ร.ร.เอกชนดิ้นสู้วิกฤต ต่อลมหายใจสุดท้าย
เป็นปัญหาต่อเนื่องสำหรับกรณีโรงเรียนเอกชนทยอยปิดตัว เหตุเพราะขาดสภาพคล่อง โดยเฉพาะหลังการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 หลายโรงเรียนเข้าขั้นวิกฤต บางรายสุดยื้อ ทยอยประกาศ ปิดกิจการ
จากข้อมูลปี 2564 มีโรงเรียนเอกชนทั้งในและนอกระบบ รวม 11,775 แห่ง แบ่งเป็น โรงเรียนเอกชนในระบบรวม 3,986 แห่ง โรงเรียนเอกชนนอกระบบ ที่เปิดสอนหลักสูตรระยะสั้น โรงเรียนกวดวิชา 7,789 แห่ง
ข้อมูลล่าสุดปี 2565 มีโรงเรียนในระบบที่ปิดกิจการไปแล้ว 45 แห่ง และอยู่ระหว่างพิจารณาคำร้องขอเปิดกิจการอีก 35 แห่ง ขณะที่โรงเรียนเอกชนนอกระบบเลิกกิจการไปแล้วมากกว่า 300 แห่ง
โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนในกรุงเทพฯและปริมณฑล ขอปิดกิจการจำนวนมาก อย่างในเดือนมกราคม ปี 2565 ที่ผ่านมา โรงเรียนวรรณวิทย์ สถานศึกษาดังย่านสุขุมวิทเปิดมากว่า 75 ปี ประกาศปิดกิจการต้องประสบภาวะขาดทุนตลอดช่วง 3 ปี นับตั้งแต่โรคโควิด-19 ระบาด
จากนั้นเดือนเมษายนปีเดียวกัน โรงเรียนเฉลิมไฉไลวิทยา โรงเรียนเก่าแก่ก่อตั้งมา 65 ปี ต.ปากน้ำ อ.เมืองสมุทรปราการ ได้ส่งหนังสือถึงผู้ปกครองถึงเรื่องขอยุติการเรียนการสอนทุกระดับชั้นตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2565
ยังไม่นับรวมกลุ่มโคม่าอีกกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศที่รอความช่วยเหลือ!!
ล่าสุด โรงเรียนเอกชนชื่อดังย่านอ่อนนุช เปิดสอนมานานกว่า 30 ปี ประกาศเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 แจ้งปิดกิจการในวันที่ 3 มีนาคม 2566 ให้เหตุผลว่า ประสบปัญหานักเรียนลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก การเก็บค่าเล่าเรียนไม่เป็นไปตามที่กำหนด ประสบภาวการณ์ขาดทุน ทำให้ไม่สามารถเปิดดำเนินกิจการต่อไปได้
โดยมีเวลาให้ผู้ปกครองหาที่เรียนใหม่ให้บุตรหลานเพียง 14 วัน ทำให้เดือดร้อน ผู้ปกครองจึงรวมตัวเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ช่วยแก้ไขปัญหา ทั้งช่วยหาที่เรียนใหม่ ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อราย จากค่าเครื่องแบบ ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเรียนปรับพื้นฐาน ค่าเรียนซัมเมอร์ เป็นต้น
ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนไม่ใช่แค่นักเรียนและผู้ปกครองเท่านั้น แต่รวมถึงครู และบุคลากรในโรงเรียนทั้งหมด ต้อง ตกงาน ไม่ทันตั้งตัว
นายศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ส.ปส.กช.) ยอมรับว่า โรงเรียนเอกชนทุกแห่งได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 ต้องปรับมาสอนออนไลน์ ลดหรืองดเก็บเงินค่าบำรุงการศึกษา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนผู้ปกครอง
กว่า 4 ปีที่ผ่านมา มียอดค้างจ่ายค่าเทอมสูงกว่า 2-3 พันล้านบาท ขณะที่อัตราการเกิดลดลง จำนวนผู้เรียนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เมื่อรายรับติดลบ ประสบปัญหาขาดทุน ผู้ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งจึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องขอปิดกิจการ ไปหาอย่างอื่นทำเพื่อพยุงตัวเองให้รอดในสภาพเศรษฐกิจถดถอย
ตั้งแต่โรคโควิด-19 ระบาด รัฐบาลไม่ช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนเลย ที่ผ่านมาจะช่วยเหลือผู้ปกครอง เช่น คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมาตรการช่วยเหลือผู้ปกครอง นักเรียน นักศึกษา ในสถานศึกษาสังกัด ศธ.และนอก ศธ.ทั้งรัฐ และเอกชน ระดับชั้นอนุบาลถึงชั้น ม.6 และอาชีวศึกษาทุกสังกัด คนละ 2,000 บาท ผู้ปกครองได้รับเงิน บางคนเอาไปจ่ายเป็นค่าเทอมให้โรงเรียน แต่บางคนนำไปใช้จ่ายส่วนตัว ขณะที่โรงเรียนเอกชนไม่เคยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล
สอดคล้องกับ นายณัฐวุฒิ ภารพบ นายกสมาคมการศึกษาเอกชนนครศรีธรรมราช สะท้อนว่า รัฐบาลไม่เคยช่วยเหลือโรงเรียนเอกชน ต้องดิ้นรนหาทางรอดกันเอง เท่าที่ทราบบางแห่งไปไม่รอด อย่างใน จ.นครศรีธรรมราช บางโรงเรียนแจ้งผู้ปกครองแล้วว่าปีการศึกษาหน้าขอให้หาที่เรียนให้ลูกใหม่
อยากให้รัฐเข้ามาดูแลโรงเรียนเอกชนมากขึ้น เพราะจริงๆ แล้ว โรงเรียนเอกชนช่วยแบ่งเบาภาระในการจัดการศึกษาของรัฐบาลได้ค่อนข้างมาก จากนี้จะรอดูนโยบายพรรคการเมืองต่างๆ หากพรรคไหนมีนโยบายช่วยเหลือโรงเรียนเอกชน ส่งเสริมสวัสดิการครูเอกชน หรือมีนโยบายผลักดันเงินอุดหนุนอาหารกลางวันให้นักเรียนโรงเรียนเอกชนจากเดิมได้รับ 28% ให้ได้รับ 100% จะรณรงค์ให้ครู และบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนเอกชนที่มีกว่า 350,000 คน ลงคะแนนพรรคที่มีนโยบายดังกล่าวในบัตรเลือกตั้งใบที่ 2 เป็นบัตรเลือกพรรค ส่วนบัตรใบที่ 1 บัตรเลือก ส.ส.เขต ให้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคน
ขณะที่ นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการ กช. ยืนยันว่า ที่ผ่านมา รัฐบาล และ ศธ.ช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนไปแล้วหลายเรื่อง เช่น ช่วงการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ใช้กลไกที่มีอยู่มาช่วยเหลือโรงเรียน เช่น ให้โรงเรียนในระบบกู้ยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ เพื่อเสริมสภาพคล่อง กู้ยืมโรงเรียนละไม่เกิน 3 ล้านบาท พร้อมกับลดอัตราดอกเบี้ยจากร้อยละ 4 เหลือร้อยละ 2 ต่อปี และผ่อนชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 6 ปี
“ที่ผ่านมา ช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง คือปรับอัตราเงินอุดหนุนรายหัวตามความจำเป็นพื้นฐาน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้เรียน และเพิ่มศักยภาพสถานศึกษาในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี ตั้งแต่ระดับก่อนประถม ประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ทั้งสถานศึกษาของรัฐและเอกชน ครอบคลุมการศึกษาในระบบ นอกระบบ และการศึกษาทางเลือก โดยปรับเพิ่มแบบขั้นบันไดต่อเนื่อง 4 ปีงบประมาณ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2566-2569 และปรับเพิ่มค่าอาหารกลางวันให้นักเรียนชั้นเด็กเล็ก-ป.6 ตามขนาดของโรงเรียน ที่ผ่านมา สช.พยายามผลักดันให้โรงเรียนเอกชนได้รับเงินอุดหนุนอาหารกลางวัน 100% โดยขณะนี้คณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา ได้ตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาศึกษาข้อมูล เพื่อผลักดันให้โรงเรียนเอกชนได้รับเงินอาหารกลางวัน 100% เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว จะนำเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่อไป” นายมณฑล กล่าว
กรณีโรงเรียนเอกชนปิดกิจการเป็นเรื่องที่ต้องเห็นใจทั้งผู้ปกครอง นักเรียน และโรงเรียน ซึ่งผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งเอง ต้องถือเป็นนักธุรกิจ เพียงแต่ทำธุรกิจด้านการศึกษา เมื่อขาดสภาพคล่อง และประสบปัญหาขาดทุนอย่างต่อเนื่องยาวนาน จึงตัดสินใจเลิกกิจการ ไม่ใช่เรื่องที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายเท่าไรนัก
หากไม่ตัดสินใจปิดกิจการ ก็อาจกระทบกับคุณภาพการจัดการศึกษา และสภาพคล่องทางเศรษฐกิจของเจ้าของโรงเรียน ไม่ใช่เรื่องดีกับนักเรียนและผู้ปกครองอย่างแน่นอน
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปช่วยอุ้มชู หรือสนับสนุนโรงเรียนเอกชนได้ในทุกเรื่องที่ร้องขอ เพราะงบประมาณจำกัด ทั้งยังต้องประคับประคองโรงเรียนรัฐบาลอีกกว่า 3 หมื่นแห่ง ให้จัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพใกล้เคียงกัน ยังไม่นับรวมการพัฒนานักเรียน นักศึกษาสายอาชีพ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่ยังต้องได้รับการยกระดับ โดยเฉพาะอุปกรณ์การเรียนที่มีคุณภาพ ดังนั้น กรณีโรงเรียนเอกชนชื่อดังย่านอ่อนนุชที่ประกาศปิดตัว คงไม่ใช่รายสุดท้าย
ถือเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาล และ ศธ. ต้องคิดหาแนวทางพยุงโรงเรียนเอกชนที่ลมหายใจรวยริน อย่างน้อยที่สุดก็ช่วยประคับประคองให้ยืนอยู่ได้ เพื่อที่จะก้าวเดินด้วยตัวเองต่อไป เติมเต็มระบบการศึกษาของรัฐ

