‘วิษณุ’ แนะ ศธ.เตรียมรับมือปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ ฝากการบ้านผลักดันสอนวิชา ปวศ.แบบใหม่

‘วิษณุ’ แนะ ศธ. เตรียมรับมือปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ ฝากการบ้าน ศธ.ผลักดันการสอนประวัติศาสตร์แบบใหม่

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชัน กรุงเทพฯ ศ.กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษในการประชุมเชิงปฏิบัติการทิศทางการขับเคลื่อนการบริหารการศึกษาของประเทศไทยในระดับภูมิภาค สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านการศึกษาในภูมิภาค” ตอนหนึ่งว่า การปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่อง กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ให้ความสำคัญ เขียนไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มีอยู่ 6 ด้าน โดยการศึกษาถูกจัดอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติด้านที่สาม คือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้านที่สี่ คือด้านความเสมอภาคและการเท่าเทียม และอยู่ในด้านที่หก คือด้านการจัดระเบียบโครงสร้าง ซึ่งหมายถึงระเบียบโครงสร้างของราชการ รวมถึงโครงสร้างการบริหารการศึกษาด้วย

รองนายกฯกล่าวว่า ขณะเดียวกันก็กำหนดไว้ในแผนการปฏิรูปประเทศ 14 ด้าน โดยแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาเป็นด้านที่ 14 ซึ่งแผนปฏิรูปประเทศแบ่งออกเป็น 3 ยุค ยุคละ 5 ปี โดยยุคแรก (2560-2565) ได้จบลงแล้ว ตอนนี้ได้เข้าสู่ยุคที่สอง จากนี้ไปก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงซึ่งก็สอดคล้องกับการที่กำลังจะมีรัฐบาลใหม่ ที่จะมาพร้อมกับนโยบายใหม่ แม้อาจจะได้รัฐมนตรีเก่า แต่ก็ต้องเตรียมรับมือกับสิ่งแวดล้อม และ/หรือสภาพแวดล้อม ซึ่งคนรุ่นเราไม่เคยเห็น ไม่เคยพบ ไม่เคยรู้สึก มือซ้ายต้องถือแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาใหม่ มือขวาต้องถือแผนยุทธศาสตร์ชาติ

Advertisement

รองนายกฯกล่าวต่อว่า ในยุคที่ 2 ที่จะเกิดขึ้นในรัฐบาลใหม่ ปากก็ต้องคาบนโยบายใหม่ เท้าต้องเดินต้องขับ ต้องเคลื่อน เพื่อไม่ให้ตกยุค ตกสมัย ตกรุ่น ดังนั้น เราต้องเข้าใจและเรียนรู้ให้ทันตามยุค ตามสมัย เรียนรู้ในสิ่งที่เขาต้องการเห็น ซึ่งโครงสร้างการบริหารการศึกษาในส่วนภูมิภาคก็คือการพูดถึงศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด เป็นการปฏิรูปในเชิงบริหารหรือเชิงโครงสร้าง ส่วนเนื้อหาสาระปฏิรูปครู ปฏิรูปวิธีเรียน วิธีสอน ปฏิรูปโรงเรียน อุปกรณ์การศึกษา ปฏิรูปหลักสูตร ปฏิรูปวิธีการประเมินผลก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งทั้งสองส่วนนี้จะย่อหย่อนจากกันไม่ได้จะต้องยกระดับขึ้นมาให้เท่ากันและเดินหน้าอย่างรวดเร็ว

“จริงๆ แล้วการขับเคลื่อนประเทศด้านการศึกษามีการออกแบบมาตั้งแต่ก่อนจะมีรัฐธรรมนูญปี 2560 เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาในปี 2557 ก็หยิบเรื่องนี้มาทำตั้งแต่แรก ซึ่งใช้ความพยายามทำด้วยความยากลำบาก ถึงขนาดมีการหยิบคำพูดที่ว่า ‘กล้วยไม้ออกดอกช้าฉันใดการศึกษาเป็นไปเช่นนั้น’ แต่สำหรับการปฏิรูปการศึกษาแล้วต้องใช้ว่า ‘กล้วยไม้ออกดอกช้าฉันใด การปฏิรูปการศึกษาย่อมเป็นไปหนักกว่านั้น’ เพราะความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง หรือปฏิรูป โดยเฉพาะปฏิรูปการศึกษาจะเจอปัญหาสำคัญอุปสรรคสำคัญ 3-4 ข้อ

Advertisement

1.ความไม่เคยชินของคน เพราะคนเคยชินกับแบบเก่า กอดแบบเก่าไว้ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงไปใช้แบบใหม่ 2.ความขัดแย้งของคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่เด็กกับผู้ใหญ่ ซึ่งก็คล้ายกับความเคยชิน เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรที่จะผสมผสานสองวัยนี้เข้าด้วยกัน ดังนั้น เมื่อเราเอาสิ่งที่ผู้หลักผู้ใหญ่มาพูดเราก็จะพบว่าในการทำการปฏิรูปไม่ว่าจะด้านใดจะเป็นการต่อสู้ระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ 3.การปฏิรูปประเทศจะต้องลงทุน ใช้เงินใช้ทอง ลงทุนเวลา ใช้เวลานาน กว่าจะเห็นผลสำเร็จแล้วจะทนไม่ได้ และ 4.การปฏิรูปอะไรก็ตามมักจะไม่ยืนยงถาวร เพราะเจออุปสรรค 3 ข้อ แล้วใครมีปัญญาปฏิรูปก็ทำไป พอถึงวันหนึ่งก็จะมีคนคิดปฏิรูปอีกแบบหนึ่ง หรือกลับไปสู่แบบเก่าเสมอ จึงต้องต้านและสร้างความเสถียรภาพมั่นคงยั่งยืนถาวรให้อยู่ให้ได้ซึ่งการจะอยู่ได้ต้องให้คนยอมรับ” ศ.กิตติคุณ ดร.วิษณุกล่าว

รองนายกฯกล่าวอีกว่า วันนี้การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษามีส่วนสำคัญคือการขับเคลื่อน เพราะมีแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาแล้ว มีแผนปฏิบัติการด้านการศึกษาแล้ว และก็มีคณะกรรมการขับเคลื่อนด้วย แสดงว่า การปฏิรูปด้านการศึกษาเป็นเรื่องยุ่งยากและยากต่อการเปลี่ยนแปลง วันนี้เรามีกรรมการขับเคลื่อนการบริหารขับเคลื่อนการปฏิรูปทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะในส่วนภูมิภาคเขาฝากผีฝากไข้ไว้กับศึกษาธิการภาค คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ศธภ.เป็นรอง เช่นเดียวกับส่วนกลางที่มีรัฐมนตรีว่าการ ศธ.เป็นประธาน มีปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นเลขานุการ และมีภาคเอกชนร่วมเป็นกรรมการ เพราะฉะนั้น ศธจ.น่าจะต้องเข้าใจแล้วว่าตัวเองคือส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษาในภูมิภาค จะต้องทำหน้าที่เป็นทั้งสภาการศึกษา การศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอาจต้องดูแลไปถึงเรื่องสุขภาพ ความเท่าเทียม ดูแลการศึกษาของท้องถิ่น ทั้งภาครัฐและเอกชน ขณะที่ ศธภ.จะต้องเป็นศูนย์กลางบูรณาการทุกภาคส่วน ระหว่างภาครัฐและเอกชน บูรณาการหน่วยงานในสังกัด ศธ. ดังนั้นจึงเป็นโจทย์ให้ต้องคัดเลือกคนออกไปเป็นศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัดที่มีคุณภาพ ต้องเป็นคนที่ทำหน้าที่แทนกระทรวงศึกษาธิการได้ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกส่วนได้ทั้งหมด

“ในฐานะรองนายกฯกำกับดูแลกระทรวงศึกษา (ศธ.) ไม่มีนโยบาย แต่ ศธ.ต้องบริหารภายใต้นโยบายของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แต่มาพูดกันช่วงปลายรัฐบาล ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือนโยบายของรัฐบาลใหม่ ต้องดูว่ามีนโยบายพิเศษอะไรที่นอกเหนือจากแผนการปฏิรูปการศึกษาหรือไม่ แต่ส่วนตัวอยากจะฝาก เป็นสิ่งที่พยายามผลักดันตลอดเวลาที่ผ่านมา คือเรื่องการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ ซึ่งอยากให้มีการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์แบบใหม่ ที่นอกเหนือจากการท่องจำ ซึ่งจะทำให้การเรียนการสอนมีความสนุกขึ้น และคนไทยทุกวันนี้ห่างเหิน ทอดทิ้งเรื่องประวัติศาสตร์ ภาษาไทยวรรณคดีไทยไปมาก จึงคิดว่าควรจะต้องฟื้นกลับมา เพื่อสร้างความสวดสดงดงาม และความภาคภูมิใจให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่” รองนายกฯระบุ

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image