ผอ.okmd เปิดความสำเร็จ 19 ปี สร้างมูลค่าเพิ่ม 1.7 หมื่นล. ตั้งเป้าสร้างสรรค์นวัตกรรม ต้นแบบแหล่งเรียนรู้ ลดเหลื่อมล้ำ

ผอ.okmd เปิดความสำเร็จ 19 ปี สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ-สังคม กว่า 1.7 หมื่นล. ตั้งเป้าสร้างสรรค์นวัตกรรม ต้นแบบแหล่งเรียนรู้ ลดเหลื่อมล้ำ

เมื่อวันที่ 7 กันยายน ที่ TK Park ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ปทุมวัน กรุงเทพฯ ดร.ปรเมธี วิมลศิริ ประธานกรรมการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (okmd) กล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งในงาน 19 ปี okmd: Thailand Knowledge Landscape ว่า 19 ปีที่แล้ว รัฐบาลได้ตั้ง okmd ขึ้นเพื่อให้ไทยขับเคลื่อนเรื่องการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึง การพัฒนาเศรษฐกิจฐานความรู้ จนถึงปัจจุบัน okmd มีส่วนขับเคลื่อนประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปัจจุบันแผนที่ 13 มีหมุดหมายให้ไทยเป็นสังคมก้าวหน้า พัฒนาคนในโลกยุคใหม่ มีความรู้ มีทักษะ และมีความเป็นธรรม และ okmd มีส่วนร่วมในการพัฒนา และสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้

ดร.ปรเมธีกล่าวต่อว่า ก้าวต่อไปของ okmd ต้องปรับตัวให้เป็นคนที่อยู่ในแนวหน้า ทำสิ่งที่มีประโยชน์ เป็นต้นแบบ และถ่ายทอดไปยังแหล่งคนที่ขาดโอกาสเข้าถึง ลดความเหลื่อมล้ำของคนไทย และต้องมีโปรเจ็กต์ แนวการเรียนรู้ใหม่ๆ ระดับโลก การเปิด okmd Knowledge Porta จะทำให้เกิดการเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรใหม่ๆ การบริหารจัดการและการรวบรวมองค์ความรู้อย่างมืออาชีพ ทำให้คนไทยเป็นคนฉลาด พัฒนาต่อยอด เท่าทันโลก เพื่อตัวเอง สังคม และประเทศไทย

Advertisement

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ กล่าวว่า 19 ปี ในการดำเนินงาน okmd เต็มไปด้วยการพัฒนาการเรียนรู้ใหม่ๆ ทั้งนี้ จากการประเมินมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมในปี 2566 ของผู้เชี่ยวชาญภายนอก พบว่า okmd สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ 10,438.96 บ้านบาท และสร้างมูลค่าเพิ่มทางสังคมได้ถึง 6,615.19 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่า okmd สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมถึง 17,054.15 ล้านบาท ทั้งนี้ okmd ตั้งขึ้นภายใต้สโลแกน “กระตุกต่อมคิด” ที่พยายามส่งเสริมให้คนไทยเป็นสังคมอยากรู้ และใฝ่หาความรู้ พร้อมทั้งพัฒนาแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ วันนี้เดินมาถึงจุดที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในสังคมไทยมากขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ทำให้ทุกคนได้เรียนรู้จากทุกที่ทุกเวลา เทคโนโลยีเป็น Landscape ใหม่ในการส่งเสริมการเรียนรู้ ขณะนี้ต้องพูดถึง AI, ChatGPT และ Metaverse okmd จึงมีผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เสริมการค้นหาความรู้ okmd Knowledge Porta เว็บไซต์ที่ช่วยให้ทุกคนหาความรู้ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

“okmd ช่วยขับเคลื่อนองค์ความรู้สู่สังคมไทย ซึ่ง painpoint ต่อจากนี้คือการลดความเหลื่อมล้ำ และองค์กรทันสมัย เราต้องใช้โอกาสที่มี เทคโนโลยีแบบใหม่ มาสร้างกระบวนการเอ๊ะ กระตุกต่อมคิด และขยายองค์ความรู้ ทำให้เรามีภารกิจในหลายๆ เรื่อง อาทิ เป็นองค์กรบริหารจัดการความรู้ของประเทศ ให้บริการแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ ส่งเสริมการเรียนรู้ทุกช่วงวัย ส่งเสริมให้เด็กเยาวชนมีนิสัยรักกการอ่าน เป็นต้น” ดร.ทวารัฐ กล่าว

ดร.ทวารัฐกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ปีที่ 20 ของ okmd จะดำเนินการใน 3 เรื่องสำคัญ ดังนี้ 1.สร้างสรรค์นวัตกรรมการเรียนรู้ใหม่ๆ และจากหลากหลายรูปแบบ ใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และเชื่อมโยงเข้ากับพันธมิตร ทั้งรูปแบบดิจิทัล และทางกายภาพ เช่น สร้างเส้นทางการท่องเที่ยว เป็นต้น แนวคิดที่จะทำให้การเรียนรู้เป็นรูปแบบตามอัธยาศัย นอกห้องเรียน 2.ต้นแบบการเรียนรู้ อย่างอุทยานการเรียนรู้ต้นแบบ TK park พัฒนาสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ฯลฯ และ 3.สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ เพราะเรื่องการเรียนรู้ เป็นการสร้างเครือข่ายให้เกิดความเชื่อมโยงกัน มีการจัดกิจกรรมร่วมกัน

ดร.อนุชิต อนุชิตานุกูล ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร กล่าวในการเสวนาเรื่อง Thailand Knowledge ว่า การเรียนรู้ในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงเร็ว มีทั้งส่วนที่ดีขึ้น และส่วนที่น่าเป็นห่วง แต่การเข้าถึงความรู้ค่อนข้างจะเท่าเทียมกันในการเข้าถึงความรู้ แม้จะยังไม่เท่าเทียมกันทั้งหมด แต่ก็ดีขึ้นกว่าเดิมมาก เช่น พิพิธภัณฑ์สมัยนี้ การนำเสนอดีขึ้นกว่าเดิมมาก ตอนนี้จะเรียนที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องออกไปเรียนต่างประเทศ แต่ที่น่าห่วงคือเมื่อมีความเท่าเทียมแล้ว คนมีความเข้าใจมากแค่ไหน รวมถึง การเลือกเรียนความรู้ที่เด็กรุ่นใหม่มีปัญหามาก อย่างแรกตั้งคำถามไม่ถูก ซึ่งเป็นสกิลที่สำคัญ อย่างที่สองคือ คนเดี๋ยวนี้จะรู้แบบผิวๆ ไม่รู้ลึก ทำให้เกิดความรู้เทียมขึ้นมาแทน

“ถ้าอยากให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ สังคมไทยต้องอยู่กับความจริง ไม่รู้ก็ต้องยอมรับว่าไม่รู้ ไม่จำเป็นต้องเก่งทุกเรื่อง รู้ทุกอย่าง จะทำให้เป็นสังคมแห่งการรู้ลึกรู้จริง” ดร.อนุชิต กล่าว

นายธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการบริษัท บลูบิล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวถึง Active Learning Socirty ว่า อดีตความรู้เป็นเรื่องจำกัด แต่ปัจจุบันไม่ใช่ ตอนนี้เป็นสงครามของความน่าสนใจ และประเทศไทยถือเป็นอาณานิคมของเทคโนโลยีต่างชาติ เพราะแพลตฟอร์มในไทยเป็นของต่างชาติ และคนไทยได้ให้ข้อมูลไปต่างชาติทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความแตกต่างระหว่างวัย ซึ่งเรามักจะมองว่า Gen ใหม่มีปัญหา แต่จริงๆ แล้ว Gen ใหม่รับข้อมูลได้ดี ไม่มีปัญหา แต่คนรุ่นเก่ามีปัญหาเยอะมาก และยากมากที่จะรองรับการเรียนรู้ใหม่ๆ ยิ่งเชื่อความรู้เดิม ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการคน ทำอย่างไรถึงเกิดการเรียนรู้

“หัวใจหลักๆ ของการเปลี่ยนโลก คือความกระหายใคร่รู้ อยากรู้อยากเห็น เช่น การตั้งคำถามทุกอย่าง หรือกระตุกต่อมคิด หรือเอ๊ะ ทำอย่างไรให้เด็กๆ รู้จักเอ๊ะได้ โดยที่ไม่มีใครว่า และอย่าไปบอกเด็กว่าเขาโง่ ทำบรรยากาศให้ห้องเรียน ห้องทำงาน ให้เด็กสามารถเกิดความอยากรู้อยากเห็นได้” นายธนา กล่าว

ศ.ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า เวลาพูดถึงเรื่องการเรียนรู้ บางทีไปปนกับความรู้ ประเด็นสำคัญคือจะกระตุ้นคนอย่างไรให้สนใจเรียนรู้ สังคมไทยขณะนี้มีปัญหาเรียนรู้ใหม่ได้ยากมาก อยู่ในลูปของเราเอง คนรุ่นใหม่เป็นผลจากการจัดการศึกษาของบ้านเรา เชื่อว่าคนรุ่นใหม่ชอบตั้งคำถามมาก แต่ถามว่าคำถามใดที่มีประโยชน์ และนำไปใช้ต่อยอดได้ ระบบการศึกษาไทยไม่ได้ส่งเสริม จะเน้นท่องจำเป็นส่วนใหญ่ และให้รอที่จะรับความรู้ เป็นวัฒนธรรมที่ส่งต่อ และยากมากที่จะกระเทาะออก เยาวชนต้องการพื้นที่ การแสดงออก แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นในระบบการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ที่ต้องการสื่อสารไปยังคนรุ่นใหม่ที่มีอำนาจที่จะส่งเสียง

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image