การศึกษา : สรุปข่าวเด่น ปี 2566 ‘การศึกษา-วัฒนธรรม’ (1)

การศึกษา : สรุปข่าวเด่น ปี 2566 ‘การศึกษา-วัฒนธรรม’ (1)

1
3 เดือน.. ‘3 รมต.ศธ.-อว.’ มือใหม่..ลุ้นสร้างผลงาน

นับเป็นปีของการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ ภายหลังการเลือกตั้งใหญ่ ที่มีพรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ที่มี นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี รวมถึงเจ้ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. “เศรษฐา 1” ที่เป็นไปตามโผสุดท้าย โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ น้องชาย นายเนวิน ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ., นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ส.ส.อยุธยา เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.และ นางศุภมาส อิศรภักดี ศิษย์เก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นรัฐมนตรีว่าการ อว.ซึ่งทั้ง 3 เก้าอี้ เป็นโควต้าของพรรคภูมิใจไทย (ภท.)

หลังเห็นโฉมหน้าค่าตา ก็ตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่ เพราะอยากได้นักบริหารการศึกษามืออาชีพ เข้ามาบริหารจัดการ และแก้ไขวิกฤตการศึกษาไทย ที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ลดความเหลื่มล้ำ แก้ปัญหาเด็กออกกลางคัน ยกระดับวิชาชีพครู แก้ปัญหาหนี้ครู ผลักดันให้มหาวิทยาลัยผลิตงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ประเทศ และอื่นๆ อีกมากมาย

Advertisement

ซึ่งจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องคัดสรรคนที่มีความรู้ ความเข้าใจ และเป็นนักบริหาร แทนการจัดสรรโควต้าให้พรรคร่วมรัฐบาล หรือยกเก้าอี้ให้เป็นการตอบแทนเท่านั้น

ที่สำคัญ หลังรัฐมนตรีป้ายแดงทั้ง 3 ราย เข้าบริหารกระทรวงได้ 3 เดือน ยัง “ไม่เห็น” ผลงานเป็นชิ้นเป็นอันนัก แม้ ศธ.จะเพิ่งแถลง 10 ผลงานตามนโยบายของ ศธ.ในงาน “EDU SOFT POWER FESTIVAL 2024” แล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นแค่หยิบชิ้นงานเก่ามาปัดฝุ่น หรือทำต่อเนื่อง

หลังเทศกาลปีใหม่ 2567 หวังว่าจะได้เห็นผลงานของ 3 รัฐมนตรี ศธ.และ อว.เพราะอนาคตของเด็กๆ และการศึกษาของชาติ รอไม่ได้ !!

2
‘เสริมศักดิ์’ ดันซอฟต์เพาเวอร์ เพิ่มมูลค่าวัฒนธรรมไทย

เป็นอดีตข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) มาตลอดชีวิต นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช เติบโตขึ้นมาจากปลัดอำเภอตรี นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี จนได้นั่งเก้าอี้ปลัด มท.เป็นตำแหน่งสูงสุด ทั้งยังเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ ก่อนรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ในรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน

แม้เจ้าตัวไม่เคยทำงานด้านวัฒนธรรมมาก่อน แต่บอกในฐานะที่เคยเป็นข้าราชการ มท.จะใช้เครือข่ายที่มี ช่วยขับเคลื่อนงานด้านวัฒนธรรม โดยประกาศจะผลักดันให้ วธ.ไม่ใช่แค่กระทรวงด้านสังคม แต่จะมุ่งแก้ปัญหาในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และร่วมกับกระทรวงอื่นๆ ทำเรื่อง “ซอฟต์เพาเวอร์” ตามนโยบายรัฐบาล โดยจะตั้งคณะทำงาน ดึงเครือข่ายสภาวัฒนธรรมเข้ามาร่วม ผลักดันการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. … ให้ทันสมัย สนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ให้สร้างรายได้ ปรับแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรค ขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์เพาเวอร์ทั้ง 11 อุตสาหกรรม ขับเคลื่อนงานเทศกาลประเพณีในงาน Thailand Winter Festivals ส่งเสริมการท่องเที่ยวชมศิลปวัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมตลอดทั้งปี จัดระเบียบเมืองโบราณศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ มรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่

นอกจากนี้ จะส่งเสริมการขึ้นทะเบียนมรดกโลก โดยจะผลักดันแหล่งมรดกวัฒนธรรมที่อยู่ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในอนาคตอีก 5 แห่ง

ต้องติดตามว่า ยุคของรัฐมนตรีว่าการ วธ.ที่ชื่อ “เสริมศักดิ์” จะสร้างซอฟต์เพาเวอร์ และผลักดันงานด้านวัฒนธรรม ให้มีมูลค่าเพิ่มได้มากน้อยแค่ไหน !!

3
‘บิ๊กอุ้ม’ เดินหน้าชน แก้ ‘หนี้ครู’ มูลค่า 1.4 ล้านล.

“หนี้ครู” ปัญหาโลกแตก เป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงของแทบทุกรัฐบาล และเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศเดินหน้าแก้หนี้ทั้งระบบ โดยจะเริ่มจากการแก้หนี้นอกระบบก่อน

ปัจจุบันครูทั่วประเทศมี 9 แสนกว่าราย ในจำนวนนี้กว่า 80% มีหนี้สินมูลค่ามหาศาล กว่า 1.4 ล้านล้านบาท โดยเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของครู ได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์ครู 8.9 แสนล้านบาท คิดเป็น 64% ของยอดหนี้ทั้งหมด ส่วนเจ้าหนี้ที่รองๆ ลงมา ธนาคารออมสิน 3.49 แสนล้านบาท ธนาคารกรุงไทย 6.3 หมื่นล้านบาท และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) 6.1 หมื่นล้านบาท

ซึ่ง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประกาศเดินหน้าแก้ปัญหาหนี้สินครู โดยให้ต้นสังกัดประสานให้ครูได้รีไฟแนนซ์ หรือรวมหนี้เป็นก้อนเดียว เพื่อลดภาระผ่อนชำระ โดยลดดอกเบี้ยให้ถูกลง และมีระยะเวลาผ่อนส่งยาวขึ้น พร้อมพักชำระดอกเบี้ยให้แก่ครูที่เป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู และสถาบันการเงิน

แต่ที่เรียกเสียงฮือฮา คือครูอุ้มประกาศว่ารัฐบาลจะ “จ่ายดอกเบี้ย” ให้ครูที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นเวลา 3 ปี โดยครูชำระเพียงเงินต้น

เบื้องต้นได้แยกปัญหาหนี้สินของครูออกเป็น 3 กลุ่ม คือ สีเขียว สีเหลือง และสีแดง เพื่อเข้าไปช่วยเหลือตามสภาพความเป็นจริง และมอบหมายให้นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.รับหน้าที่ดูโครงสร้างหนี้ครู โดยได้ตั้งคณะกรรมการขึ้น 2 ชุด ร่วมกันแก้ปัญหาหนี้สินครู

ต้องติดตามว่ารัฐบาลนายกฯ เศรษฐา จะแก้ “หนี้ครู” ได้หรือไม่ !!

4
ตีแผ่ ‘นักช้อป’ งานวิจัย ปูดพฤติกรรมฉาวในมหา’ลัย

กลายเป็นประเด็นฉาวโฉ่ในแวดวงอุดมศึกษา เมื่อพฤติกรรมการ “ช้อปปิ้ง” ผลงานวิจัย หรือการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ถูกตีแผ่ออกมา จนผู้บริหารกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นั่งไม่ติดเก้าอี้ สั่งการให้มหาวิทยาลัยต่างๆ เร่งตรวจสอบอาจารย์ และนักวิจัยในสังกัด ว่าใครมีพฤติกรรมดังกล่าวหรือไม่ เพราะเข้าข่ายผิดจรรยาบรรณ

เบื้องต้นมีข้อมูลการซื้อขายผลงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศส่งให้ อว.พบว่า มีนักวิจัย หรือนักวิชาการ 109 คน ในมหาวิทยาลัย 33 แห่ง มีพฤติกรรมเข้าข่ายซื้อขายผลงานวิจัย โดยมหาวิทยาลัยต้นสังกัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยผู้ที่กระทำผิด 9 ราย ไม่มีความผิดตามข้อกล่าวหา 21 ราย อยู่ระหว่างตรวจสอบ 44 ราย และไม่ได้เป็นบุคลากรของสถาบันแล้ว 8 คน

จากเหตุการณ์สะเทือนแวดวงอุดมศึกษาครั้งนี้ ทำให้ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ประกาศเจตนารมณ์ว่าจะไม่ยอมรับการกระทำผิดจริยธรรม และจรรยาบรรณการวิจัย โดยจะเดินหน้าตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่าทำผิดจริง จะต้องถูกลงโทษ โดยมอบหมายให้คณะกรรมการวิจัย ทปอ.กำหนดแนวทางเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิด เพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว

ขณะที่ผู้บริหาร อว.เห็นว่าการ “รับจ้าง” ทำวิทยานิพนธ์ หรือรับจ้างทำงานวิจัย เป็นอีกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรม ถือเป็นความผิดร้ายแรงเช่นกัน จึงให้มหาวิทยาลัยเข้มงวดกวดขัน

ต้องจับตาว่า อว.และมหาวิทยาลัย จะจัดการบรรดานักช้อปผลงานวิจัย หรือผู้รับจ้างทำวิจัย และวิทยานิพนธ์อย่างไร…

หรือสุดท้ายก็ปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปกับสายลม เหมือนที่ผ่านๆ มา !!

5
อว.ยกเว้นค่าสมัครสอบ ทีแคส’67 รอบแอดมิชชั่น

ได้ข้อสรุปสำหรับ ระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือ ทีแคส ประจำปีการศึกษา 2567 ซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนในระบบตั้งแต่เดือนตุลาคม ที่ผ่านมา

โดยที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) จะรับสมัครทีแคส’67 จำนวน 4 รอบ เช่นเดียวกับทีแคส’65-66 ได้แก่ รอบที่ 1 พอร์ตโฟลิโอ หรือแฟ้มสะสมผลงาน รับสมัครตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด รอบที่ 2 โควต้า รับสมัครตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด รอบที่ 3 แอดมิชชั่น รับสมัครในระบบ mytcas.com วันที่ 6-12 พฤษภาคม 2567 และรอบที่ 4 รับตรงอิสระ รับสมัครเป็นไปตามมหาวิทยาลัยกำหนด

ซึ่งผู้สมัครแต่ละคน จะ “สละสิทธิ” ได้เพียงหนึ่งครั้ง…

นอกจากนี้ กสพท ซึ่งเข้าร่วมการคัดเลือกในระบบทีแคสรอบแอดมิชชั่น โดยปีนี้มีคณะแพทยศาสตร์ 18 สถาบัน คณะทันตแพทยศาสตร์ 14 สถาบัน คณะสัตวแพทยศาสตร์ 11 สถาบัน และคณะเภสัชศาสตร์ 13 สถาบัน รวม 56 สถาบัน จำนวน 66 สาขาวิชา ที่รวมอยู่กับ กสพท รวมรับ 2,380 คน ส่วนคุณสมบัติในการสมัครสอบ และหลักเกณฑ์ต่างๆ เหมือนเดิม

ยกเว้นสาขาวิชาทันตแพทย์ศาสตร์ ได้ตัดคุณสมบัติด้านสายวิทยาศาสตร์ออก เพื่อให้คนที่สนใจ ไม่ว่าจะเรียนสายไหนมา ก็สมัครสอบได้

ที่เรียกเสียงเฮก็คือ นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประกาศ “ยกเว้น” ค่าสมัครสอบรอบแอดมิชชั่น ที่มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 150-900 บาท…

เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้นักเรียน และผู้ปกครอง !!

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image