ไล่ออกอดีตอธิการฯ มมส!! ก.บ.ม.มีมติไล่ออกอดีตอธิการฯ มมส-พวก 5 ราย หลัง ป.ป.ช.ชี้ผิดวินัยอย่างร้ายแรงสร้างตึก 13 ล.

แหล่งข่าวระดับสูงมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ลงนามในหนังสือลับ ที่ ปช 0017/2430 เรื่องขอให้พิจารณาโทษทางวินัย ถึงอธิการบดี มมส โดยหนังสือระบุว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้รับเรื่องกล่าวหานายศุภชัย สมัปปิโต ช่วยราชการสำนักงานศึกษาธิการภาค 13 เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิการบดี มมส กับพวก ว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยทุจริตอนุมัติการเบิกจ่ายเงินค่าจ้างก่อสร้างอาคารวิทยพัฒนา คณะศึกษาศาสตร์ มมส ล่วงหน้า เป็นเงิน 13,333,330 บาท เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2552 ตามคำของผู้รับจ้าง ทั้งที่ยังไม่ได้ตรวจสอบหนังสือสัญญาค้ำประกันสัญญา หนังสือค้ำประกันการรับเงินค่าจ้างล่วงหน้า และยังไม่ได้รับใบเสร็จรับเงินค่าจ้างล่วงหน้าจากผู้รับจ้าง รวมทั้ง ละเว้นไม่ดำเนินการเพื่อยุติความเสียหายทั้งที่ทราบว่า หนังสือค้ำประกันดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม และไม่ดำเนินคดีใดๆ กับผู้รับจ้างเมื่อผู้รับจ้างทิ้งงานก่อสร้าง ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้รับพิจารณา และดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง โดยตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐาน

หนังสือระบุอีกว่า ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบตามความเห็นของคณะอนุกรรมการไต่สวน ดังนี้ 1.การกระทำของนายศุภชัย ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่อ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผนของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือนโยบายของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 39 วรรคสาม และวรรคท้าย และมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 91

หนังสือยังระบุต่อว่า ข้อ 2.การกระทำของนายปิยพันธ์ แสนทวีสุข วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มมส ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 น.ส.ใบศรี พันเทศ นักวิชาการพัสดุชำนาญการ กองคลังและพัสดุ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 และนายสายชล เห็มไธสง นักวิชาการพัสดุชำนาญการ กองคลังและพัสดุ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 มีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบฯ และมีมูลความผิดทางอาญาฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ข้อ 3.การกระทำของ น.ส.ธัญพร สุขบรม นักวิชาการพัสดุปฏิบัติการ กองคลังและพัสดุ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 มีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง มีมูลความผิดทางอาญา ฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบฯ ประกอบข้อบังคับ มมส ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณาเพื่อลงโทษทางวินัย พ.ศ.2552 และมีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 และ 4.การกระทำของนางสุวนิตย์ เลื่องลือ นักวิชาการเงินและบัญชีปฏิบัติการ กองคลังและพัสดุ ผู้ถูกล่าวหาที่ 7 มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผนของทางราชการ มติ ครม.หรือนโยบายทางราชการ ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 39 วรรคสี่ ประกอบข้อบังคับ มมส ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณาเพื่อลงโทษทางวินัย พ.ศ.2552 ส่วนข้อกล่าวหาทางอาญาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป

“จึงขอส่งเรื่องพิจารณาโทษแก่นายศุภชัย นายปิยพันธ์ น.ส.ใบศรี นายสายชล น.ส.ธัญพร และนางสุวนิตย์ ในฐานความผิดดังกล่าว ตามนัยมาตรา 92 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 ทั้งนี้ ตามนัยมาตร 93 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว บัญญัติว่าเมื่อได้รับรายงานตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง และวรรคสามแล้ว ให้ผู้บังคับบัญชา หรือผู้มีอำนาจถอดถอน พิจารณาลงโทษภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้เรื่อง และส่งสำเนาคำสั่งลงโทษดังกล่าวให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้ออกคำสั่ง” หนังสือดังกล่าวระบุ

Advertisement

หนังสือยังระบุอีกว่า สำหรับความผิดทางอาญา นายศุภชัย นายปิยพันธ์ น.ส.ใบศรี นายสายชล และ น.ส.ธัญพร ได้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินคดีอาญาแก่บุคคลดังกล่าวแล้ว เมื่อดำเนินการได้ผลประการใด โปรดแจ้งให้ทราบด้วย

แหล่งข่าวจาก มมส คนหนึ่ง กล่าวว่า ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย (ก.บ.ม.) ซึ่งมีนายสัมพันธ์ ฤทธิเดช อธิการบดี มมส เป็นประธาน เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ได้หยิบเรื่องการพิจารณาโทษทางวินัยข้าราชการ และพนักงานมหาวิทยาลัย 6 ราย ตามมติคณะกรรมการ ป.ป.ช.เข้าหารือในที่ประชุม ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาที่ 1-5 คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบตามความเห็นของคณะอนุกรรมการไต่สวน มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 39 วรรคสาม และวรรคท้าย ซึ่งตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรา 48 กำหนดโทษทางวินัย 5 สถานคือ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดเงินเดือน ปลดออก และไล่ออก อย่างไรก็ตาม การสั่งลงโทษทางวินัย ผู้สั่งลงโทษต้องสั่งลงโทษให้เหมาะสมกับความผิด ถ้ามีเหตุอันควรจะนำมาประกอบการพิจารณาลดหย่อนโทษก็ได้ แต่หากเป็นโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง มิให้ลดโทษต่ำกว่าปลดออก ที่ประชุม ก.บ.ม.มมส จึงมีมติให้ไล่ออกจากราชการ จากนี้ มมส จะต้องส่งหนังสือแจ้งให้บุคคลทั้ง 5 รายรับทราบคำสั่งดังกล่าว หากนายศุภชัย และพวก เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ตามขั้นตอนต่อไป

นายวิรัติ ปานศิลา ประธานสภาคณาจารย์ มมส กล่าวว่า เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่ประชุม ก.บ.ม.ที่มีนายสัมพันธ์เป็นประธาน มีมติให้ไล่ออกนายศุภชัย และพวก รวม 5 คนจริง จากกรณีที่ ป.ป.ช.ชี้มูลผิดวินัยร้ายแรงการก่อสร้างอาคารวิทยพัฒนา คณะศึกษาศาสตร์ ที่เป็นปัญหายืดเยื้อยาวนานมาหลายปี จากนี้จะทำหนังสือเป็นทางการเพื่อให้อธิการบดี มมส ลงนาม จากนั้นจะแจ้งไปยังบุคคลที่ถูกไล่ออกทราบ ทั้งนี้ นายศุภชัย และพวก สามารถอุทธรณ์ได้หากเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

Advertisement

ปปช.

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image