิงของการผลักดันการประยุกต์ใช้กระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์ให้มีบทบาทสำคัญในกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในส่วนของการใช้ประโยชน์ในกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานที่มีการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบและการนำองค์ความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือการสร้าง ความยั่งยืนให้กับกระบวนการคืนเด็กดีสู่สังคมไม่ให้หวนกลับมากระทำผิดซ้ำ โดยกระบวนการสำคัญคือการประยุกต์ใช้แนวคิดทางจิตวิทยาสังคมในการสร้างความเข้มแข้งทางจิตใจให้แก่เด็กและเยาวชนที่ได้รับการปล่อยตัวสู่ชุมชน ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของคนในสังคมในการให้โอกาสเด็กและเยาวชนเหล่านี้ให้มีพื้นที่จุดยืน มีอาชีพสุจริต หรือมีแนวทางการดำเนินชีวิตที่มีคุณภาพตามครรลองของสังคมปกติ” ศาสตราจารย์ พลตำรวจตรีหญิง ดร.พัชรา กล่าว

Advertisement

ศาสตราจารย์ พลตำรวจตรีหญิง ดร.พัชรา กล่าวต่อว่า ผลการดำเนินงานได้สร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการอำนวยความยุติธรรมแก่เด็กและเยาวชนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ทั้งในมิติทางกฎหมายที่เกิด SOP ด้านการปฏิบัติต่อเด็กกระทำความผิดซึ่งมีอายุไม่เกิน 12 ปี หรือการใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยมาเป็นกลไกสำคัญในการหันเหคดีเด็กและเยาวชน ออกจากกระบวนการยุติธรรมกระแสหลักเพื่อสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม มิติทางนิติวิทยาศาสตร์ที่เกิดโปรแกรม JUDA ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีระบบฐานข้อมูลการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนที่แยกออกจากฐานข้อมูลของผู้ใหญ่ เพื่อใช้งานในระดับสถานีตำรวจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับการพัฒนาเทคนิคการตรวจสารเสพติดทางเส้นผมที่จะพลิกโฉมการตรวจสารเสพติดด้วยวิธีการเดิมๆ ให้มีความแม่นยำและรวดเร็วมากขึ้น ประหยัดทั้งงบประมาณและระยะเวลา โดยขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือของ 4 หน่วยงานใหญ่ ได้แก่ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรมคุมประพฤติ และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ส่วนมิติด้านการผนึกพลังเครือข่าย ได้เกิดการพัฒนาหลักสูตรทักษะทางอาชีพทั้ง Hard Skill และ Soft Skill ที่ตรงตามความถนัดของเด็กและเยาวชนและความต้องการของตลาดอาชีพ รวมทั้งการบูรณาการความร่วมมือของภาคีเครือข่ายสถานประกอบการกว่า 25 แห่ง ที่พร้อมจะมอบโอกาสในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพจากสถานที่จริง สภาพแวดล้อมจริง และสถานการณ์จริง รวมถึงการเพิ่มโอกาสในการมีงานทำ มีอาชีพ และมีรายได้ที่เหมาะสมเมื่อได้รับการปล่อยตัวกลับคืนสู่สังคม

“เด็กและเยาวชนเปรียบเสมือนต้นกล้าที่รอวันเติบใหญ่เป็นอนาคตของชาติ ผู้ใหญ่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจึงต้องบูรณาการความร่วมมือในการสนับสนุนโอกาสและการชี้นำแนวทางที่เหมาะสม เพื่อให้เด็กและเยาวชนเหล่านี้ที่จะอยู่ในสังคมต่อไปอีกไม่ต่ำกว่า 50 ปี เกิดความตระหนักในคุณค่าชีวิต เกิดความมุ่งมั่นในการกลับตนเป็นคนดี มีความพร้อมที่จะกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ และไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก” ศาสตราจารย์ พลตำรวจตรีหญิง ดร.พัชรา กล่าว