ผู้ปกครองไม่ปลื้ม ‘ภาษาพาที’ จวกรัฐล้าหลัง แนะคนเขียนทำเองให้ได้ก่อนคาดหวังเด็ก – น.ศ.พ้อมายด์เซ็ต ปลูกฝังไม่ให้โต
เมื่อวันที่ 25 เมษายน สืบเนื่องกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ หนังสือแบบเรียน ภาษาพาที ชั้น ป.5 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งเกิดประเด็นถกเถียงถึงเนื้อหาในแบบเรียน จากเนื้อหาการกินไข่ต้มครึ่งซีกเหยาะน้ำปลา หรือข้าวเปล่าคลุกน้ำผัดผักบุ้ง ทำให้ตัวละครในหนังสือมีความสุข ถือเป็นความพอเพียง เห็นคุณค่าชีวิต
ผู้สื่อข่าวมติชน ได้ลงพื้นที่สอบถามความคิดเห็นของประชาชน พ่อ-แม่ ผู้ปกครองต่อกรณีดังกล่าวที่เกิดขึ้น
นายพลภูมิ สุวะเสน อายุ 18 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวว่า ความเป็นไทยไม่จำเป็นต้องเป็นแบบในหนังสือเท่านั้น บางพื้นที่อาจจะเป็นแบบนั้น แต่บางพื้นที่ก็ไม่ได้เป็น
“วัฒนธรรมที่น่าจะใส่ลงไปในหนังสือคิดว่าควรเป็นวัฒนธรรมที่พัฒนาต่อได้ มีเอกลักษณ์ ดีงามจริงๆ หรือบางอย่างที่สามารถเอามาพัฒนาเป็นอาชีพได้ ก็ควรเอามานำเสนอให้มากกว่านี้” นายพลภูมิกล่าว

นายพลภูมิเสริมอีกว่า เรื่องไข่ต้มคลุกข้าว ตนมองว่าการพอเพียงขึ้นอยู่กับแต่ละคน ว่าพอดี ณ จุดไหน หรือมีงบแค่ไหน พอเพียงประมาณไหน เราพอเพียงในแบบของเราได้ ไม่ต้องเทียบกับบรรทัดฐานของคนอื่น
“สำหรับแนวคิดบางอย่างที่แทรกอยู่ ก็อาจเป็นปัญหาในภาพรวมต่อๆ ไปได้ อย่างมายด์เซ็ต ภาพจำว่าพอเพียงต้องเป็นแบบนี้อย่างเดียว มันจะปลูกฝังให้เรามีมายด์เซ็ตว่าเรามีเท่านี้ก็เอาเท่านี้ ไม่ใช่เรามีเท่านี้ และเราสามารถมีมากกว่านี้ได้
“มันสะท้อนไปถึงภาพลักษณ์ของรัฐบาลในเรื่องเศรษฐกิจ ที่พยายามปลูกฝังเกี่ยวกับความพอเพียง ไข่ต้ม น้ำปลา ไม่ได้แสดงความอยากโตไปข้างหน้า หรือปลูกฝังถึงความเจริญในอนาคต” นายพลภูมิระบุ
นายพลภูมิชี้ว่า ควรปรับปรุงทบทวนเนื้อหา 2-3 ปีครั้ง กำลังดี เพราะ 10 ปีอาจจะนานเกินไป และอยากให้ สพฐ.รับฟังความคิดเห็นเด็กและสังคม จุดไหนที่มากเกินไปควรปรับ จุดไหนที่ดีให้พัฒนาต่ออีกเยอะๆ
ด้าน น.ส.ฐิติรัตน์ สะเภา อายุ 27 ปี ข้าราชการโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง กล่าวว่า นักเรียนในอุดมคติที่ภาครัฐต้องการอย่างที่ได้เขียนไว้ในหนังสือ ดูค่อนข้างไม่สมเหตุสมผลในหลายประการ เหตุใดจึงต้องคอยพอเพียงกินแค่ไข่ต้มเพื่อเข้าถึงความสุข ทำไมจึงว่าผู้อื่นไม่มีน้ำใจเมื่อไม่ให้น้ำปลา
“คนที่เห็นด้วยหรือคนเขียน ควรทำสิ่งที่เขียนได้ถูกต้องทั้งหมดตามในเนื้อหาให้ได้ก่อน และลองประเมินตนเอง ว่าทำตัวเป็นแบบอย่าง ตามที่ตนเองต้องการแล้วหรือยัง ก่อนจะคาดหวังในตัวนักเรียน” น.ส.ฐิติรัตน์กล่าว
น.ส.ฐิติรัตน์แนะนำ ควรอัพเดตเนื้อหาทุก 5 ปี และควรใส่เนื้อหาที่สามารถนำไปใช้ในปัจจุบันได้
“ผู้เขียนควรหาข้อมูลในยุคที่โลกพัฒนาแล้ว ไม่ควรใส่เนื้อหาที่ล้าหลังลงไปในบทเรียน เพราะเด็กๆ จะต้องนำไปใช้ในอนาคต ใช้ในการปรับตัวเข้ากับสังคม” น.ส.ฐิติรัตน์กล่าว
อ่านข่าว : ‘ภาษาพาที ป.5’ เกลี้ยงแผง จนท.ศึกษาภัณฑ์เผย หมดสต๊อก ป.อื่นยังมีครบ


